- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 9 - คนจากสำนักกระบี่มาถึงแล้ว แต่โดนจับข้อหาขับรถเร็ว
บทที่ 9 - คนจากสำนักกระบี่มาถึงแล้ว แต่โดนจับข้อหาขับรถเร็ว
บทที่ 9 - คนจากสำนักกระบี่มาถึงแล้ว แต่โดนจับข้อหาขับรถเร็ว
บทที่ 9 - คนจากสำนักกระบี่มาถึงแล้ว แต่โดนจับข้อหาขับรถเร็ว
ผู้บำเพ็ญเพียรที่รวบรวมพลังอำนาจไว้ที่ตนเอง ขอเพียงบรรลุขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดก็สามารถเปลี่ยนสภาพลมฟ้าอากาศได้ดั่งใจ
ดังนั้นทีมก่อสร้างที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันมักจะมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดประจำทีมสักคน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงานเมื่อจำเป็น
ในเมื่อผู้ยิ่งใหญ่ระดับผสานเต๋ายังไปไลฟ์สดได้ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดจะมาทำงานพวกนี้บ้างก็คงไม่แปลกอะไร
แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร จิตใจของคนเราจะเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รู้ตัว จะคิดไปเองโดยสัญชาตญาณว่าตัวเองกับคนธรรมดาเป็นสิ่งมีชีวิตคนละสปีชีส์กัน
ด้วยความกว้างใหญ่ของทวีปกลาง ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดในยุคก่อนที่เขาจะปิดด่าน สามารถยึดครองพื้นที่ตั้งตัวเป็นเจ้าพ่อเสวยสุขได้สบายๆ แต่ตอนนี้กลับเต็มใจมาทำงานโยธา...
'จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หยวน... ยอดเยี่ยมจริงๆ'
สวีสิงอดชื่นชมในใจไม่ได้
ข้างนอกฝนยังคงตกหนัก หมัดเมื่อครู่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศฝั่งนี้ ดอกไม้เล็กๆ ในสวนส่ายไหวโอนเอนท่ามกลางพายุฝน
ม่านฝนพร่ามัวปกคลุมทั่วฟ้าดิน ทำให้มองเห็นทัศนวิสัยไกลๆ ไม่ชัดเจน
กลับมาดูที่หน้าจอทีวี กำลังถ่ายทอดสดไซต์งานก่อสร้างของทีมงานเมื่อสักครู่ เห็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำหลายคนร่วมมือกันร่ายคาถา ถมหลุมยักษ์ที่เกิดจากการต่อสู้จนเต็มด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
วิชาเปลี่ยนหินเป็นโคลน วิชานิ้วเหล็กไหลฉบับย่อ วิชาเรียกลมเรียกฝนฉบับปรับปรุง
ท่ามกลางแสงสีของคาถามากมาย วัสดุก่อสร้างต่างๆ บินว่อนไปมาบนท้องฟ้า รูปแบบการใช้วิชาบางอย่าง แม้แต่สวีสิงยังรู้สึกทึ่ง
ดูทรงแล้ว อีกไม่นานสิ่งก่อสร้างที่พังเสียหายคงถูกสร้างขึ้นมาใหม่จนเสร็จ
ฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ ฝนหยุดตกแล้ว สวีสิงปิดทีวีแล้วเดินออกไปข้างนอก
อากาศหลังฝนตกสดชื่นเป็นพิเศษ บนพื้นมีกลีบดอกไม้และใบไม้ที่ถูกน้ำฝนชะร่วงหล่นเต็มไปหมด อาจเพราะหมัดนั้น ฝนรอบนี้เลยตกหนักเป็นพิเศษ ดอกไม้ในสวนถูกทารุณจนกระจัดกระจาย
สวีสิงกวาดตามองแวบหนึ่ง สะบัดมือเบาๆ กระแสลมหมุนหอบเอากลีบดอกไม้ใบไม้บนพื้นไปทิ้งลงถังขยะริมถนนข้างนอก
จากนั้นเขาก็เงยหน้ามองขึ้นไป เห็น 'ดาวตก' หลากสีสันพุ่งแหวกท้องฟ้ายามค่ำคืนเข้ามา
นั่นคือแสงเหาะของผู้บำเพ็ญเพียร
แสงเหาะสารพัดสีขีดเขียนบนท้องฟ้าดารา ในจำนวนนั้นมีไม่กี่สายที่แฝงกลิ่นอายคุ้นเคย
เมืองเสวียนเจี้ยนถูกโจมตี ญาติสนิทมิตรสหายที่อยู่ข้างนอกย่อมทนนิ่งดูดายไม่ได้ แม้จะกลับมาแค่บางส่วน แต่จำนวนก็นับว่ามหาศาลทีเดียว
ส่วนในศาลากลางจังหวัด ท่านนายกเทศมนตรีที่เห็นฉากนี้ก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้ เกิดมีพวกผีจนตรอกฝ่ายมารปะปนเข้ามาอีกจะทำยังไง?
