- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปทำฟาร์มในโลกสัตว์ นางร้ายลูกดกกับเหล่าสามีคลั่งรัก
- บทที่ 11 ดั่งเทพเซียนและมารร้ายภายใต้เงาราตรี
บทที่ 11 ดั่งเทพเซียนและมารร้ายภายใต้เงาราตรี
บทที่ 11 ดั่งเทพเซียนและมารร้ายภายใต้เงาราตรี
บทที่ 11 ดั่งเทพเซียนและมารร้ายภายใต้เงาราตรี
ทุกคนในครอบครัวรับประทานมื้อนี้กันอย่างอิ่มหนำสำราญ พุงกางจนรู้สึกสุขสบายไปทั้งสรรพางค์กาย
เมื่อเห็นมารดาและพี่ชายมีความสุขหลังจากกินอิ่ม ใบหน้าของเย่ไป๋จื่อก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้น
นางสัมผัสได้ถึงความอิ่มเอมใจอันน่าประหลาด เป็นความรู้สึกดีที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันประหนึ่งครอบครัว
ยามล้อมวงกินข้าว แสงไฟจากฟืนที่ลุกโชนให้ความรู้สึกถึงชีวิตประจำวันที่แสนธรรมดาแต่วิเศษ มันเป็นจังหวะชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เอื้อให้ผู้คนสามารถซึมซับช่วงเวลาแห่งความมั่นคง สงบสุข และเงียบสงบได้อย่างเต็มที่
"ลูกสาวแม่เก่งจริงๆ แม่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเห็ดบางชนิดก็มีพิษ บางชนิดก็กินได้ ขอแค่รู้วิธีแยกแยะ"
"แล้วก็ผักจีไช่นี่ เมื่อก่อนตอนแม่ไปล่าสัตว์ก็เคยเห็นผ่านตา ตอนนั้นนึกว่าเป็นแค่วัชพืช ใครจะรู้ว่ามันกินได้ แถมรสชาติยังอร่อยขนาดนี้"
"ตอนนี้พวกเรามีของกินเพิ่มขึ้นอีกตั้งหลายอย่าง ต่อให้เก็บตุนเสบียงพวกนี้ไว้เยอะๆ หน้าหนาวเราก็ไม่ต้องกลัวอดตายแล้ว"
เย่ลู่รู้สึกว่านับตั้งแต่ลูกสาวกลับมา ชีวิตก็เปี่ยมไปด้วยความหวัง
ทุกวันที่ตื่นขึ้นมาและคิดว่าจะออกไปล่าสัตว์ นางก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเต็มไปด้วยพลัง
น่าเสียดายที่ตอนนี้นางเหลือพลังแค่ระดับสาม หากนางยังอยู่ระดับหก คงสามารถไปเก็บสมุนไพรวิญญาณมาให้ลูกๆ ได้
สมุนไพรวิญญาณนั้นมักจะมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งคอยเฝ้าพิทักษ์ คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจเข้าใกล้ได้เลย
เย่ไป๋จื่อคิดในใจว่าเรื่องแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ในป่าเขายังมีอาหารอีกมากมายหลากหลายชนิดนัก
"ท่านแม่ วันหน้าพวกเราจะมีของกินเพิ่มขึ้นอีกเจ้าค่ะ"
"และวันนี้ข้าเจียวน้ำมันหมูไว้เยอะเลย พรุ่งนี้เราเปลี่ยนจากต้มตุ๋นมาทำเมนูผัดกันบ้างดีกว่า"
การมีน้ำมันตกถึงท้องจะช่วยให้อิ่มท้องได้นานขึ้น
ปกติแล้ว ผู้คนในโลกสัตว์อสูรจะกินข้าววันละสองมื้อ คือมื้อเช้าและมื้อเย็น บางครั้งหากอาหารมีน้อย ก็จะกินเพียงมื้อเดียว หรือกินหนึ่งมื้อเว้นไปสองวัน
แต่สำหรับคนที่ต้องออกแรงล่าสัตว์ จำเป็นต้องกินอย่างน้อยวันละหนึ่งมื้อ มิฉะนั้นจะไม่มีเรี่ยวแรงในการล่า
ความจริงแล้ว เป็นเพราะความรู้เรื่องอาหารของทุกคนมีน้อยเกินไป จึงทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร
หากทุกคนสามารถแยกแยะพืชพรรณที่กินได้ รู้จักเพาะปลูก และเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดง่ายๆ ชีวิตความเป็นอยู่คงจะดีขึ้นในอนาคต
แต่เรื่องพรรค์นี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน ความรู้มากมายจำเป็นต้องค่อยๆ สั่งสมไป
"ลูกแม่รอบรู้จริงๆ จากนี้ไปแม่จะฟังเจ้าทุกอย่าง"
"ข้าก็จะเชื่อฟังน้องสาวเหมือนกัน"
