- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 33.ญาติฝ่ายเมีย?
บทที่ 33.ญาติฝ่ายเมีย?
บทที่ 33.ญาติฝ่ายเมีย?
บทที่ 33.ญาติฝ่ายเมีย?
​ศึกเดียวของเซียวจวินหลิน เปลี่ยนเขาเป็นดั่งเทพเจ้า ​ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงในชั่วข้ามคืน
​โดยเฉพาะในหมู่ขุนนางฝ่ายบู๊ ต่างยกย่องเซียวจวินหลินราวกับเทพเซียนลงมาจุติ
​ในอดีต พวกเขาเคยรู้แค่ว่าซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นเป่ยอ๋องเป็นแค่บัณฑิตอ่อนแอที่คลั่งรัก แต่การโต้วาทีสะท้านฟ้ากลางท้องพระโรง ได้พลิกความเชื่อของทุกคนไปอย่างสิ้นเชิง
​ยิงสามจังหวะ, ค่ายกลหอกยาวสกัดม้า, เส้นทางลำเลียงเสบียงน้ำแข็ง, คลังเสบียงรายทาง, เครื่องยิงหินแบบคานงัด...
​แต่ละอย่างที่เอ่ยออกมา เพียงพอที่จะเปลี่ยนผลแพ้ชนะของสงครามได้ทั้งนั้น!
​และทั้งหมดนี้ ล้วนออกจากปากของเด็กหนุ่มวัยเพียงยี่สิบปี ที่พูดออกมาเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ
​ชั่วข้ามคืน จวนแม่ทัพนายกองทั่วเมืองหลวงต่างจุดไฟสว่างไสวตลอดคืน เพื่อศึกษายุทธวิธีใหม่ของเซียวจวินหลิน ยิ่งศึกษาก็ยิ่งตื่นตระหนก ยิ่งเลื่อมใสจนแทบอยากจะกราบกราน
​“ปีศาจ! นี่มันอัจฉริยะทางการทหารที่ร้อยปีจะมีสักคน!”
​“มีเด็กคนนี้อยู่ ต้าเซี่ยจะกลัวอะไรกับความไม่สงบทางแดนเหนือ!”
​“เจิ้นเป่ยอ๋องมีทายาทสืบทอดที่สมศักดิ์ศรีแล้ว พวกข้า... ยอมรับนับถือ!”
​ตรงข้ามกับความคลั่งไคล้ของเหล่าขุนพล จวนกั๋วกงกลับปกคลุมไปด้วยบรรยากาศหดหู่และโกรธแค้น
​“เหลืออด! เหลืออดจริงๆ!”
​กั๋วกงซูเฉิงเดินพล่านไปมาในห้องหนังสือ ยิ่งคิดยิ่งแค้น จนคว้าแจกันราคาแพงปาทิ้งแตกกระจาย
​“ไอ้เซียวจวินหลิน มันคิดจะปีนเกลียวรึไง! กล้าดียังไงมาฉีกหน้าข้ากลางราชสำนักแบบนี้!”
​ซูฮูหยิน นั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ สีหน้ากลับไม่ดูโกรธเกรี้ยวเท่าไหร่ แฝงแววดูถูกและรู้ทันเสียมากกว่า
​“ท่านพี่จะโมโหไปไย” นางจิบชา เป่าลมร้อนเบาๆ
​“ในสายตาข้า เขาทำไปก็เพื่อเรียกร้องความสนใจจากฉานจิ้งนั่นแหละ”
​ซูเฉิงชะงัก “หมายความว่าไง?”
​“จะหมายความว่าไงได้อีกล่ะ?” ซูฮูหยินเบะปาก
​“ฉานจิ้งบ่นตลอดไม่ใช่หรือว่าเขาเปลี่ยนไป? ​เขาคงร้อนใจ อยากพิสูจน์ให้ฉานจิ้งเห็นว่าตัวเองไม่ใช่คนไร้ค่า เลยไปทำตัวอวดรู้กลางท้องพระโรง เพื่อเรียกร้องความสนใจก็เท่านั้น ​สุดท้ายก็แค่เด็กไม่รู้จักโต ทำตัวเป็นฮีโร่โชว์สาว”
​คำอธิบายนี้ช่วยให้ซูเฉิงอารมณ์เย็นลงได้บ้าง แต่ก็ยังไม่หายเจ็บใจ
​ทันใดนั้น บ่าวรับใช้ก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา
​“นายท่าน ฮูหยิน ข้างนอกเขาลือกันให้แซ่ด จวนเจิ้นเป่ยอ๋องกำลังรับสมัครองครักษ์ขนานใหญ่ ให้เงินเดือนสูงกว่าทั่วไปถึงสามเท่า คนแห่ไปสมัครจนธรณีประตูแทบสึกแล้วขอรับ!”
​“รับสมัครองครักษ์?” ซูเฉิงขมวดคิ้ว
​แต่ตาของซูฮูหยินกลับลุกวาว ตบหน้าขาฉาดใหญ่ “โอกาสมาแล้ว!”