เรื่องซวยๆ ที่เจอวันนี้ก็เป็นฝีมือของไอ้ผีจนตรอกฝ่ายมารไม่ใช่หรือไง!
แถมยังไม่รู้เลยว่าจอมปราชญ์ที่ออกจากด่านมาท่านนั้นเป็นใครกันแน่ ตอนนี้จะให้เกิดเรื่องวุ่นวายไม่ได้เด็ดขาด
แต่ยังดีที่ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักเต๋าไท่ซั่งยังไม่กลับไป ข้อนี้ทำให้เขาอุ่นใจขึ้นเยอะ
สวีสิงยืนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนอยู่พักหนึ่ง แสงเหาะบินผ่านไปมาไม่ขาดสาย แล้วเขาก็หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป
............
"ศิษย์พี่ เขาบอกกันว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ออกจากด่านครั้งนี้เป็นผู้อาวุโสของสำนักกระบี่เรา แต่สรุปแล้วเป็นท่านไหนเหรอครับ?"
เงาร่างสามสายเหาะกระบี่เรียงหน้ากระดานมาด้วยกัน ล้วนเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ชุดรัดกุมสีน้ำเงินที่สวมใส่เป็นเครื่องแบบศิษย์ฝ่ายในของสำนักกระบี่เมื่อหลายปีก่อน ที่เอวห้อยป้ายหยกสีน้ำเงินสลักคำว่า 'กระบี่' เอาไว้
แสดงว่าทั้งสามคนเป็นศิษย์ฝ่ายในของสำนักกระบี่ และการที่มีระดับพลังวิญญาณแรกกำเนิดตั้งแต่อายุเท่านี้ ถือได้ว่าเป็นหัวกะทิในหมู่ศิษย์ฝ่ายในเลยทีเดียว
ชายหนุ่มตรงกลางมีบุคลิกหนักแน่นมั่นคง พลังเวทในกายกว้างใหญ่ไพศาล เปรียบเสมือนกระบี่ล้ำค่าที่ซ่อนคมอยู่ในฝัก
"อย่าถามมาก บอกได้แค่ว่าครั้งนี้เป็นวาสนาครั้งใหญ่ พวกเราบำเพ็ญเพียรมาทั้งชีวิตอาจจะมีโอกาสแบบนี้แค่ครั้งเดียว" หลินฉิวเซียนกล่าวเสียงขรึม
อีกสองคนข้างกายได้ยินดังนั้นก็ใจเต้นระรัว พวกเขารู้ดีว่าศิษย์พี่คนนี้มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา พรสวรรค์โดดเด่น เป็นต้นกล้าที่จะเติบโตไปเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับผสานเต๋า
"ข้ามีคำเตือนประโยคหนึ่ง ขอให้ศิษย์น้องทั้งสองจำใส่ใจไว้"
"ศิษย์พี่เชิญชี้แนะ"
ท่าทีจริงจังของเขาทำให้ทั้งสองคนไม่กล้าประมาท
"ห้ามใช้อำนาจรังแกคนอื่นเด็ดขาด"
"ศิษย์พี่ล้อเล่นแล้ว ผมเป็นคนรักสงบผูกมิตรกับชาวบ้านมาตลอดนะ" ชายหนุ่มทางซ้ายหัวเราะร่า
"เข้าใจแล้วครับ" ชายหนุ่มทางขวารับคำเสียงอู้อี้
หลินฉิวเซียนไม่พูดอะไรอีก
ต่างจากศิษย์น้องสองคนที่รู้อะไรเลย เขาได้รับรู้ข้อมูลวงในมาจากผู้อาวุโส จึงยอมจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลเพื่อแลกกับโอกาสในครั้งนี้
ผู้อาวุโสสำนักกระบี่ที่ออกจากด่านมาท่านนี้ ชอบมอบวาสนาให้คนรุ่นหลังที่สุด ครั้งนี้ยิ่งพิเศษกว่าครั้งไหนๆ
สิ่งที่เขาต้องการช่วงชิงก็คือโอกาสนี้นั่นแหละ!
แต่ผู้อาวุโสท่านนี้ก็มีนิสัยฆ่าแกงรุนแรงมาก ถ้าไปทำให้ท่านไม่พอใจเข้า อย่าว่าแต่ตัวเขาเลย แม้แต่ผู้อาวุโสที่เป็นเบื้องหลังให้เขาก็คงพลอยโดนหางเลขไปด้วย
แต่วิกฤตมักมาพร้อมโอกาส หากคว้าวาสนานี้ไว้ได้ อย่าว่าแต่ระดับผสานเต๋าเลย แม้แต่ขอบเขตที่สูงยิ่งกว่านั้นก็อาจจะมีหวัง!
ความคิดแล่นเร็วปรู๊ด หลินฉิวเซียนมองดูเมืองเสวียนเจี้ยนที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในใจอดตื่นเต้นไม่ได้
"ศิษย์น้องทั้งสอง เร่งความเร็วขึ้นอีก!"
