- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 2 - นิกายประสานรักกลายเป็นฝ่ายธรรมะไปแล้วเหรอ?
บทที่ 2 - นิกายประสานรักกลายเป็นฝ่ายธรรมะไปแล้วเหรอ?
บทที่ 2 - นิกายประสานรักกลายเป็นฝ่ายธรรมะไปแล้วเหรอ?
บทที่ 2 - นิกายประสานรักกลายเป็นฝ่ายธรรมะไปแล้วเหรอ?
จางอวิ๋นลู่ นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสามแห่งโรงเรียนมัธยมเสวียนเจี้ยนที่สาม เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว เธอจึงชื่นชอบการศึกษาประวัติศาสตร์โลกเซียนยุคโบราณ
แถมยังเคยเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งรายการด้านนี้ด้วย
ด้วยระดับพลังขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นแปด ถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะตัวน้อยคนหนึ่ง จึงมีชื่อเสียงในโรงเรียนพอสมควร
นานๆ ทีจะถึงวันศุกร์ เธอตั้งใจว่าจะพักผ่อนให้เต็มที่สักหน่อย แม้พรุ่งนี้จะต้องไปเรียนพิเศษก็เถอะ
เธอเดินเข้าไปในร้านเครื่องดื่มนอกโรงเรียน
"น้ำผลเกล็ดมังกรแก้วหนึ่งค่ะ หวานน้อยน้ำแข็งน้อย"
ผลเกล็ดมังกร ฟังชื่อดูหรูหราไฮโซ ความจริงก็แค่ผลไม้ธรรมดาชนิดหนึ่ง
นอกจากรสชาติดีหน่อยแล้ว ก็ไม่มีพลังวิญญาณเลยสักนิดเดียว
[ลายเพนต์จำลอง ต้องกระบี่บินรุ่นจันทร์กระจ่างเท่านั้น ลายเพนต์กระบี่บินรุ่นจันทร์กระจ่าง ใช้เทคโนโลยีการเพนต์รุ่นที่สาม แสงสมจริง ระบบเสียงดี แบรนด์เก่าแก่ห้าสิบปีที่ไว้ใจได้!]
[จากสถิติข้อมูล นิกายประสานรักมีผู้สมัครสอบเข้าเรียนเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันหกสมัยแล้ว นี่หมายความว่าเทรนด์การฝึกตนในโลกบำเพ็ญเพียรกำลังเปลี่ยนไปหรือไม่?]
[การซ่อมบำรุงมหาค่ายกลพิทักษ์เมืองระยะที่สามเสร็จสมบูรณ์ ท่านนายกเทศมนตรีกล่าวว่า: "เราจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อรับประกันความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนทุกคน"]
ระหว่างรอ กระจกฉายภาพที่แขวนอยู่ด้านบนก็รายงานข่าวและโฆษณาหลายรายการ พอดีกับที่เธอรับน้ำผลไม้มา แล้วเพิ่งจะหาที่นั่งลงได้
เครื่องสื่อสารในกระเป๋าก็สั่นครืดๆ ดังขึ้น
หยิบออกมาดู
พี่ชาย
เธอเดินไปนั่งที่โต๊ะ เสียบหลอดดูดน้ำไปอึกหนึ่ง แล้วค่อยกดรับสายอย่างใจเย็น
"ฮัลโหล พี่"
เพราะพ่อแม่เสียชีวิตไปจากการสำรวจดินแดนลึกลับ พี่ชายที่อายุมากกว่าเธอเกือบสามสิบปีคนนี้ จึงเป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของเธอ
"เสี่ยวลู่ ตอนนี้เธอยังอยู่ที่โรงเรียนหรือเปล่า?"
"เพิ่งเลิกเรียนออกมา มีอะไรเหรอ?"
จางอวิ๋นลู่กัดหลอด เสียงพูดจึงอู้อี้ไม่ชัดเจน
"ตอนนี้รีบกลับเข้าไปในโรงเรียนเดี๋ยวนี้ ห้ามออกมาเด็ดขาด แถวนั้นมีจอมปราชญ์ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าขึ้นไปเพิ่งออกจากด่าน ยังไม่แน่ใจว่าเป็นจอมมารหรือเปล่า"
ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า... จอมปราชญ์?!
