- หน้าแรก
- จักรพรรดิกลืนสวรรค์ บัญชีแค้นล้างปฐพี
- บทที่ 23 - กระบี่หัก
บทที่ 23 - กระบี่หัก
บทที่ 23 - กระบี่หัก
บทที่ 23 - กระบี่หัก
"ซี่..."
บนตัวดาบปรากฏสายฟ้าสีเงินแลบแปลบปลาบ
"คมดาบทัณฑ์อัสนี!"
คมดาบทัณฑ์อัสนี คือไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของเซียวเกิง เดิมทีเขาไม่อยากรีบเผยไต๋เร็วขนาดนี้ แต่เพื่อเอาชนะสวีเฉิน เขาไม่มีทางเลือก
เห็นเซียวเกิงใช้คมดาบทัณฑ์อัสนี สวีเฉินได้กลิ่นอายอันตราย รีบดีดตัวถอยหลังทันที
"ฮ่าๆ สวีเฉิน ดูซิเจ้าจะเอาอะไรมาต้านคมดาบทัณฑ์อัสนีของข้า!"
เซียวเกิงเห็นสวีเฉินถอย ก็นึกว่าอีกฝ่ายกลัว ไม่กล้ารับตรงๆ จึงหัวเราะเยาะด้วยความสะใจ
สายฟ้าพุ่งพล่าน ดาบฟันลงมาเร็วปานสายฟ้าแลบ
สวีเฉินยังช้าไปก้าวหนึ่ง ถูกสายฟ้าครอบคลุมไว้
"ตูม!"
เสียงระเบิดดังสนั่น
พื้นหินบนเวทีแตกเป็นรอยร้าวเหมือนใยแมงมุม
ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย
ทั้งเวทีปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนาทึบ
"เป็นไงบ้าง?"
"สวีเฉินเป็นตายร้ายดียังไง?"
"ดาบนี้ของศิษย์พี่เซียวรุนแรงมาก ขนาดเวทียังพังยับเยิน สวีเฉินคงรอดยาก"
"น่าเสียดาย"
"นั่นสิ จะว่าไปสวีเฉินก็เป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง แค่ไม่รู้จักเจียมตัว กล้าขึ้นเวทีสู้กับศิษย์พี่เซียว ตายไปก็โทษใครไม่ได้"
ผู้คนมองดูเวทีที่ฝุ่นตลบ จับกลุ่มวิจารณ์กันเซ็งแซ่
"ฟิ้ว!"
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าสวีเฉินไม่รอดแน่ เงาร่างหนึ่งก็พุ่งทะลุฝุ่นควันออกมา ตรงเข้าหาเซียวเกิง
เซียวเกิงรูม่านตาหดเกร็ง
เขามองเห็นร่างที่พุ่งเข้ามาชัดเจน
คือสวีเฉิน
แถมยังไร้รอยขีดข่วน
"เป็นไปไม่ได้?"
เขากรีดร้องในใจ
ยอมรับภาพตรงหน้าไม่ได้
สวีเฉินพุ่งมาถึงหน้าเซียวเกิง อาศัยแรงส่งจากการพุ่งตัว ชกหมัดที่รวบรวมพลังไว้เต็มเปี่ยมออกไปดั่งสายฟ้า
เซียวเกิงรีบยกดาบขึ้นมากันหน้าอกอย่างทุลักทุเล
"เคร้ง!"
เซียวเกิงถูกกระแทกจนแขนชา ร่างกายถอยกรูดอย่างควบคุมไม่ได้
"เคร้ง!"
สวีเฉินรุกไล่ ชกหมัดซ้ำเข้าไปอีก
เซียวเกิงพยายามกันสุดชีวิต
"เคร้ง เคร้ง เคร้ง!!"
สวีเฉินรัวหมัดไม่ยั้ง หมัดแล้วหมัดเล่ากระแทกเข้าที่ตัวดาบ
ตอนแรกเซียวเกิงยังพอรับไหว แต่พอโดนหนักเข้า แขนทั้งสองข้างก็ชาจนไร้ความรู้สึก ในที่สุดเสียงดังสนั่นอีกครั้ง ดาบก็หลุดกระเด็นออกจากมือ
สวีเฉินอัดพลังปราณลงขาขวา ฟิ้ว เตะกวาดเข้าที่เอวเซียวเกิงเต็มแรง
"ปัง!"
