- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 1 - นี่คุณเซียนกระบี่ข้างหน้า ขับเร็วเกินกำหนดแล้วนะ!
บทที่ 1 - นี่คุณเซียนกระบี่ข้างหน้า ขับเร็วเกินกำหนดแล้วนะ!
บทที่ 1 - นี่คุณเซียนกระบี่ข้างหน้า ขับเร็วเกินกำหนดแล้วนะ!
บทที่ 1 - นี่คุณเซียนกระบี่ข้างหน้า ขับเร็วเกินกำหนดแล้วนะ!
พิภพไท่เสวียน ทวีปกลาง แคว้นกระบี่
วันนี้ช่างเป็นฤกษ์งามยามดีเหมาะแก่การเก็บตัวบำเพ็ญเพียร ออกจากฌานมาท่องโลก หรือจะเขียนยันต์ฝึกวิชาก็ดีทั้งนั้น
บนท้องฟ้า ภายในเส้นทางบินสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐาน มีแสงหลากสีสันบินสวนกันไปมาขวักไขว่
แสงแต่ละสายนั้นคือตัวแทนของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นกลางขึ้นไปที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศด้วยอาวุธวิเศษได้
ในยุคปัจจุบันนี้ แม้จะสามารถผลิตยานพาหนะวิเศษขนาดใหญ่ที่ขนส่งผู้คนได้จำนวนมากแล้ว แต่ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ก็ยังชื่นชอบการเหาะเหินด้วยอาวุธวิเศษแบบโบราณมากกว่า โดยเฉพาะพวกเซียนกระบี่ที่มีจำนวนมากที่สุด เส้นทางบินสำหรับกระบี่นี้จึงถือกำเนิดขึ้น
เดิมทีวันนี้ก็ควรจะเป็นวันที่ธรรมดาสามัญวันหนึ่ง
แต่ผ่านไปไม่นาน จู่ๆ ก็มีแสงสีขาวหม่นสายหนึ่งที่ไม่ค่อยสะดุดตานัก พุ่งพรวดเข้ามาจากนอกเขตเส้นทางสัญจร
ความเร็วนั้นสูงลิบลิ่ว เกินระดับขอบเขตสร้างรากฐานไปไกลโข
วงแสงสีเทาหม่นที่แผ่ออกมาดูเหมือนจะมีผลในการอำพรางตัวตนอีกด้วย
มันบินย้อนศรฝ่าฝูงแสงสีขาวจำนวนมากมาเป็นเวลานาน แต่กลับไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรคนใดสังเกตเห็นเลยแม้แต่คนเดียว
จนกระทั่งมันบินผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางด่วนของผู้บำเพ็ญเพียร
ระบบตรวจจับพลังวิญญาณขนาดใหญ่ที่ติดตั้งไว้ก็ส่งสัญญาณตอบสนองทันที
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด!
เสียงแจ้งเตือนดังรัวราวกับคนบ้า ปลุกเจ้าหน้าที่ดูแลเส้นทางบินที่กำลังนอนหลับอุตุอยู่บนเก้าอี้เอนให้สะดุ้งตื่นโหยง กระโดดตัวลอยขึ้นมาทันที
"เชี่ยเอ้ย!"
เทคนิคเสียงจากหอสดับทิพย์นี่มันช่างยอดเยี่ยมจริงๆ กระแทกเข้าไปถึงส่วนลึกของจิตวิญญาณเลยทีเดียว
ปลุกประสาทให้ตื่นตัว รับรองว่าไม่มีทางปลุกไม่ตื่นแน่นอน!
เขารีบหันขวับไปมองหน้าจอข้างๆ
แม่เจ้าโว้ย!
ขับเร็วเกินกำหนดแถมยังย้อนศรอีก นี่ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน ถึงได้กล้าทำตัวกร่างขนาดนี้
เขาคว้าป้ายประจำตัวบนโต๊ะมาติดหน้าอกทันที
[ชื่อ: จางซิว]
[ระดับพลัง: ขอบเขตแก่นทองคำขั้นกลาง]
[รหัสพนักงาน: 9527]
เขาผลักประตูออกไป พลางใช้นิ้วร่ายคาถา
กระบี่ยาวโบราณสีแดงเข้มพุ่งออกมาจากฝักที่แขวนอยู่บนผนัง
จางซิวเหยียบลงบนตัวกระบี่ แล้วปิดประตูตามหลัง
ด้วยเทคโนโลยีผลักดันด้วยแรงวิญญาณที่พัฒนาจนสุกงอม ทำให้ด่านเก็บค่าผ่านทางสามารถลอยตัวอยู่ที่ความสูงระดับนี้ได้เป็นเวลานานแถมต้นทุนยังไม่แพงอีกด้วย
วูบ~
ออกตัวเกียร์ห้า!
แรงกดดันวิญญาณระเบิดออกทันที ก่อให้เกิดคลื่นลมกระแทก ณ จุดที่ออกตัว
แสงสีแดงพุ่งแหวกท้องฟ้า ไล่กวดแสงสีขาวหม่นสายนั้นไปติดๆ
"ไอ้บ้าที่ไหนวะ ขับรถเร็วแถมย้อนศรอีก ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง?!"
