- หน้าแรก
- จักรพรรดิกลืนสวรรค์ บัญชีแค้นล้างปฐพี
- บทที่ 59 - สยบเจ้าภายในห้ากระบวนท่า
บทที่ 59 - สยบเจ้าภายในห้ากระบวนท่า
บทที่ 59 - สยบเจ้าภายในห้ากระบวนท่า
บทที่ 59 - สยบเจ้าภายในห้ากระบวนท่า
"พรวด"
ฉู่หนิงราวกับถูกของแข็งกระแทกอย่างแรง
กระอักเลือดคำโตออกมา
"เป็น เป็น เป็นไปได้อย่างไร"
ฉู่หนิงชี้หน้าสวีเฉิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตนเองจะพ่ายแพ้ให้กับสวีเฉิน ซ้ำยังพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ไร้ซึ่งพลังในการตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น
อีกฝ่ายเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณผสานขั้นที่แปดเท่านั้น เป็นแค่ศิษย์สายในคนหนึ่ง ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่ควรจะเอาชนะเขาได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
ขณะที่กำลังเอ่ย
เขาก็กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง
ลมหายใจแผ่วเบา
สูญเสียพลังในการต่อสู้ไปแล้ว
สวีเฉินแค่นหัวเราะเย็นเยียบอยู่ในใจ เคล็ดวิชากระบี่วายุคลั่งกระบวนท่าที่เจ็ด มีอานุภาพเทียบเท่ากับขอบเขตปราณแท้จริงขั้นที่หนึ่งขั้นสูงสุด ส่วนกระบวนท่าที่แปดอย่างวายุคลั่งไร้พิรุณนั้น ยิ่งเข้าใกล้ขอบเขตปราณแท้จริงขั้นที่สองเข้าไปทุกที ฉู่หนิงเป็นเพียงขอบเขตปราณแท้จริงขั้นที่หนึ่งขั้นสูงสุด ย่อมไม่มีทางรับกระบี่นี้ไว้ได้อย่างแน่นอน
"ชนะแล้วหรือ"
"ศิษย์พี่สวีเฉินแข็งแกร่งเกินไปแล้ว ถึงกับเอาชนะศิษย์สืบทอดได้อีกครั้ง!"
"ช่างกู้หน้าให้กับศิษย์สายในอย่างพวกเราได้มากจริงๆ"
"ผู้ใดกล้าบอกว่าศิษย์สายในสู้ศิษย์สืบทอดไม่ได้"
"ฮ่าฮ่า ศิษย์พี่สวีเฉินคืออันดับหนึ่งของศิษย์สายในอย่างไร้ข้อกังขา"
บรรดาศิษย์ที่มามุงดูต่างตื่นตะลึง ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องที่ดังก้องไปถึงชั้นฟ้า
ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า
ในเวลานี้ผู้ที่ตกตะลึงมากที่สุดก็คือผู้อาวุโสรอง
กระบวนท่าที่แปด วายุคลั่งไร้พิรุณ
สวีเฉินใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ก็สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชากระบี่วายุคลั่งไปจนถึงกระบวนท่าที่แปดได้ ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว
สำนักวิญญาณครามได้ให้กำเนิดอัจฉริยะที่แท้จริงขึ้นมาแล้ว!
ในการประลองทำเนียบแปลงมังกรในอีกหนึ่งปีข้างหน้า สวีเฉินอาจจะยังไม่มีความหวังที่จะติดอันดับ ทว่าในการประลองครั้งถัดไป ด้วยพรสวรรค์ของเขา ย่อมสามารถติดอันดับได้อย่างแน่นอน
อีกหลายปีให้หลัง
สำนักวิญญาณครามก็จะมีจอมยุทธ์ที่ติดทำเนียบแปลงมังกรปรากฏตัวขึ้นอีกคนหนึ่ง
"สวีเฉิน เป็นผู้ชนะ!"
ในที่สุดผู้อาวุโสรองก็ประกาศออกมา
"เฮลั่น"
ภายในหุบเขาลมเมฆาบังเกิดเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง
"ช่างเป็นตัวประหลาดเสียจริง!"
เฉาหมานที่เดินทางมาพร้อมกัน มองดูแผ่นหลังของสวีเฉิน พลางยิ้มขื่นแล้วส่ายหน้า
"สวีเฉินผู้นี้น่าสนใจดีนี่!"
