เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 - เจตจำนงกระบี่

บทที่ 49 - เจตจำนงกระบี่

บทที่ 49 - เจตจำนงกระบี่


บทที่ 49 - เจตจำนงกระบี่

เมื่อซือคงถูยอมแพ้และเดินลงจากเวที ผู้ชมด้านล่างเวทีก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน

"ศิษย์พี่ซือคงทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณแท้จริงแล้ว สุดท้ายกลับยังไม่ใช่คู่มือของศิษย์พี่เฉาอยู่ดี"

"ศิษย์พี่เฉาร้ายกาจเกินไปแล้ว สมกับเป็นอันดับหนึ่งของศิษย์สายในอย่างแท้จริง ตำแหน่งของเขาไม่มีผู้ใดสั่นคลอนได้"

"รอบต่อไปศิษย์พี่เฉาต้องปะทะกับศิษย์พี่สวี ไม่รู้ว่าศิษย์พี่สวีจะเป็นคู่มือของศิษย์พี่เฉาหรือไม่"

"ข้ายอมรับว่าศิษย์พี่สวีเฉินนั้นร้ายกาจมาก ทั้งยังเป็นม้ามืดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการประลองครั้งนี้ แต่เขาคงไม่ใช่คู่มือของศิษย์พี่เฉาหมานหรอก"

"ข้าเองก็คิดเช่นนั้น"

"โอกาสชนะของศิษย์พี่สวีเฉินนั้นช่างเลือนรางนัก"

"น่าจะมีเรื่องพลิกความคาดหมายเกิดขึ้นกระมัง"

"เมื่ออยู่ต่อหน้าความแข็งแกร่งที่แท้จริง ย่อมไม่มีเรื่องพลิกความคาดหมายใดๆ เกิดขึ้นได้หรอก"

การประลองรอบที่แปดหลังจากผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือด ก็ได้สิ้นสุดลงเช่นกัน

รอบที่เก้า

ผู้ที่ยังคงรักษาสถิติชนะรวดได้ในตอนนี้มีเพียงสองคนเท่านั้น

สวีเฉินและเฉาหมาน

พวกเขาจะต้องมาตัดสินแพ้ชนะกันในรอบนี้

ภายใต้ความคาดหวังของฝูงชน การประลองรอบที่เก้าก็ดำเนินไปทีละคู่

สุดท้าย รอบที่เก้า คู่ที่ห้า

และยังเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของการประลองอีกด้วย

สวีเฉิน ปะทะ เฉาหมาน

ส่วนอันดับที่สามจนถึงอันดับที่สิบนั้นได้ถูกจัดอันดับออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อันดับที่สาม ซือคงถู

อันดับที่สี่ ซุนหยวน

อันดับที่ห้า ฟางอี้

อันดับที่หก หลงเฟยอวี่

อันดับที่เจ็ด ป๋อเทียนสยง

อันดับที่แปด หลี่ผิง

อันดับที่เก้า กัวอี๋

อันดับที่สิบ ตงฟางเซิ่ง

การจัดอันดับนี้ถูกผู้คนมากมายตั้งข้อสงสัย

ยกตัวอย่างเช่น หลงเฟยอวี่ พลังฝีมือของเขาน่าจะอยู่ในอันดับที่สี่ ทว่าในการต่อสู้กับสวีเฉิน เขาไม่เพียงพ่ายแพ้อย่างราบคาบ แต่ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการประลองในรอบต่อๆ มา ทำให้อันดับของเขาร่วงหล่นลงมาเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่อันดับที่หก

หรืออย่างเช่น ซือคงถู

แมัซือคงถูจะพ่ายแพ้ให้กับสวีเฉินในการประลอง ทว่าตัวเขาในยามนี้ มีพลังฝีมือเหนือล้ำกว่าอีกฝ่ายไปไกลแล้ว สมควรที่จะอยู่ในอันดับที่สอง ไม่ใช่อันดับที่สาม

และยังมี...

สรุปก็คือ การจัดอันดับนี้มีทั้งผู้ที่สนับสนุน และมีทั้งผู้ที่แสดงความคิดเห็นขัดแย้งมากมาย

ในเวลานี้ ความสนใจของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่เวทีประลอง

การต่อสู้รอบสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นแล้ว

สวีเฉิน ปะทะ เฉาหมาน

สายตานับไม่ถ้วนล้วนจับจ้องไปยังเวทีประลอง

ตึงเครียด คาดหวัง

บรรดาผู้อาวุโสเองก็มองไปยังเวทีประลองด้วยความคาดหวังเช่นกัน

การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของการประลองศิษย์สายในของปีนี้ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

