- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 5 - ไอ้ผีจนตรอกที่ไม่มีปัญญาซื้อวิญญาณสังเคราะห์
บทที่ 5 - ไอ้ผีจนตรอกที่ไม่มีปัญญาซื้อวิญญาณสังเคราะห์
บทที่ 5 - ไอ้ผีจนตรอกที่ไม่มีปัญญาซื้อวิญญาณสังเคราะห์
บทที่ 5 - ไอ้ผีจนตรอกที่ไม่มีปัญญาซื้อวิญญาณสังเคราะห์
ไม่ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แก่นแท้ข้างในก็ไม่มีวันเปลี่ยน คนฝ่ายมารสมัยนี้ช่างมีความคิดสร้างสรรค์จริงๆ ค่ายกลมารแท้ๆ กลับสร้างภาพนิมิตมงคลมังกรหงส์ออกมาได้
จางอวิ๋นลู่ที่อยู่ข้างๆ หน้าซีดเผือด
ในใจเธอก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่กลับรู้สึกว่าคนตรงหน้าไม่ได้โกหกเธอ
ค่ายกลคร่าวิญญาณ เป็นหนึ่งในค่ายกลใหญ่ที่เลวร้ายที่สุดของฝ่ายมาร ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้เรื่องโลกบำเพ็ญเพียรโบราณเลยก็ต้องเคยได้ยินชื่อ
นี่เป็นค่ายกลระดับตำราเรียน อานุภาพของค่ายกลคร่าวิญญาณขึ้นอยู่กับระดับพลังของผู้ที่วางค่ายกล
หลังจากค่ายกลทำงาน หากไม่มีการป้องกันพิเศษ ผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในค่ายกลและมีระดับพลังต่ำกว่าผู้วางค่ายกลสองระดับจะถูกกระชากวิญญาณออกไปทันที แถมตัวผู้วางค่ายกลเองยังจะได้รับพลังเสริมอย่างมหาศาลอีกด้วย
ตอนนี้เซียวหนิงเจินเหรินระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่ามาถึงเมืองเสวียนเจี้ยนแล้ว
แต่คนบงการเบื้องหลังยังกล้าวางค่ายกล นั่นหมายความว่า คนวางค่ายกลอย่างต่ำที่สุดก็ต้องอยู่ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า!
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ต่ำกว่าระดับแปลงเทพ ในวินาทีที่ค่ายกลทำงานสมบูรณ์จะถูกกระชากวิญญาณออกไปทันที
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้บำเพ็ญเพียรตัวจ้อยระดับกลั่นลมปราณอย่างเธอ
"แต่ก็ไม่ต้องกังวลหรอก รออยู่เฉยๆ ก็พอ เซียวหนิงเจินเหรินคนนั้นก็น่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติแล้วเหมือนกัน"
จางอวิ๋นลู่มองท้องฟ้า แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
ไม่ว่าเรื่องนี้จะจริงหรือเท็จ ระดับกลั่นลมปราณอย่างเธอจะไปทำอะไรได้
ส่วนคนรอบข้างที่มองท้องฟ้าเหมือนกัน ต่างก็คิดว่าเงาร่างมังกรหงส์นั่นเป็น 'สเปเชียลเอฟเฟกต์' ที่ติดตัวมากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า
หลายคนหยิบมือถือออกมาถ่ายรูป ยังมีบางคนเหยียบกระบี่บินขึ้นไปกลางอากาศเพื่อหามุมสวยๆ แต่ก็ถูกรปภ. ระดับแก่นทองคำไล่ลงมาอย่างรวดเร็ว
ในกลุ่มนั้นมีวัยรุ่นย้อมผมทองท่าทางกวนโอ๊ยไม่กี่คน กระบี่บินที่พวกเขาขี่ดูวัสดุและการผลิตพื้นๆ มาก แต่กลับส่งเสียงดังราวกับฟ้าร้อง แถมยังมีเอฟเฟกต์แสงวิบวับลายตา
"กระบี่บินพวกนั้นมันเรื่องอะไรกันน่ะ?"