จู่ๆ ศิษย์สืบทอดผู้หนึ่งก็เอ่ยขึ้น
"ก็แค่รนหาที่ตาย เขาทำตัวโอหังเกินไปแล้ว ไม่รู้จักเจียมตัว ย่อมต้องนำหายนะมาสู่ตนเองอย่างแน่นอน ข้าขอฟันธงเลยว่าเขาไปได้ไม่ไกลหรอก!"
ศิษย์สืบทอดอีกคนเอ่ยวิจารณ์ออกมาเช่นนี้
คนผู้นี้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แผ่วเบาเลย
ทำให้มีผู้คนมากมายได้ยิน
บ้างก็เห็นด้วย บ้างก็คัดค้าน
สวีเฉินที่ยืนอยู่บนเวทีประลอง ย่อมได้ยินคำพูดนี้เช่นกัน
เขาเลิกคิ้วขึ้น ก่อนที่ภายในดวงตาจะฉายแววเย็นเยียบ เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าว กลิ่นอายราวกับมังกรพวยพุ่งออกมากดทับศิษย์สืบทอดผู้นั้น
"หากเจ้าไม่พอใจ ก็ขึ้นมาประลองกับข้าบนเวทีได้เลย!"
ศิษย์สืบทอดผู้นั้นหน้าตึงไปในทันที
"ขึ้นมาประลองบนเวที หากไม่กล้า ก็หุบปากของเจ้าซะ แล้วไสหัวไป!"
สวีเฉินมีสีหน้าเย็นชา เอ่ยออกมาอย่างดุดันและโอหังยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้เขามักจะยึดถือคติการทำตัวให้ต่ำต้อย ทว่าในโลกที่ตัดสินกันด้วยพลังฝีมือ หากเจ้าเอาแต่ทำตัวต่ำต้อยและยอมกล้ำกลืนฝืนทน ก็จะมีแต่ถูกผู้อื่นดูแคลน และเรื่องวุ่นวายก็จะตามมาไม่ขาดสาย
ดังนั้น เขาจึงคิดตกแล้ว
เวลาที่ควรแข็งกร้าวก็ต้องแข็งกร้าว
เวลาที่ควรดุดันก็ต้องดุดัน
ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมสามารถแข็งกร้าว ผู้ที่อ่อนแอย่อมถูกรังแก นี่คือวิถีของโลกแห่งผู้ฝึกยุทธ์
หากไม่พอใจ ก็ขึ้นมาประลองกันบนเวที!
ในวินาทีนี้
สายตาของทุกคนในหุบเขาลมเมฆา ต่างก็จับจ้องไปยังศิษย์สืบทอดผู้นั้น
ฝานเป้า!
เปลือกตาของเฉาหมานกระตุกอย่างรุนแรง
ฝานเป้า มีระดับบำเพ็ญเพียรขอบเขตปราณแท้จริงขั้นที่สอง
สวีเฉินไม่ใช่คู่มือของฝานเป้าอย่างแน่นอน
เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วงสวีเฉินขึ้นมา
"เดี๋ยวนี้ศิษย์สายในโอหังกันถึงเพียงนี้เลยเชียวหรือ"
ฝานเป้าค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
ใบหน้าดำทะมึนราวกับมีเมฆหมอกปกคลุม
ถูกสวีเฉินท้าทายต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ หากเขาหลีกเลี่ยงการต่อสู้ เขาจะมีหน้าอยู่ในสำนักวิญญาณครามต่อไปได้อย่างไร
"ความโอหังของข้า เลือกปฏิบัติตามตัวบุคคล"
สวีเฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตาย ข้าก็จะสนองให้ เพื่อให้เจ้ารู้ว่า ศิษย์สายในก็ควรจะรู้สำนึกในฐานะศิษย์สายใน อย่าริอ่านมาท้าทายศิษย์สืบทอด"
ฝานเป้ากระโจนขึ้นสูง ร่วงหล่นลงบนเวทีประลอง ยืนประจันหน้ากับสวีเฉิน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"พวกเจ้าจงทุ่มเทฝีมือต่อสู้กันอย่างเต็มที่เถิด ข้าจะเป็นผู้ตัดสินให้พวกเจ้าเอง" ผู้อาวุโสรองไม่เพียงไม่ห้ามปราม แต่กลับยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้
เขาสนับสนุนเสมอว่าความแข็งแกร่งต้องมาจากการต่อสู้
เมื่อเห็นคนมาท้าทายสวีเฉิน เขาก็รู้สึกยินดี และอยากจะเห็นเหลือเกินว่าขีดจำกัดของสวีเฉินนั้นอยู่ที่ใด
สวีเฉินจะสามารถยืนหยัดอยู่ต่อหน้าฝานเป้าซึ่งอยู่ในขอบเขตปราณแท้จริงขั้นที่สองได้นานเพียงใด
สามกระบวนท่า
สิบกระบวนท่า
หรือสามสิบกระบวนท่า