จู่ๆ ผู้อาวุโสท่านหนึ่งก็หันขวับไปมองยังด้านหลังของอัฒจันทร์ผู้ชม

"เจ้าพวกเด็กเหลือขอพวกนี้ ไม่ยอมเก็บตัวบำเพ็ญเพียรให้ดี เหตุใดจึงวิ่งมาผสมโรงที่นี่ด้วย"

ที่มุมหนึ่งด้านหลังอัฒจันทร์ผู้ชม

กลุ่มชายหญิงหนุ่มสาวกำลังพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ดูแปลกแยกจากผู้ชมรอบข้าง

คนกลุ่มนี้สวมใส่ชุดศิษย์ของสำนักวิญญาณครามเช่นเดียวกัน เพียงแต่บริเวณหน้าอกมีลวดลายอักขระพิเศษของสำนักวิญญาณครามประทับอยู่

คนกลุ่มนี้มีอยู่ราวๆ ยี่สิบถึงสามสิบคน ทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายอันลึกล้ำและแข็งแกร่ง มีทั้งคมกริบดั่งใบมีด ลึกล้ำดั่งมหาสมุทร ร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง พลิ้วไหวดั่งสายลม และยังมีทั้งกลิ่นอายชั่วร้ายอันหนาวเหน็บ...

กลิ่นอายแตกต่างกันไป ทว่าล้วนแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ผู้คนไม่อาจเพิกเฉยได้เลย

กลิ่นอายที่อ่อนด้อยที่สุดของคนในกลุ่มนี้ ยังสามารถเทียบเคียงกับเฉาหมานได้เลยทีเดียว

"จ้าวหมิง เจ้าว่าสองคนนี้ผู้ใดจะเป็นฝ่ายชนะ" ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาผู้หนึ่งหันไปถามชายหนุ่มชุดม่วงที่อยู่ข้างกาย

ชายหนุ่มชุดม่วงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะให้คำตอบ "ข้าคิดว่าเป็นเฉาหมาน"

"ศิษย์พี่เฉิน ท่านคิดว่าอย่างไร"

ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาหันไปถามชายหนุ่มชุดดำ

"ข้าเองก็คิดว่าเป็นเฉาหมาน" คำตอบของชายหนุ่มชุดดำเหมือนกับชายหนุ่มชุดม่วง

ชายหนุ่มชุดน้ำเงินเอ่ยต่อ "พรสวรรค์ของเฉาหมานไม่อาจนำมาเทียบกับสวีเฉินผู้นี้ได้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตปราณแท้จริงไปก่อนแล้ว แม้จะเป็นเพียงขอบเขตปราณแท้จริงขั้นที่หนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณผสานจะสามารถต่อกรได้ พวกเราต่างก็อยู่ในขอบเขตปราณแท้จริง ย่อมรู้ดีว่าระหว่างขอบเขตปราณแท้จริงและขอบเขตปราณผสานนั้น มีช่องว่างที่ไม่อาจก้าวข้ามไปได้ ข้าไม่กล้าพูดว่าไม่มีผู้ใดสามารถเพิกเฉยต่อช่องว่างนี้ได้ แต่คนเช่นนั้นมีอยู่น้อยยิ่งกว่าน้อย"

"ศิษย์พี่ซู ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่าผู้อาวุโสซูแล้ว เล่าลือกันว่าในอดีตนางเคยใช้ระดับขอบเขตปราณผสานเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณแท้จริงมาแล้ว ทว่าในการต่อสู้ครั้งนั้น ตัวนางเองก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างแสนสาหัสเช่นกัน"

"สวีเฉินผู้นี้แม้จะมีพรสวรรค์อยู่บ้าง แต่จะนำไปเปรียบเทียบกับผู้อาวุโสซูผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศได้อย่างไร"

"ใช่แล้ว ผู้อาวุโสซูคืออัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานแห่งสำนักวิญญาณครามของเรา ทั้งยังเป็นยอดฝีมือทำเนียบแปลงมังกรในสมัยที่แล้วอีกด้วย"

หัวข้อสนทนาของคนกลุ่มนี้เปลี่ยนจากสวีเฉินไปเป็นผู้อาวุโสซูในทันที

ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอย่างออกรส จู่ๆ ก็มีเงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหลังพวกเขา

"ศิษย์ ศิษย์พี่ซู ท่าน ท่านมาได้อย่างไร" ชายหนุ่มชุดน้ำเงินหันขวับไปเห็นผู้อาวุโสซูเข้า ก็ตกใจจนกระโดดเด้งตัวขึ้นจากที่นั่ง พร้อมกันนั้นก็รู้สึกกระดากอายที่ถูกจับได้ว่าแอบนินทาผู้อื่นลับหลัง