เย่ไป๋จื่อรู้สึกว่าการได้เป็นคนตัดสินใจนั้นดีไม่น้อย จะได้ไม่ต้องคอยอธิบายอะไรยืดยาวทุกครั้ง
นางหยิบกากหมูที่เย็นแล้วออกมา ยิ้มพลางกล่าวว่า "ท่านแม่ ท่านพี่ ลองชิมกากหมูนี่ดูสิเจ้าคะ"
"นี่คือกากหมูที่ได้จากการเจียวมันหมู เอาไว้หยิบกินแก้หิวได้เจ้าค่ะ"
"ท่านแม่อมักจะหิวง่ายเวลาออกไปล่าสัตว์ ท่านสามารถห่อใบไม้พกติดตัวไป กินรองท้องเวลาหิวได้นะเจ้าคะ"
โดยปกติ มารดาจะออกไปล่าสัตว์พร้อมกับท่านลุง หรือไม่ก็ไปกับท่านป้า
ให้ท่านแม่พกไป จะได้แบ่งให้ท่านลุงและคนอื่นๆ กินด้วย
แม้ว่าเย่ลู่และเย่ชวนจะอิ่มแล้ว แต่กลิ่นหอมของกากหมูก็ยั่วน้ำลายจนอดใจไม่ไหว
พวกเขาหยิบขึ้นมาชิมคนละชิ้น แล้วก็ต้องตะลึง ไม่คิดเลยว่าจะมีของกินที่กรุบกรอบเช่นนี้อยู่
ความชื่นชมในตัวเย่ไป๋จื่อเอ่อล้นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ... เล่าลือกันว่า ทางฝั่งชิวสือและคนอื่นๆ ก็กลับถึงบ้านแล้วเช่นกัน
พ่อแม่ของชิวสือและชิวไฉ่ออกไปล่าสัตว์ทั้งวัน แต่กลับไม่ได้อะไรติดมือมาเลย พวกเขากลับมาด้วยความห่อเหี่ยวและรู้สึกผิดต่อลูกๆ
"กินผลไม้ป่าที่เก็บไว้เมื่อสองวันก่อนประทังหิวไปก่อนนะลูก พรุ่งนี้พ่อกับแม่จะออกไปล่าใหม่ จะพยายามหามาให้ได้เยอะๆ"
ชิวสือกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ท่านแม่ พวกเราขุดหัวไชเท้ามาได้เยอะเลย คืนนี้เรากินหัวไชเท้ากันเถอะ"
"หัวไชเท้า? มันคืออะไรหรือ"
ชิวสือและชิวไฉ่รีบเทหัวไชเท้าออกจากตะกร้าให้พ่อแม่ดู
พ่อแม่ของชิวสือถึงกับตะลึง
"นี่มันตัวอะไร? พ่อไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นผลไม้ชนิดใหม่ที่งอกบนต้นไม้รึ?"
ชิวไฉ่อธิบายอย่างตื่นเต้น "ไม่ใช่นะ นี่เป็นของกินที่ขุดมาจากใต้ดินต่างหาก เย่ไป๋จื่อเป็นคนบอกพวกเรา..."
ชิวไฉ่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฟัง
พ่อแม่ของพวกเขาประหลาดใจมาก
"เย่ไป๋จื่อยอมเสี่ยงกินเป็นคนแรกเพื่อทดสอบของกินใหม่เลยหรือ?"
"ใช่แล้ว นางไม่เป็นอะไรเลยทั้งวัน นางยังบอกอีกว่าเคยกินหัวไชเท้าตอนอยู่ที่เมืองหลวงเขตกลาง"
"ท่านพ่อ ท่านแม่ นางเก่งมากจริงๆ ไม่เห็นเหมือนข่าวลือพวกนั้นเลย ข้าว่าต้องมีคนคิดร้ายเจตนาปล่อยข่าวลือทำลายชื่อเสียงนางแน่ๆ"
คนทีชิวไฉ่ชื่นชมที่สุดในตอนนี้ก็คือเย่ไป๋จื่อ
พ่อแม่ของชิวสือและชิวไฉ่พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
"ถ้าอย่างนั้น เจ้าพวกนี้ก็เป็นอาหารสินะ พรุ่งนี้เราไปขุดกันให้เยอะกว่านี้เถอะ"
"คืนนี้กินพวกนี้กันก่อน"
ครอบครัวของชิวสือและชิวไฉ่จึงได้กินหัวไชเท้าเป็นมื้อเย็น
สำหรับพวกเขาที่เพิ่งเคยลิ้มลองรสชาติหัวไชเท้า ต่างรู้สึกว่ารสชาตินั้นแปลกใหม่ กรุบกรอบและอร่อยยิ่งนัก
การขุดหาได้จำนวนมากยังช่วยรับประกันว่าสมาชิกทั้งสี่คนในครอบครัวจะมีกินจนอิ่ม
ไม่ใช่แค่ครอบครัวของพวกเขา แม้แต่หลินเฉาเฉาและครอบครัวอื่นๆ ก็ได้รับคำชมจากสมาชิกในบ้านเช่นกัน
แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ เย่ไป๋จื่อช่างแตกต่างจากข่าวลือที่เคยได้ยิน
ความรู้สึกที่ทุกคนมีต่อเย่ไป๋จื่อเปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าไม่ควรหลงเชื่อข่าวลือ
อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างก็สงสัย ใคร่รู้ว่ารสชาติของผักจีไช่และเห็ดที่เย่ไป๋จื่อขุดมานั้นเป็นอย่างไร และกินแล้วปลอดภัยจริงหรือไม่?