"การที่สามารถบรรลุเจตจำนงกระบี่ได้นั้น ถือว่ายอดเยี่ยมมาก ทว่าเจ้าโอหังเกินไปแล้ว โลกใบนี้ตัดสินกันด้วยพลังฝีมือ พลังฝีมือของเจ้ายังไม่มากพอที่จะทำให้เจ้าทำตัวโอหัง ไม่เห็นหัวผู้ใดเช่นนี้ได้หรอกนะ"
ฝานเป้าเมื่อเห็นผู้อาวุโสรองไม่คัดค้านการต่อสู้ระหว่างเขากับสวีเฉิน ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันไปมองสวีเฉินและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
สวีเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เจ้าพูดถูก ทุกอย่างตัดสินกันด้วยพลังฝีมือ ขอบเขตปราณแท้จริงขั้นที่สอง ก็พอจะทำให้ข้าต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดได้อยู่บ้าง"
"ปากดีนักนะ!"
ฝานเป้าตวาดลั่น "อย่าคิดว่าเพียงแค่เอาชนะเฉาหมานและฉู่หนิงได้ ก็จะมีคุณสมบัติมาท้าทายข้า เดิมทีข้าคร้านที่จะสนใจเจ้า ทว่าเจ้ากลับไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง บังอาจมาพูดจาโอหังต่อหน้าผู้คนมากมาย ข้าจึงต้องฝืนใจลงมือสั่งสอนเจ้าเสียหน่อย เพื่อให้เจ้ารู้ว่าเหนือฟ้ายงมีฟ้า เหนือคนยังมีคน อย่าคิดว่าเพียงแค่มีพรสวรรค์อยู่บ้าง จะสามารถทำตัวโอหังไม่เห็นหัวผู้ใดได้"
ฝานเป้าพยายามกดข่มสวีเฉินอย่างเต็มที่
สวีเฉินชักกระบี่ออก ปลายกระบี่ชี้เฉียงไปทางฝานเป้า "ภายในห้ากระบวนท่า หากไม่อาจเอาชนะเจ้าได้ ข้าจะขอยอมแพ้เอง"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ผู้คนต่างก็ตื่นตะลึงไปตามๆ กัน
เฉาหมานถอนหายใจยาว พลางเอ่ยว่า "สวีเฉินวู่วามเกินไปแล้ว เขาถูกโทสะครอบงำจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วงั้นหรือ"
สีหน้าของผู้อาวุโสรองก็เริ่มดูไม่จืดเช่นกัน
เขาชื่นชมสวีเฉิน
และคาดหวังในพรสวรรค์ของสวีเฉินเป็นอย่างมาก
เขาให้การสนับสนุนที่สวีเฉินท้าทายฝานเป้า ทว่าตอนนี้ การที่อีกฝ่ายประกาศกร้าวว่าจะเอาชนะฝานเป้าให้ได้ภายในห้ากระบวนท่า ถือว่าเย่อหยิ่งเกินไปแล้ว
ความมั่นใจที่มากเกินไปก็คือความเย่อหยิ่ง
"ศิษย์พี่สวีวู่วามเกินไปแล้ว"
มีคนส่ายหน้าถอนหายใจ คิดว่าสวีเฉินนั้นวู่วามเกินไป
"บางทีการเอาชนะฉู่หนิงได้ อาจจะทำให้เขารู้สึกหลงผิด คิดว่าตนเองไร้เทียมทานแล้วก็เป็นได้"
ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็ไม่คาดหวังในตัวสวีเฉิน
"ก็ไม่แน่นะ ข้าดูแล้วศิษย์พี่สวีไม่ใช่คนวู่วามเช่นนั้น การที่เขากล้าบอกว่าจะเอาชนะฝานเป้าได้ภายในห้ากระบวนท่า ย่อมต้องมีไพ่ตายซ่อนอยู่เป็นแน่"
ก็ยังมีคนที่เลือกจะเชื่อมั่นในตัวสวีเฉิน และคิดว่าอีกฝ่ายต้องมีไพ่ตายซ่อนอยู่
ทว่าคนกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยนิดยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ทันทีที่เอ่ยปากออกมา ก็ถูกคนข้างกายโต้แย้งในทันที
"เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าสวีเฉินจะสามารถเอาชนะฝานเป้าได้ ต้องรู้ก่อนนะว่าฝานเป้าคือผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณแท้จริงขั้นที่สอง การที่สวีเฉินจะเอาชนะเขานั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด"
"ใช่แล้ว อย่าว่าแต่ห้ากระบวนท่าเลย การที่สวีเฉินจะสามารถยืนหยัดต่อกรกับฝานเป้าได้ถึงห้ากระบวนท่า ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว"
"ข้าขอพนันเลยว่าสวีเฉินต้องพ่ายแพ้ภายในสามกระบวนท่า!"