"พวกเจ้ายังมาได้ แล้วเหตุใดข้าจะมาไม่ได้" ผู้อาวุโสซูปรายตามองชายหนุ่มชุดน้ำเงินแวบหนึ่ง

ชายหนุ่มชุดน้ำเงินรีบอธิบาย "ไม่ใช่ขอรับ ศิษย์พี่ซู ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น"

ผู้อาวุโสซูปั้นหน้าตึงเอ่ยแก้ไขคำเรียกขาน "ตอนนี้ข้าเป็นผู้อาวุโสสายในแล้ว กรุณาเรียกข้าว่าผู้อาวุโสซู"

"ขอรับ ขอรับ ขอรับ" ชายหนุ่มชุดน้ำเงินไม่มีอารมณ์ฉุนเฉียวเลยแม้แต่น้อย เอาแต่พยักหน้าประจบประแจง

ชายหนุ่มอีกคนเมื่อเห็นชายหนุ่มชุดน้ำเงินหน้าแตก ก็หัวเราะหึหึ ก่อนจะเอ่ยถามผู้อาวุโสซูอย่างระมัดระวัง "ผู้อาวุโสซู ท่านคิดว่าสองคนนี้ผู้ใดจะเป็นฝ่ายชนะขอรับ"

ผู้อาวุโสซูตอบกลับโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด "สวีเฉิน"

"เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น" กลุ่มหนุ่มสาวเอ่ยถามขึ้นพร้อมกัน

โอกาสชนะของสวีเฉินในสายตาของพวกเขานั้นมีไม่มากนัก ไม่ถึงหนึ่งส่วนด้วยซ้ำ

แล้วเหตุใดผู้อาวุโสซูจึงมั่นใจนักว่าสวีเฉินจะเป็นฝ่ายชนะ

ผู้อาวุโสซูมีสีหน้าเย็นชาเย่อหยิ่ง นางไม่ได้ตอบคำถามของคนเหล่านี้ หันหลังเดินจากไปทันที

พวกเขามองดูแผ่นหลังอันงดงามของผู้อาวุโสซูที่เดินจากไป ไม่มีผู้ใดกล้ารั้งนางไว้ ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

"ข้ารู้แล้ว" จู่ๆ ชายหนุ่มชุดน้ำเงินก็ตบต้นขาฉาดใหญ่ พลางเอ่ยขึ้น

"เจ้ารู้อันใด" คนอื่นๆ ต่างพากันหันไปมองชายหนุ่มชุดน้ำเงิน

ชายหนุ่มชุดน้ำเงินเอ่ยว่า "ข้าได้ยินมาว่า สวีเฉินอาศัยจดหมายแนะนำของผู้อาวุโสซูเพื่อเข้าเป็นศิษย์ของสำนัก"

"อ้อ" ทุกคนถึงบางอ้อในทันที

ที่แท้ผู้อาวุโสซูกับสวีเฉินก็รู้จักกันนี่เอง มิน่าเล่านางถึงได้เข้าข้างสวีเฉินนัก

ทว่าผลแพ้ชนะของการต่อสู้ ใช่ว่าจะตัดสินกันด้วยความลำเอียงได้เสียเมื่อไหร่

"เลิกคุยกันได้แล้ว การต่อสู้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว" เมื่อมีคนเอ่ยขึ้น คนอื่นๆ ก็พากันหุบปาก แล้วหันไปมองยังเวทีประลอง

พวกเขาต่างก็สงสัยยิ่งนักว่า สวีเฉินที่สามารถเข้าตาผู้อาวุโสซูได้นั้น จะมีดีอันใดกันแน่

เฉาหมานกุมด้ามดาบ ยืนประจันหน้ากับสวีเฉินในระยะห่างสามสิบเมตร

"ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงแล้ว มาเริ่มการต่อสู้กันเถอะ"

"ได้!" สวีเฉินพยักหน้ารับ มือของเขากุมอยู่ที่ด้ามกระบี่

แววตาคมกริบ เผยให้เห็นท่าทีเตรียมพร้อมที่จะพุ่งทะยานออกไปได้ทุกเมื่อ

"สวีเฉิน แสดงให้ข้าเห็นหน่อยเถิดว่าเคล็ดวิชาชักกระบี่ขั้นสูงสุดนั้นมีอานุภาพเพียงใด!"

