- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 4 - สมัยนี้ แม้แต่ธงหมื่นวิญญาณก็ต้องมีแพ็กเกจจิ้งแล้ว
บทที่ 4 - สมัยนี้ แม้แต่ธงหมื่นวิญญาณก็ต้องมีแพ็กเกจจิ้งแล้ว
บทที่ 4 - สมัยนี้ แม้แต่ธงหมื่นวิญญาณก็ต้องมีแพ็กเกจจิ้งแล้ว
บทที่ 4 - สมัยนี้ แม้แต่ธงหมื่นวิญญาณก็ต้องมีแพ็กเกจจิ้งแล้ว
เบื้องหลังของจอมปราชญ์ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าท่านนี้ คือผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพสิบสองคน และระดับวิญญาณแรกกำเนิดเจ็ดสิบสองคน
แกร๊ก~ เสียงกลไกเบาๆ ดังขึ้น หน้ากากเกราะส่วนศีรษะเปิดออกโดยอัตโนมัติ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาเหนือธรรมดา
เซียวหนิงแห่งสำนักเต๋าไท่ซั่ง!
ในฐานะจอมปราชญ์ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าที่เพิ่งเลื่อนระดับได้ไม่นาน เขาต้องมาประจำการที่หน่วยรับมือผู้บำเพ็ญเพียรโบราณสาขาสำนักกระบี่เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี
ขณะมองลงไปยังลวดลายค่ายกลสีแดงฉานที่กำลังจางหายไปด้านล่าง เขากำลังจะใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบดู แต่จู่ๆ ก็มีแสงสายหนึ่งพุ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ แหวกอากาศเข้ามาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา
ท่ามกลางแสงสีขาวนวลตา คือตราหยกรูปกระบี่ขนาดเท่าฝ่ามือ
"ท่านอาจารย์อา นี่มันของสำนักกระบี่ไม่ใช่เหรอ..." ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพคนหนึ่งด้านหลังทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไป
"อืม ตราคำสั่งสำนักกระบี่"
ตราคำสั่งสำนักกระบี่ คือสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับผู้อาวุโสของสำนักกระบี่ขึ้นไปใช้สื่อสารกับศิษย์ในสำนัก
ทุกคนด้านหลังได้ยินดังนั้นต่างก็แสดงท่าทีไม่พอใจ
"สำนักกระบี่ทำเกินไปแล้วนะ!"
"สำนักเต๋าไท่ซั่งของเราก็เป็นถึงสำนักเซียนเหมือนกัน ปกติพวกเขาเชิดหน้ามองพวกเราก็แย่พอแล้ว! นี่ถึงกับกล้ามองพวกเราเป็นลูกน้องเลยเหรอ"
"ท่านอาจารย์อา! บีบมันให้แตกไปเลยดีไหม แล้วค่อยรายงานสำนัก ให้สำนักกระบี่มาอธิบายเรื่องนี้!"
ทุกคนต่างช่วยกันพูดคนละประโยคสองประโยค ดูท่าทางโกรธแค้นแทน แต่กลับไม่มีใครกล้าแตะต้องตราคำสั่งที่ลอยอยู่กลางอากาศนั่นเลยสักคน
แต่ละคนเข้าถึงแก่นแท้ของ 'วิถีแห่งความระมัดระวัง' กันทั้งนั้น
เซียวหนิงเจินเหรินได้แต่พูดไม่ออก
ทว่าในชั่วเวลาแค่ไม่กี่ประโยคนั้น ตราคำสั่งสำนักกระบี่ดูเหมือนจะหมดความอดทน แสงสีขาวสว่างวาบ แล้วพุ่งเข้าไปกลางหน้าผากของเซียวหนิงเจินเหรินทันที
ทุกคนหน้าซีดเผือด รีบถอยกรูดไปด้านหลัง ทิ้งให้เซียวหนิงเจินเหรินยืนอยู่คนเดียว
ในตราคำสั่งมีข้อความเพียงประโยคเดียว
'ผู้ที่ออกจากด่านในเมืองเสวียนเจี้ยน แคว้นกระบี่ คือคนของสำนักกระบี่เรา ไม่ต้องกังวล'
เสียงอันยิ่งใหญ่ก้องกังวาน ตราหยกที่ทำหน้าที่เสร็จสิ้นระเบิดออก กลายเป็นปราณคมกริบสีม่วงสายหนึ่ง แหวกว่ายวนเวียนอยู่ในห้วงทะเลแห่งจิตรู้ของเขา
ปราณกระบี่ไท่ซูขจัดมาร
มีเพียงเซียนกระบี่ระดับมหาปราชญ์ที่เหนือกว่าขอบเขตหวนคืนสู่ความว่างเปล่าเท่านั้นที่จะฟาดฟันมันออกมาได้ เป็นวัตถุดิบในการฝึกวิชาที่เขาขาดแคลนอย่างหนัก ก่อนหน้านี้ตามหาแทบตายก็ไม่เจอ ตอนนี้กลับมีคนเอามาประเคนให้ถึงที่
นี่คือการจ่ายค่าตอบแทนล่วงหน้าเหรอ?