จางอวิ๋นลู่ใจคอไม่ดี แต่พอได้ยินคำถามก็ตอบไปตามสัญชาตญาณ "นั่นคือสกินกระบี่บิน [แผงวงจรจำลองเสียงสายฟ้าปราณกระบี่] ไม่ได้มีประโยชน์อะไรหรอกค่ะ"
สวีสิงเข้าใจทันที อ๋อ มันคือเด็กแว้นเวอร์ชันผู้บำเพ็ญเพียรนี่เอง
"เขาว่ากันว่าปรมาจารย์ด้านสกินกระบี่บินบางคนสามารถคัดลอกเจตจำนงกระบี่ของเซียนกระบี่ระดับท็อปได้ กระบี่บินที่ผ่านการทำสกินจากคนพวกนี้ ต่อให้คนใช้จะเป็นมือใหม่ที่ไม่เคยฝึกวิถีกระบี่มาก่อนเลย ก็สามารถปล่อยเสียงสายฟ้าปราณกระบี่ของจริงหรือขั้นที่สูงกว่านั้นออกมาได้"
แต่ราคานั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะจ่ายไหว
"ว่าแต่คุณเป็นคนสำนักกระบี่ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่เคยได้ยินเรื่องพวกนี้ล่ะ?"
"ฉันปิดด่านบ่อยน่ะ หลายปีมานี้เลยไม่ได้สนใจโลกภายนอกเท่าไหร่"
จางอวิ๋นลู่ไม่ได้สงสัย คิดแค่ว่าเขาเป็นพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายสันโดษที่ไม่สนโลกภายนอก
เหง่ง~ เหง่ง~ เหง่ง~
เสียงระฆังโบราณดังกังวานยาวนานต่อเนื่องสามครั้ง จางอวิ๋นลู่รูม่านตาหดเกร็ง เห็นเงาร่างมังกรและหงส์บนท้องฟ้าเคลื่อนเข้าหากัน แสงสีฟ้าใสส่องสว่าง ธงผืนเล็กสีเงินยวงปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงนั้น
ภายในเมืองเสวียนเจี้ยน ไม่ว่าระดับพลังสูงต่ำ ต่างก็ถูกดึงดูดความสนใจไป
ธงผืนเล็กมีแสงเรืองรองไหลเวียน ภายใต้แสงสีฟ้าใส เทพเจ้าผู้ทรงอำนาจนับไม่ถ้วนปรากฏกาย นั่งประทับอยู่บนยอดเมฆ มองลงมายังเมืองทั้งเมือง
ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนที่สบตากับ 'เทพเจ้า' เหล่านั้น ต่างรู้สึกว่าแสงแห่งธรรมในดวงตาของ 'เทพเจ้า' คือสัจธรรมแห่งมรรควิถี รู้สึกถึงความอิสระเสรีและความหลุดพ้นอย่างยิ่งยวดจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ
เพราะไม่ได้ระวังตัว เพียงแค่พริบตาเดียว ผู้บำเพ็ญเพียรในเมืองเสวียนเจี้ยนกว่าเจ็ดส่วนก็ตกอยู่ในภวังค์ วิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่าง
จางอวิ๋นลู่ก้มหน้าต่ำ รู้สึกเพียงเสียงสวดมนต์ดังกระหึ่มข้างหู แต่เธอก็ยังใช้เจตจำนงของตัวเองกดข่มความอยากที่จะเงยหน้าขึ้นมองเอาไว้อย่างสุดชีวิต
สวีสิงจ้องมองเธออยู่ไม่กี่วินาที พยักหน้าเบาๆ ถึงแม้จะมีเขาคอยช่วย แต่การที่เธอทนได้นานขนาดนี้
แม่หนูน้อยที่มีวาสนากับเขาคนนี้ จิตใจถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว
จากนั้นเขาก็เงยหน้ามองไปทางอื่น นั่นคือทิศทางของศาลากลางจังหวัด
เซียวหนิงเจินเหรินระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าคนนั้นยังไม่รู้ตัวอีกหรือไง ศิษย์สำนักเซียนรุ่นนี้มันแย่ขนาดนี้เลยเหรอ?
