- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 8 - วิศวะโยธาสมัยนี้เถื่อนชะมัด
บทที่ 8 - วิศวะโยธาสมัยนี้เถื่อนชะมัด
บทที่ 8 - วิศวะโยธาสมัยนี้เถื่อนชะมัด
บทที่ 8 - วิศวะโยธาสมัยนี้เถื่อนชะมัด
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักเต๋าไท่ซั่งตรวจสอบเสร็จสิ้น สัญญาณเตือนภัยก็ถูกยกเลิก
ผู้คนทยอยเดินออกมาจากที่ทำการพรรคเซียนและโรงเรียนต่างๆ
เจ้าของร้านทำสกินกระบี่บินคนหนึ่งติดธุระนิดหน่อย พอกลับมาถึงก็เห็นคนจำนวนหนึ่งด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าร้าน
หืม? มีลูกค้าเข้าร้านเหรอเนี่ย?
แต่พอเขามองเห็นสภาพภายในร้านชัดๆ โดยเฉพาะตอนเห็นคนมุงกันอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ แถมยังมีเสียงที่ไม่ควรเปิดในที่สาธารณะดังออกมาจากคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น...
ไอ้ชาติชั่วคนไหนมันมาเล่นคอมตูวะ!
............
ส่วนสวีสิงตัวต้นเรื่อง ได้เอาหินวิญญาณไปแลกเป็นเงินของยุคนี้มาจำนวนหนึ่ง แล้วกำลังเตรียมจะเช่าที่พักชั่วคราว
ใจกลางเมือง ตึกระฟ้าสูงหลายสิบชั้น ด้านข้างมีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนไว้อย่างชัดเจน—【สำนักกระบี่ - หอจัดการธุระ】
แคว้นกระบี่เป็นแคว้นที่ใหญ่ที่สุดภายใต้การปกครองของสำนักกระบี่ ในเมืองเสวียนเจี้ยนจึงมีสาขาย่อยของหอจัดการธุระสำนักกระบี่ตั้งอยู่ เพื่อจัดการเรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะ
ที่พักที่เช่าผ่านหอจัดการธุระสำนักกระบี่จะมีราคาค่อนข้างแพงกว่าปกติ แต่ดีตรงที่ขั้นตอนง่ายและรวดเร็วมาก
ที่ประตูทางเข้ามีรปภ. ยืนอยู่สองคน คนหนึ่งสะพายกระบี่ยาว อีกคนมีลูกแก้วกระบี่ลอยหมุนติ้วอยู่ข้างกาย
ทั้งสองคนมีระดับพลังแก่นทองคำ ที่เอวห้อยป้ายหยกสีขาว ซึ่งแสดงว่าพวกเขาเป็นศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักกระบี่
ดูแล้วช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งกันชอบกล
คนเข้าออกไม่น้อยเลย สวีสิงเดินเข้าไปโดยไม่เป็นที่สังเกตของใคร
ในฐานะหนึ่งในเจ็ดสำนักเซียนใหญ่ สำนักกระบี่มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าไม่มีใครกล้ามาก่อเรื่องในที่ของสำนักกระบี่แน่ ต่อให้เป็นแค่สาขาย่อยของหอจัดการธุระก็ตาม
ที่เห็นมีเซียนกระบี่ระดับแก่นทองคำมาเป็นรปภ. สองคน ก็เพราะการต่อสู้ระหว่างเซียวหนิงเจินเหรินกับผู้ฝึกมารเมื่อกี้ พวกเขาเลยส่งคนมาเฝ้าหน้าประตูเพื่อรักษาหน้าตาเสียหน่อย
การจัดวางภายในหอจัดการธุระคล้ายกับห้องโถงบริการในความทรงจำของสวีสิง มีกระจกฉายภาพขนาดใหญ่แขวนอยู่ด้านบน ข้อมูลต่างๆ วิ่งผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว
พนักงานหลังเคาน์เตอร์บริการรอบๆ ส่วนใหญ่มีระดับพลังแค่กลั่นลมปราณหรือสร้างรากฐาน มีระดับแก่นทองคำแค่คนสองคน ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวัยรุ่นอายุไม่มาก ในจำนวนนั้นมีช่องหนึ่งเขียนไว้อย่างเด่นชัดว่า—【ช่องทางเฉพาะผู้บำเพ็ญเพียรสำนักกระบี่】
นี่ถือเป็นสวัสดิการเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนของสำนักกระบี่
เนื่องจากไม่มีคิว สวีสิงจึงเดินตรงเข้าไป แล้วหยิบป้ายหยกสีเขียวออกมา
"สวัสดีครับ ผมอยากจะเช่าที่พักสักหน่อย"
คนที่รับผิดชอบช่องทางนี้คือหญิงสาวที่ดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับจางอวิ๋นลู่ และเป็นหนึ่งในระดับแก่นทองคำไม่กี่คนของที่นี่ ศิษย์ฝ่ายนอกสำนักกระบี่
【ชื่อ: จั๋วอวี่หนิง】
【ระดับพลัง: แก่นทองคำ】
"ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ ทางเราต้องขอตรวจสอบตัวตนของคุณก่อน"
จั๋วอวี่หนิงรับป้ายหยกสีเขียวไป เสียบเข้ากับอุปกรณ์ที่หน้าตาคล้ายเครื่องอ่านบัตร ไม่นานนัก ตัวอักษรไม่กี่บรรทัดพร้อมรูปถ่ายก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
【ชื่อ: สวีซานตาว】
【ระดับพลัง: วิญญาณแรกกำเนิด】
【ตำแหน่ง: ผู้คุมกฎหอวินัยฝ่ายนอก】
ข้อมูลเรียบง่ายมาก เพราะการบำเพ็ญเพียรเป็นเรื่องส่วนบุคคล ทางสำนักก็จะไม่ล้วงลูกข้อมูลของศิษย์ในสังกัดมากนัก เพียงแต่... สวีซานตาว (สวีสามดาบ)?