น้ำเสียงเคร่งเครียดทำให้หัวใจเธอกระตุกวูบ
เรื่องจอมปราชญ์ออกจากด่านไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
สามปีก่อน จอมมารระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า 'ชางเจี๋ยจื่อ' ออกจากด่านมาสู่โลกภายนอก
ใช้เพียงค่ายกลมารชุดเดียว ก็สังหารประชากรเมืองเหิงเจี้ยนข้างๆ ไปครึ่งเมืองเพื่อเซ่นสังเวยสร้างวิชา แม้สุดท้ายจะถูกจอมปราชญ์ฝ่ายธรรมะที่รุดมาสังหารได้ แต่คนที่ตายไปแล้วก็คือตายจริงๆ
พวกจอมมารยุคโบราณเหล่านั้นไม่มีทางเคารพกฎเกณฑ์ของยุคใหม่หรอก
พอรู้ความร้ายแรงของเรื่อง ก็ไม่สนน้ำผลไม้ที่เพิ่งดูดไปได้แค่อึกเดียวอีกแล้ว วางสายปุ๊บก็ลุกขึ้นวิ่งออกไปข้างนอกทันที แต่พอออกมาถึงข้างนอก
วูบ~
กระแสพลังวิญญาณไหลทะลัก พลังปราณอันเกรี้ยวกราดม้วนตัวตลบ
จางอวิ๋นลู่ชะงัก เงยหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นลวดลายค่ายกลสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นบนท้องฟ้า ครอบคลุมเมืองทั้งเมืองเอาไว้
มหาค่ายกลพิทักษ์เมืองทำงานแล้ว!
ที่พี่ชายพูดเป็นเรื่องจริง!
"ประกาศ!"
"มีจอมปราชญ์ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าขึ้นไปที่ไม่เคยผ่านยุคปฏิรูปครั้งใหญ่ออกจากการปิดด่าน ยังไม่แน่ใจว่าเป็นจอมมารหรือไม่"
"เพื่อรับประกันความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนทุกท่าน โปรดเดินทางไปยังโรงเรียนหรือที่ทำการพรรคเซียนที่ใกล้ที่สุดทันที ห้ามออกจากรัศมีของมหาค่ายกลพิทักษ์เมืองเด็ดขาด!"
"หน่วยรับมือผู้บำเพ็ญเพียรโบราณได้ส่งจอมปราชญ์เสี่ยวหนิงเจินเหรินระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า พร้อมด้วยผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพสิบสองท่าน และระดับวิญญาณแรกกำเนิดเจ็ดสิบสองท่านออกปฏิบัติการแล้ว"
เสียงที่คุ้นเคยกระจายไปทั่วเมืองด้วยฤทธิ์เดชของอุปกรณ์เวทจากหอสดับทิพย์
เป็นเสียงผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมเสวียนเจี้ยนที่สาม!