............
ภายในห้องทำงานนายกเทศมนตรี เซียวหนิงเจินเหรินยืนอยู่ริมหน้าต่าง สีหน้าเคร่งเครียด เขาเริ่มรู้สึกผิดปกติตั้งแต่ตอนที่เกิดนิมิตบนท้องฟ้าแล้ว
พอธงผืนเล็กนั่นโผล่ออกมา เขาก็ยิ่งมั่นใจ
ธงหมื่นวิญญาณ!
เดี๋ยวนี้ยังมีคนกล้าหลอมอาวุธวิเศษที่ไร้มนุษยธรรมแบบนี้อยู่อีกเหรอ
นายกเทศมนตรีระดับแปลงเทพ และศิษย์สำนักเต๋าไท่ซั่งที่ตามมาด้วย ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างหลังเขา ไม่พูดอะไรสักคำ
จู่ๆ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพของสำนักเต๋าไท่ซั่งคนหนึ่งก็ก้าวออกมาข้างหน้า
"ท่านอาจารย์อา ผมรายงานสถานการณ์ในเมืองเสวียนเจี้ยนให้ทางสำนักทราบแล้ว แต่มีจอมมารปิดกั้นพื้นที่แถวนี้ กำลังเสริมจะมาถึงในอีกสามนาทีครับ"
หือ?
ในเมื่อโดนปิดกั้นพื้นที่ แล้วแกส่งข่าวบอกสำนักได้ยังไง?
เซียวหนิงเจินเหรินหันขวับกลับไป ก็เห็นหลานศิษย์ที่เพิ่งพูดจบจู่ๆ ก็ล้มลง กลายเป็นถั่วเม็ดขนาดเท่าหัวแม่มือ
วิชาโปรยถั่วเป็นกองทัพ!
เชี่ยเอ้ย!
ไม่ใช่ร่างต้นจริงๆ ด้วย!
เพราะจอมมารปิดกั้นห้วงมิติ การควบคุมร่างจำแลงจึงถูกตัดขาด
ปุ๊! ปุ๊!
เสียงดังติดต่อกันอีกหลายครั้ง ผู้บำเพ็ญเพียรที่เหลือ บางคนกลายเป็นตุ๊กตากระดาษ บางคนกลายเป็นหุ่นเชิด บางคนถึงกับสลายหายไปเลย
สุดท้ายเหลือผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพแค่สามคน ส่วนระดับวิญญาณแรกกำเนิดนั้นอยู่ครบ เพราะวิชาร่างแยกของพวกเขายังตบตาเซียวหนิงเจินเหรินระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าไม่ได้
นายกเทศมนตรีที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้ว่าพวกผู้บำเพ็ญเพียรสำนักเต๋าไท่ซั่งเล่นอะไรกัน
เซียวหนิงเจินเหรินหางตากระตุกยิก
ฉิบหายแล้ว คราวนี้ขายหน้าประชาชีหมดเปลือก
เรื่องมาถึงขั้นนี้ เขาก็ทำได้แค่จัดการปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน
"มหาค่ายกลพิทักษ์เมืองถูกเปลี่ยนเป็นค่ายกลคร่าวิญญาณแล้ว ผมจะไปถ่วงเวลาคนหลอมอาวุธไว้ รอจนกว่ากำลังเสริมจากสำนักจะมาถึง"
พูดจบ ไม่เปิดโอกาสให้นายกเทศมนตรีถาม ร่างทั้งร่างก็กลายเป็นแสงพุ่งออกไป ตรงดิ่งไปยังธงหมื่นวิญญาณบนท้องฟ้า
ปราณกำเนิดบริสุทธิ์สายหนึ่งเป็นรากฐาน รวบรวมพลังเวทมหาศาลกลายเป็นมือยักษ์บดบังท้องฟ้า คว้าจับไปที่ธงสีเงินยวงผืนเล็กนั้น
มหาอภินิหาร — มหาหัตถ์คว้าจับปราณกำเนิด!