คือแบบว่า... ท่านอาจารย์อาคะ ท่านเป็นเซียนกระบี่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดของสำนักกระบี่แท้ๆ แต่ใช้ชื่อแบบนี้มันจะดีเหรอคะ?
แอบบ่นในใจเสร็จ พอตรวจสอบรูปพรรณสัณฐานตรงกับรูปถ่าย เธอก็หยิบเครื่องมือทรงสี่เหลี่ยมออกมา ตรงกลางมีร่องขนาดเท่าหัวแม่มือ
"รบกวนท่านอาจารย์อาช่วยถ่ายเทพลังเวทเล็กน้อยเพื่อยืนยันตัวตนด้วยค่ะ"
สวีสิงพยักหน้า ยกมือส่งพลังเวทระดับวิญญาณแรกกำเนิดของ 《คัมภีร์กระบี่ไท่ซู》 เข้าไปสายหนึ่ง
หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที...
เอ๊ะ?!
ทำไมผลยังไม่ออก ปกติไม่มีดีเลย์นี่นา? จั๋วอวี่หนิงลุกขึ้นตบคอมพิวเตอร์ไปสองที แล้วหันมาส่งยิ้มแห้งๆ ให้สวีสิง "รบกวนรออีกนิดนะคะท่านอาจารย์อา"
อย่ามีปัญหาเชียวนะ อุตส่าห์ได้มาอยู่ตำแหน่งงานสบายๆ แบบนี้แล้วแท้ๆ
ปัง! ปัง!
ตบไปอีกสองที ในที่สุดหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็มีตัวอักษรปรากฏขึ้นมา
"ยืนยันตัวตนผ่าน"
เฮ้อ~ จั๋วอวี่หนิงลอบถอนหายใจ รอยยิ้มการค้ากลับมาอยู่บนใบหน้าอีกครั้ง "เรียบร้อยค่ะท่านอาจารย์อา ท่านมีความต้องการเรื่องที่พักแบบไหนเป็นพิเศษไหมคะ?"
"ขอแบบเงียบสงบแล้วก็กว้างขวางหน่อยก็พอ"
พอได้ยินความต้องการ หลังจากการคัดกรอง เธอก็ส่งเอกสารข้อมูลชุดหนึ่งให้สวีสิง
"ท่านดูที่นี่เป็นไงคะ อยู่ใกล้จุดรวมชีพจรวิญญาณ พลังปราณหนาแน่น แถมท่านเป็นผู้คุมกฎหอวินัย ตามกฎแล้วสามารถลดค่าเช่าได้สามสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยค่ะ"
สวีสิงกวาดตามองผ่านๆ "ได้ เอาที่นี่แหละ"
เมื่อเขาตกลง จั๋วอวี่หนิงก็หยิบป้ายไม้เล็กๆ สามอันกับใบรับรองแผ่นหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก ส่งคืนให้เขาพร้อมกับป้ายหยกสีเขียว
"นี่เป็นกุญแจค่ายกลค่ะ ท่านอาจารย์อาไปชำระเงินที่ช่องการเงิน แล้วจะมีเจ้าหน้าที่พาไปค่ะ"
"ขอบใจมาก"
กล่าวขอบคุณเสร็จ สวีสิงก็หันหลังเดินจากไป
มองดูเขาเดินไปไกลแล้ว จั๋วอวี่หนิงก็นั่งลง หยิบเครื่องตรวจสอบพลังเวทนั่นขึ้นมาตบๆ
โลกเซียนไม่เคยขาดแคลนวิธีปลอมตัว อย่าว่าแต่หน้าตาเลย แม้แต่กลิ่นอายพลังเวทหรือคลื่นวิญญาณก็ปลอมแปลงกันได้
แต่ระบบตรวจสอบพลังเวทจดจำรูปแบบใหม่นี้ เชื่อมต่อโดยตรงกับกระบี่บรรพชนอันสูงสุด ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรหน้าไหนจะซ่อนเร้นธาตุแท้ของพลังเวทต่อหน้ากระบี่บรรพชนได้ ตามหลักแล้วมันต้องตอบสนองทันที ไม่มีทางดีเลย์เด็ดขาด
ปัง! ปัง!