"ถ้าพ่อจับได้นะ จะสั่งสอนไอ้เด็กเวรนั่นให้เข็ดเลยคอยดู!"
จางซิวบ่นกระปอดกระแปดไปพลางไล่กวดไปพลาง
ทว่าผ่านไปครึ่งนาที จางซิวก็ต้องเงียบกริบ เมื่อมองเห็นแสงกระบี่สีขาวหม่นหายวับไปจากเครื่องตรวจจับพลังวิญญาณ
นี่เขาใช้ความเร็วระดับมาตรฐานของขอบเขตแก่นทองคำขั้นกลางเลยนะ!
ตามหลักแล้วเขาอยู่ระดับสูงกว่าอีกฝ่ายตั้งหนึ่งขอบเขตใหญ่ แต่ทำไมแม้แต่เงาก็ยังมองไม่เห็นล่ะ มันเกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย?!
ไล่ตามไปอีกสักพัก ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา
ชัดเจนแล้วว่า คนคนนี้ต้องไม่ใช่แค่ขอบเขตแก่นทองคำแน่นอน!
ขาใหญ่สำนักไหนดูแลคนไม่ดี ปล่อยให้มาแกล้งคนเล่นในเส้นทางบินระดับสร้างรากฐานเนี่ย?
ไม่กลัวโดนจับหรือไง?
แล้วทำไมต้องมาซวยเจอตอนเข้าเวรเขาพอดีด้วยนะ!
"..."
จางซิวหยุดไล่ตาม หยิบเครื่องสื่อสารออกมา
เขารายงานเรื่องนี้ให้หัวหน้าทราบทันที
ข้อความตอบกลับมาในพริบตา หัวหน้าบอกให้เขากลับมาก่อน เดี๋ยวจะส่งคนอื่นไปไล่จับเอง
แถมยังบอกว่าแจ้งตำรวจไปแล้วด้วย
เฮ้อ~
งั้นก็คงไม่เกี่ยวกับเขาแล้วสินะ
จางซิวจ้องมองไปข้างหน้าอีกสักพัก ก่อนจะเหยียบกระบี่บินกลับไป
............
ในขณะเดียวกัน ภายในแสงเหาะสีขาวหม่นสายนั้น
สวีสิงกำลังร่ายเคล็ดวิชาอำพรางลมหายใจ คิ้วขมวดมุ่นพิจารณาเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรตัวน้อยระดับสร้างรากฐานที่บินผ่านข้างกายไปทีละคน
ทำไมรู้สึกว่าพอปิดด่านฝึกตนออกมา โลกทั้งใบก็เปลี่ยนไปหมดเลยล่ะ?
การแต่งกายพวกนี้... มันดูคล้ายกับโลกก่อนที่เขาจะข้ามมิติมามากกว่าเสียอีก
สวีสิงยิ่งดูก็ยิ่งงุนงง เป็นไปไม่ได้หรอกมั้งที่ระหว่างเขาปิดด่านฝึกตน โลกทั้งสองใบจะหลอมรวมกัน?
หรือว่าเกิดการระเบิดทางเทคโนโลยีขึ้น?
เขาละสายตาจากแม่หนูน้อยนักดาบที่สวมกางเกงยีนส์ขาสั้นโชว์ขาขาวเนียน
โลกนี้ ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เขาคาดไม่ถึงแน่นอน!
ถ้าเป็นก่อนเขาปิดด่าน การแต่งตัวแบบนี้ไม่มีทางปรากฏให้เห็นกลางวันแสกๆ แน่
อืม... แน่นอนว่าต้องยกเว้นพวกสำนักประสานรักไว้สำนักหนึ่ง
"เซียนกระบี่ข้างหน้า! คุณขับเร็วเกินกำหนดแล้ว! กรุณาจอดข้างทางเพื่อให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ และแสดงใบอนุญาตขับขี่กระบี่ด้วยครับ!" เสียงหยาบหนาดังมาจากด้านหลัง
หืม?!
ภาพจำที่คุ้นเคยแบบนี้... บวกกับวิชาเสียงของหอสดับทิพย์
สวีสิงชะงักไปครู่หนึ่ง หันกลับไปมอง
เห็นเพียงยานบินรูปกระสวยสีดำลำหนึ่ง กำลังบรรทุกคุณลุงวัยกลางคนหนวดเครารุงรัง พุ่งเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ
หอสดับทิพย์รับศิษย์ผู้ชายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!
แต่ระดับพลังวิญญาณแรกกำเนิด...
ในวัยขนาดนี้ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว
งั้น จะหยุดดีไหมนะ?
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สวีสิงก็เร่งพลังเวทขึ้นอีกนิดหน่อย
วูบ~
แสงกระบี่สีขาวหม่นสว่างวาบขึ้นฉับพลัน ความเร็วพุ่งทะยานขึ้นหลายระดับ คลื่นลมปั่นป่วนรุนแรงจนแม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่อยู่ข้างๆ ยังมองเห็น
เชี่ย!