ผู้ที่มีระดับพลังสูงสุดในเมืองเสวียนเจี้ยน
ในพริบตา ทุกคนก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ชาวเมืองบางคนที่ย้ายมาจากเมืองเหิงเจี้ยน ยิ่งระงับความหวาดกลัวในใจไม่อยู่ ในฐานะคนที่เคยผ่านเหตุการณ์นั้นมา พวกเขาย่อมเข้าใจดีกว่าใครว่าวิธีการของจอมมารนั้นโหดเหี้ยมเพียงใด
จางอวิ๋นลู่วิ่งสุดชีวิตไปทางโรงเรียน ร่างกายทิ้งภาพติดตาเป็นสาย
บนท้องฟ้า ภายใต้มหาค่ายกล แสงวิญญาณนับไม่ถ้วนพุ่งแหวกอากาศ
ในจำนวนนั้นมีเจ้าของร้านเครื่องดื่มเมื่อครู่ด้วย ขนาดร้านยังไม่ทันได้ปิด เท้าเหยียบกระบี่ยาวสีฟ้าน้ำแข็ง แซงหน้าเธอไปในพริบตา
นอกจากนี้ ยังมีคุณป้าสวมผ้ากันเปื้อนถือมีดทำครัว พนักงานทำความสะอาดสวมชุดทำงานสีส้มถือไม้กวาด หรือแม้แต่คนที่เหาะกระบี่ไปใส่เสื้อผ้าไป ไม่รู้ว่าเมื่อกี้ทำอะไรอยู่
ระดับสร้างรากฐาน ระดับแก่นทองคำ หรือแม้แต่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดก็ยังมี ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนและที่ทำการสาขาของสำนักใหญ่อย่างรวดเร็ว
ตอนที่จางอวิ๋นลู่ใกล้จะถึงโรงเรียน เธอกลับเห็นคนคนหนึ่งยืนอยู่กลางถนน กำลังแหงนหน้ามองท้องฟ้า
โดยไม่ต้องคิดเยอะ เธอตะโกนออกไปทันที "นี่คุณ! รีบเข้าโรงเรียนเร็ว!"
คนคนนั้นหันกลับมา หน้าตายังดูหนุ่มแน่น ดูเหมือนจะแก่กว่าเธอแค่ไม่กี่ปี
"ตกลง"
พยักหน้า แล้วก็เดินตามเธอมาทันที
หน้าประตูโรงเรียน ฝูงชนเบียดเสียด ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนระดับกลั่นลมปราณ
จางอวิ๋นลู่เบียดเสียดเข้าไปในโรงเรียนได้สำเร็จ ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"เฮ้อ~"
ระดับพลังของพวกอาจารย์ไม่ใช่น้อยๆ รองผู้อำนวยการสามท่านเป็นถึงระดับแปลงเทพ ส่วนผู้อำนวยการก็ขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า
ด้วยอานุภาพของมหาค่ายกลพิทักษ์เมือง ต่อให้มีจอมมารเฒ่าระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าบุกมาจริงๆ ก็พอจะต้านทานได้สักพัก
อ้อจริงสิ ยังมีคนที่ตามเธอเข้ามาเมื่อกี้อีกคน
"ฉันเป็นนักเรียนของที่นี่ ถ้าคุณไม่คุ้นเคยล่ะก็ฉันช่วย..."
พอหันกลับไป
หือ?
คนล่ะ?
............
โรงเรียนมัธยมเสวียนเจี้ยนที่สาม ใต้อาคารเรียนหลังหนึ่ง สวีสิงเดินๆ หยุดๆ เงยหน้ามองท้องฟ้าเป็นพักๆ
ไม่มีใครสังเกตเห็นเขาเลยสักคน ต่อให้มีสายตากวาดผ่านก็จะมองข้ามไปทันที ราวกับมองไม่เห็นเขาโดยสิ้นเชิง
"การออกจากด่านครั้งนี้ดูจะสร้างความวุ่นวายไม่น้อยเลยแฮะ"
เมื่อกี้ตอนได้ยินเสียงประกาศข้างนอกเขาก็เข้าใจแล้ว สาเหตุที่ต้องจัดเตรียมกองกำลังใหญ่โตขนาดนี้ ก็เพราะเขาออกจากด่านนั่นเอง
ส่วนต้นสายปลายเหตุ เขาก็พอจะปะติดปะต่อได้จากเศษคำพูดที่ได้ยินมา
ว่าแต่ โลกนี้ทำไมถึงเปลี่ยนไปจน... ทันสมัยขนาดนี้ได้นะ?