เฉาหมานคำรามลั่น ลากดาบด้วยมือเดียว ก้าวฉับๆ พุ่งเข้ามา

ความเร็วของเขาไม่เร็วนัก ทว่าทุกย่างก้าวที่ก้าวออกไป กลิ่นอายรอบกายก็ยิ่งแหลมคมขึ้นทุกที ทุกครั้งที่ฝ่าเท้าเหยียบลง เวทีประลองก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมื่อเขาเข้ามาใกล้สวีเฉินในระยะสิบเมตร กลิ่นอายรอบกายของเขาก็แหลมคมจนน่าหวั่นเกรง ราวกับดาบที่คมกริบ

เพียงแค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา ก็ทำให้ผู้ชมบางส่วนด้านล่างเวทีรู้สึกหวาดผวา ราวกับต้องเผชิญหน้ากับความตายก็ไม่ปาน

"จัดให้ตามคำขอ!"

ประกายกระบี่สองสายพุ่งวาบออกจากดวงตาของสวีเฉิน ชักกระบี่ ตวัดฟัน

กระบี่ยาวแปรเปลี่ยนเป็นประกายกระบี่สายใหญ่ ฟาดฟันออกไปด้วยอานุภาพดั่งอัสนีบาต

เฉาหมานจับทิศทางของกระบี่ยาวได้ จึงตวัดดาบขึ้นปัดป้อง

"เคร้ง!"

ดาบและกระบี่ปะทะกัน ประกายไฟสาดกระจายเจิดจ้า

เฉาหมานทิ้งน้ำหนักลงที่สองเท้า ร่างกายถอยหลังไปหนึ่งก้าว

"รับไว้ได้หรือ"

ผู้ชมด้านล่างเวทีจ้องมองเฉาหมานตาไม่กะพริบ

ไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของสวีเฉิน เคล็ดวิชาชักกระบี่ เฉาหมานรับเอาไว้ได้แล้วหรือ

ภายใต้สายตาที่จับจ้องด้วยความลุ้นระทึกของฝูงชน เฉาหมานก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมา

"ดี ดีมาก สมกับที่เป็นเคล็ดวิชาชักกระบี่ขั้นสูงสุด ทั้งอานุภาพและความเร็วล้วนไร้ที่ติ ข้าต้องใช้พลังถึงแปดส่วนจึงจะสามารถรับมันเอาไว้ได้"

"สวีเฉิน เจ้าเป็นอัจฉริยะ เป็นสัตว์ประหลาดด้านวิชายุทธ์ ทว่าช่องว่างระหว่างระดับบำเพ็ญเพียรของเจ้าและข้า ไม่ใช่สิ่งที่จะชดเชยกันได้ง่ายๆ หรอกนะ"

เมื่อสามารถรับเคล็ดวิชาชักกระบี่ของสวีเฉินเอาไว้ได้ เฉาหมานก็มั่นใจว่าตนเองเป็นฝ่ายกำชัยชนะไว้ในมือแล้ว

ผู้ที่คิดเช่นนี้ไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียว

ด้านล่างเวที

"ศิษย์พี่เฉาหมานรับเคล็ดวิชาชักกระบี่ได้แล้ว"

"ศิษย์พี่สวีเฉินแพ้แล้ว!"

"แม้แต่การโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดยังทำอะไรศิษย์พี่เฉาไม่ได้ ศิษย์พี่สวีต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน"

ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีผู้ใดคิดว่าสวีเฉินยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้อีก

"ผู้ใดบอกว่าไพ่ตายของข้าคือเคล็ดวิชาชักกระบี่กัน" สวีเฉินแย้มยิ้มพลางถามกลับ

รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉาหมานชะงักงัน

"เจ้าว่าอย่างไรนะ"

"เจ้าลองรับกระบี่ของข้าอีกสักกระบี่ดูสิ"

สวีเฉินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะตวัดกระบี่ฟันออกไป

ในวินาทีนี้ บรรดาศิษย์ที่ใช้กระบี่เป็นอาวุธรอบๆ เวทีประลองต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป เพราะกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวของพวกเขากลับเริ่มสั่นไหว ราวกับจะหลุดออกจากฝักและโบยบินออกไป

"กระบี่ของข้า กระบี่ของข้าไม่ยอมรับฟังคำสั่งแล้ว"

"เกิดอันใดขึ้นกัน"

"กระบี่ของข้าก็ไม่ยอมรับฟังคำสั่งเช่นกัน นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่" ท่ามกลางฝูงชนมีเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้น

บรรดาศิษย์ต่างตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูก ส่วนบรรดาแขกผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญมา และเหล่าผู้อาวุโสของสำนักวิญญาณคราม ในวินาทีนี้พวกเขาทั้งหมดต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป และร้องอุทานออกมาพร้อมกัน

"เจตจำนงกระบี่ ถึงกับเป็นเจตจำนงกระบี่ เขาเพิ่งจะอายุเท่าไหร่กัน เป็นไปได้อย่างไรที่จะบรรลุเจตจำนงกระบี่ได้"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 49 - เจตจำนงกระบี่

คัดลอกลิงก์แล้ว