​นางกระซิบข้างหูสามี
​“เขาใกล้จะได้เป็นอ๋องเต็มที เลยทำตัวฟุ้งเฟ้อแบบนี้ ไม่ใช่สันดานลูกเศรษฐีหรอกหรือ? ​ประจวบเหมาะ หลานชายทางบ้านเดิมข้า หวังเป่าชี่ วันๆ เอาแต่ลอยชายไปมา ให้มันไปเป็นหัวหน้าองครักษ์ที่จวนอ๋องซะเลยสิ ถือว่าหางานการมั่นคงให้ทำ”
​ซูเฉิงลังเล “เอ่อ... เซียวจวินหลินจะยอมรึ?”
​“มันกล้าไม่ยอมด้วยรึ?” ซูฮูหยินแค่นหัวเราะ
​“ฉานจิ้งเป็นถึงพระชายาเอกนะ เรื่องใหญ่ขนาดรับคนเข้าจวนอ๋อง สมควรต้องให้คนกันเองอย่างเราเข้าไปดูแลสิ นี่ถือว่าให้เกียรติมันนะ แถมยังช่วยแบ่งเบาภาระมันด้วย มันมีเหตุผลอะไรจะปฏิเสธ? ​ไป! เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าเป่าเอ๋อร์ไปหามันที่จวนอ๋องเดี๋ยวนี้แหละ!”
​พูดจบ ซูฮูหยินผู้เด็ดขาดก็สั่งคนไปตามหลานชายจอมขี้เกียจ แล้วมุ่งหน้าไปยังจวนเจิ้นเป่ยอ๋องทันที
​ภายในจวนอ๋อง พอซูฉานจิ้งรู้เจตนาของแม่ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
​“ท่านแม่! ท่านขออะไรไร้เหตุผลแบบนี้ได้ยังไง! ลูกพี่ลูกน้องเป่า... เขาไม่ได้เรื่องได้ราวสักอย่าง!”
​“อะไรคือไร้เหตุผล?” ซูฮูหยินตาเขียวปั้ด
​“เจ้าเป็นนายหญิงของจวนนะ! ให้ญาติผู้พี่เจ้าเป็นหัวหน้าองครักษ์จะเป็นไรไป? นี่เขาเรียกว่าเรือล่มในหนองทองจะไปไหน! ​เจ้าโง่รึเปล่า? มีอำนาจอยู่ในมือขนาดนี้ ไม่รู้จักกอบโกยเข้าบ้านตัวเองบ้าง?”
​“แต่ว่า...”
​“ไม่ต้องมาแต่!” ซูฮูหยินขัดขึ้นเสียงแข็ง
​“นี่เพื่อหน้าตาของตระกูลซูและตระกูลหวัง! เจ้าเป็นพระชายา ก็หัดทำตัวให้สมกับเป็นพระชายาหน่อย ​ไป! ไปคุยกับเซียวจวินหลินเดี๋ยวนี้! ถ้าเรื่องเล็กแค่นี้มันยังไม่ยอม ก็แสดงว่ามันไม่เห็นหัวเจ้า ไม่เห็นหัวตระกูลเรา!”
​ซูฉานจิ้งถูกแม่ใช้คำว่ากตัญญูและหน้าตาของตระกูลมากดดันจนพูดไม่ออก ในใจทั้งน้อยใจทั้งอึดอัด
​นางรู้นิสัยลูกพี่ลูกน้องคนนี้ดี ดีแต่ตีไก่ชนหมา กินเหล้าเมายาเข้าซ่อง เรื่องงานการไม่เอาอ่าว
​ให้คนพรรค์นี้มาคุมองครักษ์จวนอ๋อง ไม่เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวหรือ?
​แต่คำสั่งแม่ค้ำคออยู่
​สุดท้าย นางจำต้องฝืนใจเดินเข้าไปในห้องหนังสือของเซียวจวินหลิน
​เห็นเซียวจวินหลินนั่งหน้านิ่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ซูฉานจิ้งรู้สึกใจฝ่อ นางเตรียมคำพูดมาอธิบาย เตรียมใจโดนเขาเยาะเย้ยถากถางและปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
​แต่ทว่า... เมื่อนางเล่าเรื่องอย่างกล้าๆ กลัวๆ จบ ปฏิกิริยาของเซียวจวินหลินกลับผิดคาดไปคนละทาง
​“ได้สิ”
​เซียวจวินหลินไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง ตอบตกลงง่ายๆ หน้าตาเฉย
​ซูฉานจิ้งยืนอึ้ง ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
​เรื่องเหลวไหลพรรค์นี้ เขายอมตกลงง่ายๆ งี้เลยเหรอ?
​ความดีใจลึกๆ ผุดขึ้นในใจอย่างเงียบงัน
​หรือว่า... หรือว่าเซียวจวินหลินคนเดิมที่เคยตามใจนางทุกอย่าง เชื่อฟังนางทุกเรื่อง... กลับมาแล้ว?