หากไม่มีปัญหา พรุ่งนี้พวกเขาก็จะไปเก็บมาบ้าง ที่บ้านจะได้มีเสบียงเพิ่มขึ้น
ทุกคนต่างครุ่นคิดถึงเรื่องเหล่านี้ด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น...
ตกดึก หลังจากคนในเผ่ากระต่ายหลับใหลกันหมดแล้ว เย่ไป๋จื่อก็ลุกขึ้นเงียบๆ แปลงร่างเป็นกระต่าย แล้วรีบมุ่งหน้าไปยังป่าที่นางไปมาเมื่อตอนกลางวัน
นางตามหาต้นเกาลัดเหล่านั้นจนเจอ
นางใช้พลังธาตุไม้เร่งให้ลูกเกาลัดสุกงอม จากนั้นก็หาไม้ไผ่ยาวมาสอยหนามเกาลัดบนต้น
เพียงแต่การเคลื่อนไหวของนางดูจะเชื่องช้าไปสักหน่อย
ประกอบกับนางใช้พลังธาตุไม้ไปกับการเร่งผลผลิต ทำให้เรี่ยวแรงในตอนนี้มีไม่มากนัก การค่อยๆ สอยทีละนิดจึงเป็นงานที่กินแรงเอาการ
แต่เย่ไป๋จื่อมีความมุ่งมั่นแรงกล้า
หลังจากพยายามอยู่พักใหญ่ คอนางเริ่มปวดเมื่อยจากการแหงนมอง
ต้นไม้พวกนี้สูงเกินไปจริงๆ
เย่ไป๋จื่อสูดหายใจลึก พักเหนื่อยครู่หนึ่ง "ถ้ามีลมพัดมาสักวูบ เป่าพวกนี้ร่วงลงมาให้หมดก็คงดี"
เย่ไป๋จื่อพึมพำกับตัวเองแล้วลงมือสอยต่อ
ทันใดนั้น ลมกรรโชกแรงก็พัดวูบมา
ลูกเกาลัดหนามทั้งหมดบนต้นร่วงกราวลงสู่พื้น
ที่สำคัญคือ มันร่วงหลบนางไปอย่างแม่นยำ
ดวงตาของเย่ไป๋จื่อเป็นประกาย "ไม่จริงน่า ร่วงลงมาหมดแล้วจริงๆ ด้วย"
เย่ไป๋จื่อรีบเก็บพวกมันเข้าในมิติอย่างตื่นเต้น
แต่ในขณะที่ก้มหน้าก้มตาเก็บ นางก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
นางค่อยๆ... ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ทันใดนั้น นางก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มรูปงามสะท้านฟ้าผู้หนึ่ง ยืนอาบแสงจันทร์อยู่ไม่ไกล
เส้นผมสีหิมะยาวสลวยทิ้งตัวลงด้านหลังดุจน้ำตก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะ ผิวพรรณขาวผ่องยิ่งกว่าหยก แม้แสงจันทร์จะทำให้เครื่องหน้าดูเลือนรางไปบ้าง แต่ไม่อาจปิดซ่อนกลิ่นอายสูงส่งงดงามเหนือโลกีย์นั้นได้
ไร้ฝุ่นธุลี สุขุมเยือกเย็น แสงจันทร์สาดส่องลงมาราวกับย้อมร่างของเขาให้เรืองรองจางๆ
ราวกับว่าพลังวิญญาณในป่าเขาถูกเขาดูดซับไปจนหมดสิ้น ส่งผลให้เขาสามารถเปล่งประกายแสงแห่งจันทราออกมาได้เช่นกัน
ทำให้เขาดูราวกับเทพเซียนและมารร้ายภายใต้เงาราตรี งดงามจนแทบหยุดหายใจ
เพียงแค่ปรายตามอง ก็ทำให้ผู้คนตกตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้น
เย่ไป๋จื่อตะลึงงัน
นางคิดว่าตัวเองตาฝาดไป แต่เมื่อเพ่งมองใบหน้าหล่อเหลางดงามนั้นชัดๆ ความทรงจำที่นางจงใจลืมเลือนไปแล้วก็พรั่งพรูเข้ามาในสมอง
นี่... นี่มันราชาหมาป่าหิมะ 'เสวี่ยโยวเฉิน' จากคืนนั้นไม่ใช่หรือ!
คุณพระช่วย!
คนผู้นี้คงไม่ได้ตามมาคิดบัญชี หรือจะมาฉีกร่างนางเป็นชิ้นๆ หรอกนะ?