ตอนนี้ชาวเมืองเสวียนเจี้ยนหลบอยู่ในที่ทำการพรรคเซียนหรือโรงเรียนกันหมดแล้ว เขาสามารถลงมือได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ!
ภายใต้มือยักษ์ที่อัดแน่นด้วยพลังปราณ ผืนธงสั่นไหว ราวกับเรือลำน้อยที่กำลังจะพลิกคว่ำท่ามกลางคลื่นลมบ้าคลั่ง
"รอมาตั้งนานแล้ว เซียวหนิงเจินเหริน"
เสียงใสกระจ่างราวกับหยกกระทบกันดังขึ้น เห็นเพียงเหล่า 'เทพเจ้า' ที่นั่งอยู่บนยอดเมฆพร้อมใจกันซัดฝ่ามือออกมา ธารแสงสีฟ้าใสถาโถมเข้าปะทะกับมือยักษ์ข้างนั้น
ตูม!
คลื่นกระแทกที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากระจายออกไป เบื้องล่างจุดปะทะ ตึกสูงระฟ้าถูกฉีกกระชากจนแหลกละเอียด ราวกับอุกกาบาตพุ่งชนโลก พื้นดินยุบตัวลงไป ถูกกดจนกลายเป็นหลุมลึกหลายสิบเมตร
จากการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย ผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกธงหมื่นวิญญาณดึงดูดความสนใจไปก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา
แรงกระแทกซัดเข้ามา หลายคนล้มกลิ้งระเนระนาด นอกจากส่วนน้อยแล้ว คนอื่นต่างก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เสียงสวดมนต์ข้างหูหายไป จางอวิ๋นลู่ผ่อนคลายลง ร่างกายอ่อนระทวยลงไปกองกับพื้นทันที
ฝืนเงยหน้ามองขึ้นไป เมฆหมอกบนท้องฟ้าถูกแรงระเบิดเมื่อครู่พัดกระเจิงหายไปจนหมด
'เทพเจ้า' ผู้ทรงอำนาจนั่งสูงเด่นอยู่ขอบฟ้า ธงหมื่นวิญญาณพลิ้วไหวเบาๆ ชายหนุ่มท่าทางสดใสคนหนึ่งปรากฏกายจากความว่างเปล่า เอื้อมมือคว้าด้ามธงเอาไว้
"สวัสดีครับ เซียวหนิงเจินเหริน" ชายหนุ่มยิ้มละไม
"มารนอกรีต! กล้าบอกชื่อแซ่ไหม!"
เซียวหนิงเจินเหรินจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา แอบกระตุ้นมหาอภินิหารบทหนึ่งอย่างเงียบเชียบ
"ไม่กล้าครับไม่กล้า อภินิหารของสำนักเต๋าไท่ซั่งลึกลับพิสดาร ผมไม่อยากโดนอาจารย์ของท่านเจินเหรินไล่ฆ่าจนตายหรอกครับ"
"แกอยากฆ่าฉัน?" เซียวหนิงเจินเหรินหนังตากระตุก
"เปล่าครับ แค่อยากขอยืมวิญญาณท่านเจินเหรินมาใช้หน่อย"
ทั้งสองยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ชายหนุ่มกำลังรอให้ค่ายกลคร่าวิญญาณแสดงอานุภาพสูงสุด
ส่วนเซียวหนิงเจินเหรินกำลังชั่งใจ ว่าจะยื้อเวลาสามนาทีรอกำลังเสริม หรือ... จะใช้ปราณกระบี่ไท่ซูขจัดมารในทะเลจิตรู้ฟันไอ้หมอนี่ให้ตายไปเลยดี!
พูดตามตรง เขาเสียดายของ
"วิญญาณ? ฉันก็นึกว่าเป็นจอมมารยิ่งใหญ่มาจากไหน ที่แท้ก็แค่ไอ้ผีจนตรอกที่ไม่มีปัญญาซื้อวิญญาณสังเคราะห์มาใช้นี่เอง!"
รอยยิ้มบนหน้าชายหนุ่มแข็งค้าง ยิ้มไม่ออกซะแล้ว
[จบแล้ว]