นั่นใครวะ?
ส่วนคุณลุงบนยานกระสวยมองดูข้อมูลที่สะท้อนกลับมาจากเครื่องตรวจจับพลังวิญญาณ ก็ได้แต่หยุดชะงัก
ทำได้แค่มองดูแสงกระบี่หายลับไปสุดขอบฟ้าตาปริบๆ ไม่กล้าไล่ตามไปอีกแม้แต่นิดเดียว
จอมปราชญ์ขอบเขตหวนคืนสู่ความว่างเปล่า!
นี่มันวัตถุโบราณจากสำนักไหนเพิ่งออกจากด่านมาเนี่ย ทำไมต้องมาแจ็กพอตแตกที่เขาด้วย!
ก็มีแต่พวกจอมปราชญ์ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าขึ้นไปเท่านั้นแหละ ที่จะปิดด่านทีนึงเป็นร้อยปี หรือเป็นพันปี
คนพวกนี้พลาดช่วงยุคปฏิรูปครั้งใหญ่ไป เลยไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ของยุคสมัยใหม่นี้เลยสักนิด
ขอให้องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ขอให้ท่านผู้อาวุโสท่านนี้ไม่ใช่พวกมารด้วยเถิด!
ในใจภาวนาไป มือก็หยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมา
ยันต์สื่อสารทะลุมิติ!
ของล้ำค่าหายาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายห้ามใช้เด็ดขาด
เขาใช้กระแสจิตบันทึกสถานการณ์ที่เจอลงไป แล้วปล่อยยันต์ออกไป
แสงวิญญาณกระพริบวูบ ยันต์แผ่นนั้นหายวับไปในพริบตา
เอาล่ะ ต่อไปก็ต้องปลอบขวัญพวกผู้บำเพ็ญเพียรตัวน้อยแถวนี้ก่อน แล้วค่อยจัดระเบียบให้พวกเขาอพยพ
เผื่อว่าเมื่อกี้ดันเป็นจอมมารระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าจริงๆ เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่
............
อีกด้านหนึ่ง สวีสิงมาถึงน่านฟ้าเหนือเมืองแห่งหนึ่งแล้ว
ตึกสูงระฟ้า เรียงรายเป็นระเบียบ
ยานพาหนะรูปร่างคล้าย 'รถยนต์' จำนวนมากวิ่งขวักไขว่อยู่บนถนนที่กว้างขวางและเรียบกริบ
แต่ตัวรถกลับขับเคลื่อนด้วยพลังงานผสมระหว่างไฟฟ้าและพลังวิญญาณ
นี่มันอะไรกัน?
การบำเพ็ญเพียรยุคโมเดิร์นเหรอ?
ภาพที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตาทำให้เขารู้สึกมึนงงเล็กน้อย
หลายปีที่เขาปิดด่านไป มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หลังจากสังเกตการณ์อยู่พักหนึ่ง สวีสิงก็ร่อนลงข้างทาง แสงวิญญาณสีเทาที่อำพรางกลิ่นอายสลายไป
พร้อมกันนั้น ชุดคลุมยาวแขนแคบสีดำสนิทก็แปรเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงลำลองแสนธรรมดาโดยอัตโนมัติ
เดี๋ยวนะ พื้นถนนนี่ดูเหมือน...
เขานั่งยองๆ เอื้อมมือไปสัมผัส
มันปูด้วยเศษหินวิญญาณที่ถูกสูบพลังออกไปจนเกลี้ยงแล้วจริงๆ ด้วย
แถมลึกลงไปใต้ดินยังฝังฐานค่ายกลเอาไว้ พลังวิญญาณอันมหาศาลภายในฐานค่ายกลนั้นเทียบเท่ากับพลังเวทของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดรวมกันเลยทีเดียว
สวีสิงเงยหน้าขึ้น แผ่ขยายสัมผัสวิญญาณครอบคลุมทั้งเมือง
ฐานค่ายกลทั้งหมดสามร้อยหกสิบห้าแห่ง เชื่อมโยงสอดประสานกัน ก่อตัวเป็นมหาค่ายกลอันวิจิตรพิสดารที่ใหญ่โตมโหฬาร ครอบคลุมได้ทั้งเมือง
หากเดินเครื่องเต็มกำลัง พลังทำลายล้างน่าจะเหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพทั่วไปเสียอีก
"ไม่เลว"
โครงสร้างค่ายกลประณีตบรรจงมาก แม้แต่สายตาอย่างสวีสิง ก็ยังหาข้อบกพร่องได้ไม่มากนัก
แต่ถ้าไปเจอปรมาจารย์ค่ายกลที่เชี่ยวชาญศาสตร์นี้ลึกซึ้ง...
เขาเก็บสัมผัสวิญญาณกลับมา ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงเข้าเมืองไปทันที
[จบแล้ว]