​ขณะที่นางกำลังฟุ้งซ่าน เซียวจวินหลินวางพู่กันลง เงยหน้าขึ้นมองนางด้วยสายตาเรียบเฉย
​“แต่ว่า... มีเงื่อนไขข้อหนึ่ง”
​“เงื่อนไขอะไร?” หัวใจซูฉานจิ้งเต้นรัว
​“หัวหน้าคนใหม่ อย่างน้อยต้องรู้จักใช้คนให้เป็น และทำให้คนยอมรับได้” คำพูดของเซียวจวินหลินฟังดูสมเหตุสมผล ไร้ซึ่งกับดัก
​“เอาอย่างนี้แล้วกัน พอดีเย็นนี้ที่จวนจะมีการคัดเลือกองครักษ์
​ให้ลูกพี่ลูกน้องเจ้ามาแสดงฝีมือต่อหน้าทุกคนหน่อย ไม่ต้องเก่งกาจอะไรมากหรอก แค่ยกอุปกรณ์ฝึกซ้อมของทหารขึ้นได้ เดินโชว์ตัวสักหน่อย ตำแหน่งหัวหน้าก็เป็นของเขาแล้ว”
​แค่ยกของ? แค่เดินโชว์ตัว?
​ซูฉานจิ้งถอนหายใจโล่งอก เงื่อนไขบ้าบออะไรเนี่ย? ง่ายจะตาย!
​นางรีบพยักหน้าตกลง แล้ววิ่งออกไปบอกข่าวดีกับแม่ด้วยความดีใจ
​คนตระกูลซูและตระกูลหวังเดินออกจากจวนอ๋องด้วยความพึงพอใจ ระหว่างทาง หวังเป่าชี่ หลานชายซูฮูหยิน หน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
​“ท่านป้า ข้าจะได้เป็นหัวหน้าองครักษ์จวนอ๋องจริงๆ เหรอ? เงินเดือนเท่าไหร่เนี่ย!”
​“ดูทำหน้าเข้า ไอ้ลูกไม่รักดี!” ซูฮูหยินแค่นหัวเราะอย่างภูมิใจ
​“เงินเดือนมันเรื่องเล็ก อำนาจสิเรื่องใหญ่! ต่อไปการรับคนเข้าจวน การจ่ายเงินเดือนบ่าวไพร่ อยู่ในมือเจ้าหมด! ​จะหากินกับส่วนต่างยังไง เท่าไหร่ ก็แล้วแต่เจ้าจะบันดาล!”
​ครอบครัวคุยกันอย่างออกรส ราวกับเห็นกองเงินกองทองลอยมาอยู่ตรงหน้า
​พวกเขามั่นใจแล้วว่า เซียวจวินหลินก็ยังคงเป็นไอ้ขี้แพ้ที่แพ้ทางซูฉานจิ้งอยู่วันยังค่ำ ที่ทำเป็นเก่งก็แค่ฉลาดแกมโกงนิดหน่อย เนื้อแท้ก็แค่คนกระดูกอ่อน
​ไม่ถึงครึ่งวัน ข่าวเรื่องตระกูลซูกำลังจะเข้ามาคุมอำนาจความปลอดภัยในจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง ก็แพร่สะพัดไปทั่ววงสังคมชั้นสูงในเมืองหลวง
​ยามเย็น ลานฝึกยุทธ์จวนอ๋อง
​ผู้สมัครหลายร้อยคนมารวมตัวกัน แต่ละคนรูปร่างกำยำล่ำสัน กลิ่นอายดุดัน แค่ยืนเฉยๆ ก็แผ่รังสีนักรบออกมา
​คนเหล่านี้ ล้วนผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นจากพ่อบ้านจ้าว โดยใช้มาตรฐานเดียวกับทหารหน่วยรบพิเศษ
​ครอบครัวหวังเป่าชี่แต่งตัวเต็มยศด้วยชุดหรูหราที่สุด มาร่วมงานราวกับจะมาเดินพรมแดง ข้างหลังยังมีญาติๆ แห่ตามมาดูความสำเร็จอีกเป็นพรวน
​“ตายแล้วพี่สาว งานนี้ต้องขอบคุณพี่กับหลานฉานจิ้งจริงๆ! เจ้าเป่าเอ๋อร์บ้านเรา ต่อไปคงได้ดิบได้ดีเป็นขุนน้ำขุนนางกับเขาบ้างแล้ว!” แม่ของหวังเป่าชี่ประจบสอพลอซูฮูหยินไม่หยุดปาก
​“เรื่องเล็กน่า เรื่องเล็ก” ซูฮูหยินโบกมือ หน้าบานเป็นจานเชิง
​“ฉานจิ้งบ้านเราน่ะนะ จะจัดการเซียวจวินหลินน่ะ ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
​อย่าว่าแต่ตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์เลย ต่อไปพวกเธออยากให้เซียวจวินหลินช่วยอะไร ก็บอกมา ไม่มีอะไรที่ลูกสาวฉันจัดการไม่ได้!”
​ครอบครัวกำลังฝันหวาน เตรียมจะดูฉากหวังเป่าชี่รับตำแหน่งอย่างยิ่งใหญ่
​ทันใดนั้น เซียวจวินหลินเดินขึ้นสู่ลานประลอง ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าองครักษ์...