เสียงทึบดังขึ้น เอวเซียวเกิงระเบิดเป็นละอองเลือด ร้องโหยหวน ร่างปลิวละลิ่วออกไปอย่างควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงอุทานของฝูงชน เซียวเกิงลอยละลิ่วตกเวที กระแทกพื้นดังพลั่ก
"โฮ่..."
ทุกคนฮือฮา
จ้องมองภาพนี้ด้วยความตกตะลึง
ชั่วขณะหนึ่ง สมองประมวลผลไม่ทัน
วันนี้ ชื่อของสวีเฉินจะถูกทุกคนจดจำ
คนที่อยู่ที่นี่จะไม่มีวันลืมเด็กหนุ่มอายุสิบหกสิบเจ็ดคนนี้ ที่เอาชนะเซียวเกิงผู้มีชื่อเสียงในหมู่ศิษย์สายในได้อย่างง่ายดาย
ผ่านไปครู่ใหญ่ คนดูข้างล่างถึงได้สติ
"โอ้พระเจ้า ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม เซียวเกิงแพ้สวีเฉิน"
"สวีเฉินดูอายุน้อยมาก แต่กลับเอาชนะเซียวเกิงได้ คนคนนี้ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดาจริงๆ"
"เซียวเกิงงัดไม้ตายก้นหีบออกมาแล้ว ก็ยังไม่ใช่คู่มือสวีเฉิน ตกลงสวีเฉินเก่งขนาดไหนกันแน่?"
"เขาอยู่แค่ขอบเขตปราณผสานขั้นสี่จริงๆ เหรอ? หรือว่าซ่อนระดับพลังไว้?"
"เป็นไปได้ ไม่งั้นอธิบายไม่ถูก"
"ศิษย์สายในจะมีดาวรุ่งดวงใหม่แจ้งเกิดอีกแล้ว"
"น่าเสียดาย เขาเพิ่งเข้าสำนักมาไม่นาน การประลองศิษย์สายในอีกสามเดือนข้างหน้า เขาคงติดไม่ถึงท็อป 30 หรอก"
"อายุแค่นี้ ไม่ติดท็อป 30 ก็เรื่องปกติ ขอแค่ติดท็อป 100 ก็เข้าตาผู้ใหญ่ในสำนักแล้ว"
"ใช่ ถ้าโดนตาผู้ใหญ่ รับเป็นศิษย์..."
ศิษย์นับไม่ถ้วนวิจารณ์กันอย่างเหลือเชื่อ
"เป็นไปไม่ได้ เซียวเกิงจะแพ้ได้ไง?"
ซูเยว่ก็ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
"ไอ้สวะ!"
มองดูสวีเฉินที่กลายเป็นจุดสนใจ เขายิ่งแค้น ด่าออกมาคำหนึ่ง
ไม่รู้ว่าด่าสวีเฉิน หรือด่าเซียวเกิงกันแน่
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ สวีเฉินเดินลงจากเวที ไม่แม้แต่จะปรายตามองเซียวเกิงที่สลบเหมือดอยู่ข้างล่าง เดินอาดๆ ออกจากหุบเขาลมเมฆาไป
...
เขตศิษย์สายใน
ในเรือนพักของสวีเฉิน
เขาปั้นหน้ายิ้มส่งแขกที่มาเยี่ยม
พอปิดประตูเรือนลง ใบหน้าก็ฉายแววเหนื่อยล้า
ผ่านมาสามวันแล้วนับตั้งแต่เอาชนะเซียวเกิง
หลังจากข่าวแพร่ออกไป ก็มีคนแวะเวียนมาหาไม่ขาดสาย
จุดประสงค์ของคนพวกนี้มีหลากหลาย บ้างก็อยากผูกมิตรกับดาวรุ่งดวงใหม่ บ้างก็มาดึงตัวไปเข้ากลุ่มแก๊ง บ้างก็อยากมาท้าประลองเพื่อสร้างชื่อเสียงเหยียบหัวเขาขึ้นไป
พวกที่มาท้าตีท้าต่อย เขาไล่กลับไปได้ แต่พวกที่หิ้วของขวัญมาพร้อมรอยยิ้ม สวีเฉินจะไล่ตะเพิดก็ทำไม่ลง
ยื่นมือไม่ตบหน้าคนยิ้มให้
ผลก็คือ
สามวันมานี้
เขาแทบไม่ได้ทำอะไรนอกจากรับแขก เวลาจะฝึกวิชายังไม่มี
"อยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว"
"เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน คนเขาอุตส่าห์มาเยี่ยม จะปิดประตูใส่หน้าก็ใช่ที่"
สวีเฉินถอนหายใจ "คงต้องลงเขาไปหลบเลี่ยงความวุ่นวายสักพัก"
คิดไม่ถึงเลยว่าสิ่งที่บีบให้เขาต้องหนีออกจากสำนักไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นแขกเหรื่อที่หอบของขวัญมาให้
ตัดสินใจได้แล้ว สวีเฉินก็เก็บข้าวของ ลงเขาไปทันที
...