ตบอีกสองที ดูเหมือนจะพอใจแล้ว เธอถึงวางเครื่องมือนั่นกลับที่เดิม
อาจารย์เคยบอกไว้ ของเสียให้ตบสองทีเดี๋ยวก็หาย ถ้ายังไม่หาย แสดงว่ามันพังจริงๆ
............
พลบค่ำ เมฆดำหนาทึบปกคลุมทั่วท้องฟ้า เสียงฟ้าร้องครืนครางเป็นระยะ ดูท่าฝนจะตกหนัก
ทวีปกลางกว้างใหญ่ไพศาลมาก แค่แคว้นกระบี่แคว้นเดียวก็มีพื้นที่เท่ากับพื้นที่ผิวโลกในชาติก่อนหลายสิบใบรวมกัน ดังนั้นเมืองเสวียนเจี้ยนจึงมีขนาดมหึมา เทียบได้กับมณฑลที่ใหญ่ที่สุดในชาติก่อนหลายมณฑล
หมู่บ้านจัดสรรที่มีชื่อเสียงที่สุดในตัวเมือง บ้านเดี่ยวสามชั้นที่เป็นระเบียบเรียบร้อยตั้งสลับซับซ้อนอย่างมีดีไซน์ การวางผังภายในประณีตบรรจง
สวีสิงเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว หยิบป้ายไม้ที่เป็นกุญแจค่ายกลออกมาแตะเบาๆ ด้านหน้า
วูบ~ อากาศกระเพื่อมเป็นวงคลื่น ค่ายกลที่ครอบคลุมบ้านทั้งหลังเปิดออกเป็นช่องทางเดิน
นี่เป็นค่ายกลรวมวิญญาณพรางตาที่หยาบมาก กันได้แค่หมาแมว มดหนูแมลงสาบเท่านั้นแหละ
แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับกลั่นลมปราณยังพังเข้ามาได้สบายๆ
'ข้างในมีห้องปรุงยา ห้องหลอมอาวุธ บ่อน้ำพุวิญญาณหนึ่งบ่อ ห้องทำสมาธิพร้อมธูปสงบจิต และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความบันเทิงอื่นๆ ครบครัน'
'ที่สำคัญที่สุดคือที่นี่ได้รับความคุ้มครองจากสำนักกระบี่ แม้แต่ผู้ฝึกมารเมื่อตอนกลางวันก็ยังไม่กล้าลงมือกับที่นี่'
โดยรวมแล้วคล้ายกับถ้ำฝึกตนให้เช่าก่อนที่เขาจะปิดด่าน แต่ความสะดวกสบายนี่เทียบกันไม่ติดเลย
'เดี๋ยวค่อยมาปรับปรุงค่ายกลหน่อย กันคนหลงเข้ามา'
เดินเข้ามาในบ้าน สวีสิงเดินสำรวจไปรอบๆ บนผนังทุกห้องมีผลึกรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนฝังอยู่หลายชิ้น นั่นคือฐานค่ายกลของ 'แอร์คอนดิชั่นเนอร์'
เป็นสิ่งที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หยวนคิดค้นขึ้นมาเช่นกัน สามารถปรับอุณหภูมิในพื้นที่ที่กำหนดได้ แต่ขอบเขตอุณหภูมิที่ปรับได้ไม่มากนัก จึงถูกจัดอยู่ในหมวดค่ายกลสนับสนุน
เดินดูรอบหนึ่งแล้ว เขาก็มายืนอยู่หน้าหน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองเห็นเม็ดฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วตกลงมา ต้นไม้ใบหญ้าในสวนลู่ไปตามแรงลม
เงยหน้ามองท้องฟ้า สายฟ้าแลบแปลบปลาบ พายุฝนกำลังจะกระหน่ำ
ทันใดนั้น!
หมัดประทับหมัดหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแต่ไกล กระแทกเข้ากับเมฆดำหนาทึบกลางเวหาอย่างจัง
ในชั่วพริบตา ท่ามกลางแสงสว่างจ้าบาดตา เมฆดำหนาทึบถูก 'เบียด' ออกไปจนไปกองอยู่ที่ขอบฟ้า ราวกับภาพวาดสีเทาที่ถูกยางลบลบตรงกลางจนกลายเป็นพื้นที่ว่างวงกลม
โทรทัศน์ที่เปิดอยู่ข้างๆ กำลังถ่ายทอดสดสัมภาษณ์ทีมก่อสร้าง
"เนื่องจากความจำเป็นในการก่อสร้าง เราจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในวงจำกัด การกระทำนี้ได้รับอนุญาตจากหอจัดการธุระสำนักกระบี่แล้ว ขอความกรุณาผู้บำเพ็ญเพียรทุกท่านอย่าลอกเลียนแบบ"
ในภาพ ไกลออกไปมีคนคนหนึ่งกำลังค่อยๆ ลดหมัดลง คิดว่าเมื่อกี้คงเป็นฝีมือของเขา
งานโยธาสมัยนี้มันเถื่อนจริงๆ
[จบแล้ว]