แต่อย่างน้อยก็บอกกันหน่อยสิว่าต้องทำอะไร!
"ท่านอาจารย์อา ท่านไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?" ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพอีกคนตะโกนถาม
มองดูหลานศิษย์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปไกลลิบ เซียวหนิงเจินเหรินหางตากระตุกยิกๆ
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสำนักเต๋าไท่ซั่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จู่ๆ ก็เกิดกระแส 'การบำเพ็ญเพียรสายเพลย์เซฟ' ขึ้นมา ผู้คนมากมายได้รับอิทธิพลไปตามๆ กัน
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย ผู้บำเพ็ญเพียรในสำนักที่ฝึกวิชาซ่อนกลิ่นอายกับวิชาร่างแยกมีจำนวนเพิ่มขึ้นเยอะมาก
เผลอๆ ไอ้พวกหลานศิษย์ที่ตามเขามาเนี่ย อาจจะเป็นร่างแยกกันหมดเลยก็ได้
"สำนักกระบี่เป็นสำนักเซียนฝ่ายธรรมะ ความสัมพันธ์กับสำนักเต๋าไท่ซั่งเราก็ดีมาตลอด พวกเจ้าไม่ต้องระแวงขนาดนั้นหรอก"
"ท่านอาจารย์อาพูดถูกครับ"
"แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนปลอมตัวมาก็ได้นะครับ ระวังไว้ก่อนดีกว่า"
จะมีใครกล้าปลอมแปลงตราคำสั่งสำนักกระบี่กันเล่า
เซียวหนิงเจินเหรินแอบบ่นในใจ
ช่างเถอะ!
"ตราคำสั่งสำนักกระบี่ครั้งนี้ เป็นตรากระบี่ม่วง คนที่ออกจากด่านแถวนี้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรของสำนักกระบี่ เดี๋ยวเราแค่ไปบอกนายกเทศมนตรีหน่อยก็พอ"
ตรากระบี่ม่วง เป็นตราคำสั่งระดับสูงที่เป็นรองเพียงแค่ตรากระบี่บรรพชนเท่านั้น
ดูท่าคนบำเพ็ญเพียรที่ออกจากด่านมาคราวนี้สถานะคงไม่ธรรมดา
สี่ผู้อาวุโสหลักของสำนักกระบี่?
หรือจะเป็นผู้อาวุโสสูงสุดสักคนที่พวกเขาไม่รู้จัก?
"รับทราบครับ!"
ทุกคนขานรับพร้อมเพรียง ก่อนจะติดตามเซียวหนิงเจินเหรินร่อนลงสู่เมืองด้านล่าง
............