เมืองกวางอวิ๋น
เมืองขนาดกลาง ห่างจากสำนักวิญญาณครามไปทางทิศตะวันตกสามร้อยลี้
ประชากรนับล้าน
สวีเฉินเดินทอดน่องบนถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน มองซ้ายมองขวา
"คุณชาย ข้ามีโสมวิญญาณพันปี ศาสตราวิญญาณระดับกลาง สนใจดูไหม ราคาเป็นกันเอง รับรองไม่ผิดหวัง"
ชายชราผมขาวข้างทาง เห็นสวีเฉินบุคลิกดูดี เลยร้องเรียกลูกค้า
สวีเฉินหันไปมองแผงขายของ
แค่แวบเดียว
เขาก็ส่ายหน้า
โสมวิญญาณพันปีที่ว่า เป็นแค่สมุนไพรธรรมดาที่มีไอวิญญาณจางๆ
ส่วนศาสตราวิญญาณระดับกลาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ของเก๊ทั้งเพ
ละสายตา สวีเฉินเดินต่อ
ร้านอาหาร ร้านยา โรงน้ำชา...
เขาแวะดูไปเรื่อย
ฟ้าเริ่มมืด
สวีเฉินเตรียมจะหาโรงเตี๊ยมพักผ่อน
แต่ตอนเดินผ่านตรอกแห่งหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด และเสียงหมัดกระทบเนื้อดังทึบๆ
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สวีเฉินก็เดินเข้าไปในตรอก
"เย่ฝาน ไอ้ลูกคนเลี้ยงม้า ไอ้ลูกผสมชั้นต่ำ ข้าเตือนแล้วใช่ไหมว่าให้เจียมกะลาหัว อย่าไปยุ่งกับซ่งหยา แกเห็นคำพูดข้าเป็นลมตดรึไง"
"ถุย ไม่ดูเงาหัวตัวเอง ไอ้ขยะ ริอาจจะเด็ดดอกฟ้า"
ในตรอก
กลุ่มเด็กหนุ่มกำลังรุมซ้อมเด็กหนุ่มร่างผอมแห้งในชุดผ้ากระสอบ
เด็กหนุ่มร่างผอมอายุราวสิบสามสิบสี่ปี นั่งกุมหัวอยู่กับพื้น รองรับหมัดเท้า ปากส่งเสียงคราง แต่ไม่ยอมเอ่ยปากขอความเมตตา
เห็นแบบนั้น หัวโจกยิ่งโมโห ตะคอกเสียงดัง "กระทืบมัน กระทืบมันเข้าไป ดูซิว่ามันจะทนได้สักกี่น้ำ เอาให้ตาย ข้ารับผิดชอบเอง"
"แค่ลูกคนเลี้ยงม้า ตายไปก็ช่างหัวมัน"
กลุ่มเด็กหนุ่มลงมือหนักข้อขึ้น ซัดใส่เด็กหนุ่มร่างผอมไม่ยั้ง
หัวโจกหน้ายาวเหยียบหน้าเย่ฝาน พูดอย่างโอหัง "เย่ฝาน แค่แกคุกเข่ากราบข้า ขอให้ข้ายกโทษให้ บางทีถ้าข้าอารมณ์ดี อาจจะปล่อยแกไปก็ได้นะ"
"ฝันไปเถอะ!"
เย่ฝานเสียงแผ่วเบา แต่หนักแน่น
หัวโจกหน้ายาวเห็นเย่ฝานปฏิเสธ ใบหน้าก็ฉายแววอำมหิต "กระทืบ เอาให้ตายคาตีน"
เย่ฝานสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าของอีกฝ่าย ไม่ยอมให้ใครมาเชือดนิ่มๆ คำรามต่ำ ดิ้นรนลุกขึ้นยืน
"เคร้ง!"
เขาชักกระบี่หักที่สะพายหลังออกมา
สองมือกำด้ามกระบี่
จ้องมองหัวโจกหน้ายาวด้วยสายตาดุร้าย
หัวโจกหน้ายาวชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วระเบิดหัวเราะ
คนอื่นก็หัวเราะตาม
"เย่ฝาน สมองแกโดนเตะจนเพี้ยนไปแล้วเหรอ?"