สนามกีฬาลู่วิ่ง อาคารเรียน นักเรียนสวมเครื่องแบบเหมือนกันหมด แล้วยังมีอาจารย์ใส่สูทผูกไท
เหอะ ดูทรงแล้วเหมือนจะมีผู้บริหารมาตรวจงานชัดๆ
ทุกสิ่งที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตาดูเหมือนจะซ้อนทับกับความทรงจำอันไกลโพ้น ถ้ามีแค่จุดเดียวก็ยังพอว่า แต่นี่ร่องรอยที่คุ้นเคยเยอะขนาดนี้ ทำให้สวีสิงอดสงสัยไม่ได้ว่านี่ต้องเป็นฝีมือของเพื่อนร่วมชะตากรรมนักข้ามมิติสักคนแน่ๆ
ในเมื่อมีคนบุกเบิกไว้แล้ว จะมีเพิ่มอีกหน่อยก็คงสมเหตุสมผล
เอาเถอะ ไปดูที่ห้องสมุดก่อนแล้วกัน
เดินผ่านสนามกีฬาลู่วิ่ง ภายใต้สัมผัสวิญญาณที่แผ่ออกไป เขารู้ตำแหน่งห้องสมุดแล้ว
หน้าประตูห้องสมุด ชายชราร่างผอมแห้งหลังค่อม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ผมเผ้าเหลืออยู่แค่ไม่กี่เส้น กำลังนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยก สีหน้าสบายอารมณ์ ไม่ได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายภายนอกเลยสักนิด
ภายใต้ร่างกายที่ผอมแห้งนั้น คือพลังเลือดลมที่ร้อนแรงดั่งดวงอาทิตย์ หากปลดปล่อยออกมาทั้งหมด รัศมีคงครอบคลุมทั้งเมืองเสวียนเจี้ยน ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำคงถูกเผาตายทั้งเป็น
น่าเสียดาย
สวีสิงกวาดตามองแวบหนึ่งแล้วก็ไม่สนใจอีก เดินตรงเข้าไปข้างในทันที
ข้างในคนไม่เยอะ ชั้นแรกเป็นชั้นวางหนังสือเรียงรายเต็มไปด้วยหนังสือเบ็ดเตล็ด ขอแค่เป็นนักเรียนที่นี่ก็เข้ามาได้
ชั้นสองต่างออกไป ต้องมีสิทธิ์เข้าถึงถึงจะขึ้นไปได้ บนชั้นวางเรียงรายด้วยหยกบันทึกวิชานับพันชิ้นอย่างเป็นระเบียบ บันทึกเคล็ดวิชาพื้นฐานและคาถาระดับกลั่นลมปราณ
ชั้นสามเป็นเคล็ดวิชาและวิชาลับระดับสร้างรากฐาน มีอยู่หลายร้อยชนิด
ชั้นสี่มีหยกบันทึกวิชาแค่ไม่กี่สิบชิ้น นั่นเป็นวิชาและอภินิหารที่เกี่ยวข้องกับระดับแก่นทองคำ
ส่วนชั้นห้า ซึ่งเป็นชั้นสุดท้าย มีหยกบันทึกวิชาที่เปล่งประกายแสงหลากสีเพียงเจ็ดชิ้น กลิ่นอายแห่งมรรควิถีโอบล้อม ภายในบันทึกมหาอภินิหารของเจ็ดสำนักเซียนใหญ่ หากไม่ถึงระดับวิญญาณแรกกำเนิดห้ามฝึกเด็ดขาด!
เห็นตรงนี้สวีสิงก็เริ่มประหลาดใจจริงๆ แล้ว
อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องที่อภินิหารลับเฉพาะเหล่านี้มาโผล่ในห้องสมุดโรงเรียนเลย
"เจ็ดสำนักเซียนใหญ่?"
ตั้งแต่โบราณกาลมา มีแค่หกสำนักเซียนใหญ่ไม่ใช่เหรอ ทำไมจู่ๆ ถึงงอกมาเพิ่มอีกหนึ่ง?
นอกจากอภินิหารของหกสำนักเซียนใหญ่แล้ว อภินิหารที่เพิ่มมาอีกหนึ่งวิชานั้น มีชื่อว่า—《เคล็ดวิชาอัศจรรย์ประสานหยินหยางรับไอปราณ》!
เป็นอภินิหารของนิกายประสานรัก
"..."
นิกายประสานรักกลายเป็นสำนักเซียนฝ่ายธรรมะไปแล้วเหรอ?!!
[จบแล้ว]