"ข้าขอพนันว่าสองกระบวนท่า!"
"ข้ายังคงเชื่อมั่นในตัวสวีเฉิน ข้าขอพนันว่าเจ็ดกระบวนท่า เขาจะยืนหยัดต่อกรกับฝานเป้าได้มากที่สุดก็แค่สิบกระบวนท่าเท่านั้น"
ทิศทางของฝูงชนเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ถึงกับเริ่มมีการวางเดิมพันกันแล้ว
ผู้คนที่อยู่ที่นี่ นอกเหนือจากผู้สนับสนุนสวีเฉินอย่างมืดบอดเพียงไม่กี่คนแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ส่ายหน้า คิดว่าเขาโอหังเกินไป โดยเฉพาะฉู่หนิงที่เพิ่งพ่ายแพ้ให้กับสวีเฉินไปหมาดๆ เขาลอบแค่นเสียงเย็นอยู่ในใจ คิดว่าหลังจากวันนี้ไป สวีเฉินจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนเย่อหยิ่งอวดดีอย่างแน่นอน
"คนเย่อหยิ่งอวดดีข้าพบเจอมามากแล้ว ทว่าคนเช่นเจ้า ข้าเพิ่งจะเคยพบเป็นครั้งแรก วันนี้ข้าจะตีให้เจ้าตาสว่างเอง!"
ชายเสื้อของฝานเป้าพลิ้วไหวแม้ไร้ซึ่งสายลม ลมปราณอันมหาศาลภายในร่างพวยพุ่งออกมาดั่งพายุ ขยับฝ่าเท้าเพียงนิด เวทีประลองก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ร่างพุ่งทะยานออกไปดั่งหอกแหลม มือขวาประสานอินชกหมัดออกไปในอากาศ
"ตูม!"
อากาศเบื้องหน้าถูกชกจนระเบิดแตกออก ก่อเกิดเกลียวคลื่นอากาศสีขาวเป็นชั้นๆ รอยประทับหมัดลมปราณสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้ากดทับสวีเฉิน
เผชิญหน้ากับการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวของฝานเป้า สวีเฉินไม่คิดจะหลบหลีก เจตจำนงกระบี่อันคมกริบพวยพุ่งออกจากร่าง หลอมรวมเข้ากับกระบี่ยาว พร้อมกับลมปราณที่หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย
พลังกำลังถูกสะสมเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อพลังถูกสะสมจนถึงขีดสุด
"กระบี่ที่หนึ่ง!"
ประกายกระบี่อันเจิดจรัสฟันทะลวงอากาศ เข้าปะทะกับรอยประทับหมัดลมปราณอย่างจัง
"ตูม!"
บริเวณใจกลางเวทีประลองเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวพัดกระหน่ำออกไปรอบทิศทางราวกับพายุและคลื่นยักษ์
"แกร็ก แกร็ก แกร็ก แกร็ก!!!"