สิ้นเสียง แสงกระบี่ก็สว่างวาบขึ้น เผลอๆ ท่านผู้อาวุโสอาจจะกำลังมองดูอยู่ตอนนี้ก็ได้ จะได้สร้างความประทับใจแรกพบ!
"ฮ่าๆๆ! ศิษย์พี่รอผมด้วย!"
ทั้งสองคนพุ่งทะยานตามกันไป แสงกระบี่ดุจพญาหงส์
ทว่าชายหนุ่มท่าทางขรึมๆ คนนั้นกลับยังคงรักษาระดับความเร็วเท่าเดิม
อืม...
ศิษย์พี่ทั้งสอง ถ้าจำไม่ผิดและคำนวณไม่พลาด น่าจะขับเร็วเกินกำหนดแล้วนะ?
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักเต๋าไท่ซั่งกับเซียวหนิงเจินเหรินยังไม่กลับไปเลยนะนั่น
และแล้วก็เป็นไปตามคาด ยังไม่ทันผ่านไปนาทีเดียว มือยักษ์ที่เกิดจากปราณกำเนิดก็โผล่ออกมาจากความว่างเปล่า คว้าหมับเข้าที่ตัวทั้งสองคน แล้วลากกลับเข้าไปในศาลากลางจังหวัดอย่างรวดเร็ว
"อ๊าก! แย่แล้ว ขับรถเร็วเกินกำหนด!"
"ม่ายยย! ผู้อาวุโส ผมผิดไปแล้วครับ!"
เสียงร้องโหยหวนของทั้งสองคนดังก้องในท้องฟ้ายามค่ำคืน ชายหนุ่มมาดขรึมเห็นดังนั้นก็เกาหัวแกรกๆ แล้วเปลี่ยนทิศทางบินไปยังศาลากลางจังหวัด แต่ความเร็วนั้น...
ช้าลงไปอีกหน่อย
สำนักเต๋าไท่ซั่งเป็นสำนักพันธมิตร อย่างมากก็แค่สั่งสอนศิษย์พี่ทั้งสองนิดหน่อย คงไม่มีอันตรายถึงชีวิตหรอก
............
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านของจางอวิ๋นลู่ เธอกำลังเขี่ยข้าวในชามอย่างใจลอย
จางซิวที่นั่งอยู่ตรงข้ามมองด้วยความเป็นห่วง แต่พอถามเธอก็บอกแค่ว่าวันนี้เจอเรื่องตกใจมา
"หนูอิ่มแล้ว" จางอวิ๋นลู่วางตะเกียบ
จางซิวเหลือบมองข้าวที่เหลือเกินครึ่งชาม "งั้นไปพักผ่อนเถอะเสี่ยวลู่ ถ้าไม่ไหวจริงๆ พรุ่งนี้เดี๋ยวพี่ลาหยุดให้"
"อืม~"
ไม่รู้ว่าได้ยินหรือเปล่า เธอเดินโงนเงนกลับเข้าห้องนอนไป
"เฮ้อ~" จางซิวถอนหายใจ
ตอนพ่อแม่เสีย จางอวิ๋นลู่ก็กลายเป็นญาติคนเดียวของเขา แต่เพราะอายุที่ห่างกันมาก เขาเลยไม่ค่อยรู้วิธีเข้าหาและพูดคุยกับน้องสาวเท่าไหร่
ตอนนี้ถึงอยากจะปลอบใจ แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
แล้วไหนจะคนพวกนั้นอีก...
แต่เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ พวกนั้นคงจะเพลาๆ มือลงบ้างแหละมั้ง
ในห้องนอน จางอวิ๋นลู่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียง แววตาว่างเปล่า
แสงกระบี่สีม่วงสายนั้น และภาพมือมารที่ถูกฟันขาด ฉายวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวของเธอไม่หยุด
การปะทะกันของอภินิหารระดับผสานเต๋า ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ที่ได้พบเห็น
หากเป็นคนธรรมดามองดู อย่างเบาก็วิญญาณเสียหายกลายเป็นคนปัญญาอ่อน อย่างหนักก็ตายคาที่
แต่จางอวิ๋นลู่ไม่เหมือนกัน เธอมีระดับพลังกลั่นลมปราณ วิญญาณย่อมแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดา บวกกับสวีสิงช่วยลดทอนผลกระทบให้ ภาพการต่อสู้ของผู้ยิ่งใหญ่จึงกลายเป็นบททดสอบสำหรับเธอ
ไม่เพียงไม่บาดเจ็บ แต่ยังจะได้รับประโยชน์จากมันอีกด้วย
หากเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สูงส่งเหนือมนุษย์ อาจจะสามารถเข้าใจใน 《คัมภีร์กระบี่ไท่ซู》 และวิชาของผู้ฝึกมารตนนั้นได้จากภาพที่เห็นเลยทีเดียว
ต่อให้พรสวรรค์ไม่สูงขนาดนั้น ก็ยังได้ขัดเกลาจิตใจและเพิ่มพูนพลังวิญญาณ
เพียงแต่กระบวนการมันไม่ได้สบายขนาดนั้นก็เท่านั้นเอง
[จบแล้ว]