บริเวณรอบนอกเมืองเสวียนเจี้ยน ทันทีที่มหาค่ายกลพิทักษ์เมืองปิดลง ชายหนุ่มในชุดกีฬาขาสั้นสีขาวก็เดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน
หน้าตาของเขาธรรมดามาก บุคลิกดูสดใสเข้าถึงง่าย ทำให้ใครเห็นก็รู้สึกดีด้วยทันที
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็หยุดชะงัก เงยหน้ามองไปไกลๆ
หนึ่งระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า สิบสองระดับแปลงเทพ เจ็ดสิบสองระดับวิญญาณแรกกำเนิด
"ไม่เลว ไม่เลว เป็นศิษย์สำนักเซียนทั้งหมดเลย จิตวิญญาณบริสุทธิ์จริงๆ"
ไม่เสียแรงที่เมื่อสามปีก่อนเขาใช้สายเลือดเป็นสื่อ ร่ายวิชาหลอกไอ้น้องชายโง่เง่านั่นให้ไปตาย จนรวบรวมวัตถุดิบได้ครบในคราวเดียว
ไม่อย่างนั้นในยุคสมัยนี้ การจะล่าวิญญาณสดระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าเกรดเอสักดวงโดยไม่ทิ้งร่องรอยให้ตามสืบ คงเป็นเรื่องยากแสนเข็ญ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิญญาณเสริมจำนวนมหาศาลนั่นอีก
เจ็ดสำนักเซียนใหญ่ปกครองร่วมกัน ต่อให้เป็นเขาในระดับพลังตอนนี้ ก็ยังไม่กล้าไล่ฆ่าคนธรรมดาแบบล้างบาง
"เฮ้อ~"
ถอนหายใจเบาๆ ชายหนุ่มเสกธงผืนเล็กสีเงินยวงออกมาในมือ ทั่วทั้งผืนธงมีแสงเรืองรองไหลเวียน มีเงาร่างมังกรและหงส์เหินบิน ดูราวกับเป็นอาวุธวิเศษของเซียนในตำนาน
นี่คือ ธงหมื่นวิญญาณ อาวุธวิเศษระดับตำนานของฝ่ายมาร
แต่ทว่า เนื่องจากยุคสมัยเปลี่ยนไป เหล่าจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้ทำการดัดแปลงมันเสียใหม่
ไม่อย่างนั้นขืนใช้เวอร์ชันเดิมที่มีไอผีมืดมนลอยฟุ้ง แค่เก็บวิญญาณสดยังไม่ทันจะได้เริ่มหลอมอาวุธ พวกขาใหญ่ฝ่ายธรรมะคงบุกมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว
"จะหลอมอาวุธสักชิ้น นี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ"
ความจริงตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่เหมาะที่สุด มีผู้บำเพ็ญเพียรโบราณออกจากด่าน ผีถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายระดับพลังเท่าไหร่
เกิดเป็นสัตว์ประหลาดเฒ่าระดับผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักเซียน เขาคงโดนตบตายในฝ่ามือเดียว
แต่โอกาสทองขนาดนี้...
ธงหมื่นวิญญาณผืนนี้เขาวางแผนมานานมาก ถึงขนาดเอาน้องชายแท้ๆ ของตัวเองมาหลอมลงไปด้วย
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าของสำนักเต๋าไท่ซั่งอยู่ใกล้แค่เอื้อม ลำพังแค่จิตวิญญาณของเขาคนเดียว ก็มีค่าเท่ากับระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าทั่วไปถึงสองคน
ถ้าใช้เซียวหนิงเจินเหรินคนนี้เป็นวิญญาณหลักในการหลอมธงหมื่นวิญญาณสำเร็จ เขามั่นใจว่าภายในร้อยปีจะเลื่อนขั้นสู่ระดับต่อไปได้แน่นอน
ความคิดแล่นผ่านสมองรวดเร็ว เขาหยิบลูกแก้วสีม่วงเข้มที่มีแสงสลัวสองลูกออกมา ถ่ายพลังเวทเข้าไปหลอม ลูกแก้วก็สลายแสงสีม่วงจนกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ
พอปล่อยมือ ลูกแก้วสีขาวร่วงลงสู่พื้น แต่มันไม่ได้แตกกระจาย กลับหลอมละลายหายลงไปในดิน
ลูกแก้วจมลึกลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแทรกซึมเข้าไปในฐานค่ายกลพิทักษ์เมือง
วูบ~
เสียงเบาๆ ดังขึ้น แสงสีฟ้าใสสายหนึ่งพุ่งขึ้นจากฐานค่ายกล ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
"เหลืออีกสามร้อยหกสิบสี่จุด"
สิ้นเสียง เงาร่างโปร่งแสงจำนวนมากก็เดินออกมาจากร่างกายของเขา พุ่งตรงไปยังตัวเมือง หรือพูดให้ถูกคือพุ่งไปยังตำแหน่งฐานค่ายกลต่างๆ ในเมือง
ถ้าไม่ใช่เพราะมหาค่ายกลพิทักษ์เมืองเพิ่งจะทำงานไปหมาดๆ เขาก็คงไม่สามารถเปลี่ยนคุณสมบัติของมันได้ง่ายดายขนาดนี้
............