"เอากระบี่หักสนิมเขรอะมาขู่พวกข้าเนี่ยนะ?"
"ฮ่าๆๆ แทงสิ แทงตรงนี้ ดูซิว่าจะแทงเข้าไหม"
หัวโจกหน้ายาวตบหน้าอกตัวเอง ร้องท้าทาย
เย่ฝานมีท่าทีลังเล
"ผัวะ!"
หัวโจกหน้ายาวก้าวเข้ามา ตบกระบี่หักในมือเย่ฝานร่วง แล้วเตะเข้าที่อกเย่ฝานจนลงไปกองกับพื้นอีกรอบ
"คิดจะแทงจริงๆ เรอะ?"
หัวโจกหน้ายาวถ่มน้ำลาย หยิบกระบี่หักขึ้นมา เดินไปหาเย่ฝานที่นอนกองอยู่ แล้วค่อยๆ เงื้อกระบี่ขึ้น
"ชอบแบกกระบี่เน่านี่นักใช่ไหม งั้นข้าจะสงเคราะห์ให้แกตายด้วยกระบี่เน่านี่แหละ"
พูดจบ แววตาอำมหิตวาบผ่าน แทงกระบี่ลงมาเต็มแรง
เย่ฝานหลับตายอมรับชะตากรรม
เขาเป็นแค่ลูกคนเลี้ยงม้า เป็นคนรับใช้ตระกูลซ่งแห่งเมืองกวางอวิ๋น เจอซ่งฮุยกับพวกรังแก ไม่มีทางสู้ได้เลย
ตายไป ก็คงไม่มีใครมาเก็บศพ
"เอ๊ะ?!"
ความเจ็บปวดไม่มาถึงสักที
หรือซ่งฮุยเปลี่ยนใจ ไม่ฆ่าแล้ว?
ใจเขาดิ่งวูบ
ไม่ได้ดีใจที่รอดตายเลยสักนิด
จากนิสัยของซ่งฮุย ที่ไม่ฆ่า แปลว่าอยากจะเก็บเขาไว้ทรมานเล่น
ให้ตายทั้งเป็น
เขาค่อยๆ ลืมตา
ภาพที่เห็นทำให้เขาตะลึง
สิ่งที่เขาเดา ผิดถนัด
ซ่งฮุยไม่ได้เปลี่ยนใจ แต่มีคนมาช่วยเขาไว้
คนช่วยเป็นเด็กหนุ่ม
รูปร่างสูงโปร่ง
คิ้วกระบี่นัยน์ตาคมดุจดวงดาว
เด็กหนุ่มคว้าข้อมือซ่งฮุยไว้
ปลายกระบี่หักอยู่ห่างจากอกเขาแค่สามนิ้ว
อีกนิดเดียวเขาก็ตายแล้ว
เย่ฝานใจหายวาบ
"แค่เรื่องกระทบกระทั่งนิดหน่อย ถึงกับจะฆ่าแกง จิตใจเจ้ามันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!"
สวีเฉินจับมือซ่งฮุยไว้ เอ่ยเสียงเย็น
"ไอ้หนู ไม่ใช่เรื่องของแก ไม่อยากตายก็ไสหัวไป"
ซ่งฮุยพยายามดิ้น
ไม่หลุด
เขาถลึงตามองสวีเฉิน "ข้าเป็นคนตระกูลซ่ง ถ้ารู้จักดีชั่วก็รีบปล่อยมือ แล้วคุกเข่าขอโทษข้าซะ ไม่งั้นเจ้าจะไม่มีที่กลบฝัง"
"ตระกูลซ่ง ยิ่งใหญ่มากงั้นเหรอ?"
สวีเฉินไม่ปล่อย แถมยังบีบแรงขึ้น
ซ่งฮุยร้องลั่น น้ำมูกน้ำตาไหลพราก
กระบี่หักในมือร่วงกราวลงพื้น
เห็นดังนั้น
สวีเฉินส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย
คนอย่างซ่งฮุย เขาขี้เกียจฆ่า ฆ่าไปก็เปื้อนมือเปล่าๆ!
"ไสหัวไป!"
ซ่งฮุยเหมือนได้รับอภัยโทษ
มองสวีเฉินด้วยความเคียดแค้น แล้วพาพวกวิ่งหนีหางจุกตูด
สวีเฉินมองกระบี่หักสนิมเขรอะที่ตกอยู่แทบเท้า แล้วก้มลงเก็บ
[จบแล้ว]