ภายใต้แรงสั่นสะเทือนจากการปะทะกันของคนทั้งสอง เวทีประลองถึงกับปริแตกออกเป็นรอยร้าวที่ดูราวกับใยแมงมุมนับไม่ถ้วน
ท้ายที่สุด
"ตูม!"
เวทีประลองก็พังทลายลงมาเสียงดังกึกก้อง
กลายเป็นซากปรักหักพัง
ท่ามกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะลวงฝุ่นควันถอยหลังกลับมา
เป็นสวีเฉินนั่นเอง
"ชิ้ว!"
เงาร่างอีกสายหนึ่งก็พุ่งตามออกมา พุ่งเข้าเข่นฆ่าสวีเฉินอย่างดุดัน
สวีเฉินถอยร่นไปหลายสิบเมตร เมื่อร่วงลงถึงพื้น ก็ตวัดกระบี่ฟันออกไป
"วายุคลั่งไร้พิรุณ!"
ปราณกระบี่สายใหญ่แฝงด้วยอานุภาพอันดุดัน พาดผ่านที่ใดก็ปั่นป่วนวายุและเมฆา ทำให้ฟ้าดินต้องเปลี่ยนสี หอบเอาอานุภาพที่กวาดล้างทุกสรรพสิ่ง ฟาดฟันเข้าใส่ฝานเป้า
"กระบี่ที่สอง" สวีเฉินท่องเงียบๆ อยู่ในใจ
ฉู่หนิงที่ยังมีคราบเลือดติดอยู่ที่มุมปาก ม่านตาหดแคบลง เขาพ่ายแพ้ให้กับกระบี่นี้มาแล้ว ย่อมรู้ดีว่ากระบี่นี้มีอานุภาพน่าสะพรึงกลัวเพียงใด ราวกับพายุคลั่งที่ยากจะต้านทานได้
"ทำลาย!"
ฝานเป้าตวาดลั่น ลมปราณทั่วร่างหลั่งไหลเข้าสู่มือขวา ก่อนจะชกหมัดออกไปด้วยอานุภาพอันดุดันไร้เทียมทาน เสียงปังดังขึ้น ปราณกระบี่สายใหญ่ถูกเขาใช้หมัดเดียวซัดจนแหลกสลายไป
"กระบี่นี้ มีอานุภาพใกล้เคียงกับขอบเขตปราณแท้จริงขั้นที่สองเลยทีเดียว!"
แม้จะสามารถทำลายกระบี่นี้ลงได้ ทว่าภายในใจของฝานเป้ากลับตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง
ในที่สุดเขาก็สัมผัสได้ถึงความร้ายกาจของสวีเฉินแล้ว
"ลมกังหันกลายพิรุณ!"
เสียงของสวีเฉินดังก้องขึ้นอีกครั้ง
"อะไรนะ" ผู้อาวุโสรองร้องอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
ลมกังหันกลายพิรุณ เคล็ดวิชากระบี่วายุคลั่ง กระบวนท่าที่เก้า!
ผ่านไปเพียงไม่นาน สวีเฉินถึงกับสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชากระบี่วายุคลั่งไปจนถึงกระบวนท่าที่เก้าได้แล้ว
ไม่อาจใช้คำว่าอัจฉริยะมาบรรยายได้อีกต่อไปแล้ว
ตัวประหลาด
ตัวประหลาดอย่างแท้จริง
แม้แต่จักรพรรดิกบี่ในวัยเยาว์ ก็คงจะเก่งกาจได้เพียงเท่านี้กระมัง
ฝานเป้ารู้สึกหนังหัวชาหนึบ
เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความน่าสะพรึงกลัวของกระบี่นี้
"ทำลายมันซะ!"
ลมปราณทั่วทั้งร่างหลั่งไหลเข้าสู่มือขวา ก่อนจะชกหมัดเข้าปะทะกับปราณกระบี่ที่ฟาดฟันเข้ามาตรงๆ
ทันทีที่พลังหมัดอันดุดันปะทะเข้ากับปราณกระบี่ ก็เกิดร่องรอยการพังทลายขึ้นมาในทันที ก่อนจะถูกบดขยี้จนแหลกสลายไปจนหมดสิ้น ฝานเป้ากระอักเลือดคำโตออกมา ถูกปราณกระบี่ที่หลงเหลืออยู่ซัดจนกระเด็นลอยละลิ่วไป
[จบแล้ว]