โรงเรียนมัธยมเสวียนเจี้ยนที่สาม เพราะมหาค่ายกลพิทักษ์เมืองปิดลง หลายคนที่เคยอยู่ในห้องเรียนจึงออกมาข้างนอก
"ประกาศ เซียวหนิงเจินเหริน จอมปราชญ์ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า พร้อมด้วยคณะเจรจาผู้บำเพ็ญเพียรโบราณเดินทางมาถึงเมืองของเราแล้ว"
"มหาค่ายกลพิทักษ์เมืองปิดการทำงาน"
"เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกท่าน โปรดอย่าเพิ่งออกจากโรงเรียนและเขตที่ทำการพรรคเซียน รอฟังประกาศต่อไป"
เสียงประกาศดังขึ้นอย่างรวดเร็ว แพร่กระจายไปทั่วเมือง
บรรยากาศตึงเครียดในเมืองเสวียนเจี้ยนผ่อนคลายลงไม่น้อย
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่ามาประจำการ ต่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรโบราณที่เพิ่งออกจากด่านจะก่อเรื่องจริงๆ การระงับเหตุก็น่าจะง่ายขึ้น
จางอวิ๋นลู่ออกมายืนนอกห้องเรียน สัมผัสถึงพลังวิญญาณที่ค่อยๆ สงบลง แล้วมองไปไกลๆ
เห็นเพียงแสงสีฟ้าใสพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นเงาร่างมหึมาของมังกรและหงส์หนึ่งคู่ บินวนเวียนอยู่เหนือเมืองเสวียนเจี้ยน แหวกว่ายผ่านม่านเมฆ ดูยิ่งใหญ่อลังการ
"สมกับเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า เปิดตัวได้อลังการจริงๆ" เธออดชื่นชมไม่ได้
"อลังการ?" สวีสิงเดินมาหยุดข้างเธอ เงยหน้ามองเงาร่างมังกรหงส์ที่ปกคลุมทั่วเมืองเสวียนเจี้ยน "ไอ้นั่นน่ะ เกรงว่าจะไม่ใช่ฝีมือของเซียวหนิงเจินเหรินหรอกนะ"
"ฮะ?"
ไม่ใช่เซียวหนิงเจินเหริน?
แล้วจะเป็นใครได้?
"ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายมาร มีอาวุธวิเศษชนิดหนึ่งที่ชั่วร้ายอำมหิตมาก แต่กลับสร้างได้ง่ายดาย ต้องรวบรวมวิญญาณคนเป็นจำนวนมาก และต้องใช้วิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงหนึ่งดวงหรือมากกว่านั้นเป็นวิญญาณหลัก"
"คุณหมายถึง... ธงหมื่นวิญญาณ?"
อาวุธต้องห้ามชนิดนี้ ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรคนไหนสร้างมันมานานมากแล้ว
"ถูกต้อง" สวีสิงพยักหน้า อธิบายต่อ "แต่การรวบรวมวิญญาณคนเป็น ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณเสริมจำนวนมหาศาล หรือการล่าวิญญาณผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่ง ล้วนง่ายที่จะเกิดปัญหา จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ในฝ่ายมารจึงได้ออกแบบค่ายกลชนิดหนึ่งขึ้นมาเพื่อการนี้"
ได้ยินถึงตรงนี้ จางอวิ๋นลู่นึกถึงประวัติศาสตร์ยุคโบราณที่เคยอ่านในเครือข่ายวิญญาณ หัวใจก็บีบตัวแน่น
"ค่ายกลคร่าวิญญาณ? หรือคุณจะบอกว่า..."
"หัวไวจริงนะ" สวีสิงเอ่ยชม สายตายังคงจับจ้องไปที่เงาร่างมังกรหงส์ "ที่อยู่บนหัวพวกเราตอนนี้ คือค่ายกลคร่าวิญญาณ แถมยังเป็นเวอร์ชันปรับปรุงใหม่อีกต่างหาก"
ยุคนี้แม้แต่ธงหมื่นวิญญาณยังต้องมีแพ็กเกจจิ้งเลยเหรอเนี่ย ถึงกับทำภาพลักษณ์ออกมาเป็นมังกรหงส์มงคลแบบนี้
[จบแล้ว]