- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 32.จะทดสอบทั้งที ดันมาทดสอบเรื่องที่ข้าถนัดที่สุด?
บทที่ 32.จะทดสอบทั้งที ดันมาทดสอบเรื่องที่ข้าถนัดที่สุด?
​บทที่ 32.จะทดสอบทั้งที ดันมาทดสอบเรื่องที่ข้าถนัดที่สุด?
​บทที่ 32.จะทดสอบทั้งที ดันมาทดสอบเรื่องที่ข้าถนัดที่สุด?
​ท้องพระโรงวังหลวง
​ขุนนางทั้งน้อยใหญ่ต่างยืนสงบนิ่ง
​ฮ่องเต้เจียงเฉียนยวนนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร พระพักตร์นิ่งเฉยราวกับผิวน้ำ สายตาค่อยๆ กวาดมองเซียวจวินหลินที่ยืนก้มหน้าอยู่อย่างสงบ
​แผนการของว่านกุ้ยเฟยเมื่อคืน ถูกใจพระองค์ยิ่งนัก
​ในเมื่อทรงสัญญาว่าจะจัดพิธีแต่งตั้งอ๋องล่วงหน้าไปแล้ว ก็ยากจะคืนคำ แต่ในวันนี้ พระองค์สามารถยืมมือขุนนาง ผลักเซียวจวินหลินให้ร่วงจากตำแหน่งเจิ้นเป่ยอ๋องได้!
​“เซียวจวินหลิน”
​ฮ่องเต้ตรัสเสียงเรียบ แต่น่าเกรงขาม
​“พิธีแต่งตั้งอ๋องใกล้เข้ามาแล้ว ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า แดนเหนือขาดแคลนแร่เหล็ก การเติมอาวุธยุทโธปกรณ์ทำได้ยาก ข้าศึกม้าเร็วรบแบบกองโจร ไปไวมาไว เจ้าจะรับมืออย่างไร?”
​มาแล้ว!
​เซียวจวินหลินแค่นหัวเราะในใจ แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย ทำท่าทางตั้งใจฟัง
​สิ้นเสียงฮ่องเต้ เสนาบดีกลาโหมผู้รู้หน้าที่ก็ก้าวออกมาจากแถวทันที
​“ทูลฝ่าบาท!” เขาคารวะฮ่องเต้หนึ่งครั้ง ก่อนจะหันมาหาเซียวจวินหลินด้วยท่าทางเย่อหยิ่งแบบผู้ใหญ่สอนเด็ก
​“ท่านซื่อจื่ออาศัยอยู่ในเมืองหลวงมานาน เกรงว่าจะไม่ทราบความจริง ​แดนเหนือหนาวเหน็บรกร้าง ร้อยลี้ไร้ผู้คน เส้นทางลำเลียงเสบียงยาวเหยียด มักถูกทหารม้าข้าศึกซุ่มโจมตี ​ข้าศึกหนึ่งคนม้าสามตัว เคลื่อนที่รวดเร็วปานสายลม ทหารราบของเราวิ่งตามจนขาขวิดก็ไม่ทันกิน ​ครั้นจะปะทะกันซึ่งหน้า ชุดเกราะหนักของทหารเราก็สึกหรอเสียหายอย่างหนัก แต่แร่เหล็กกลับขาดแคลน การตีชุดเกราะใหม่ต้องใช้เวลาและแรงงานมหาศาล เกินกว่าที่ท้องพระคลังจะแบกรับไหว ​ฝ่ายเราอ่อนแอลง ฝ่ายเขากลับแข็งแกร่งขึ้น... มันเป็นทางตันจริงๆ พะยะค่ะ!”
​เสนาบดีกลาโหมบรรยายฉากทัศน์ความวิบัติของแดนเหนือได้อย่างออกรส ปิดตายทุกหนทางแก้ไขด้วยวิธีการรบแบบเดิมๆ
​เสียงสนับสนุนดังเซ็งแซ่ทั่วท้องพระโรง
​“ท่านเสนาบดีกล่าวถูกต้อง นี่คือทางตัน!”
​“ภัยจากทหารม้าข้าศึก กัดกินต้าเซี่ยมานับร้อยปี ไม่ใช่เรื่องที่คนคนเดียวจะแก้ได้”
​“ดูท่าท่านซื่อจื่อวันนี้คงได้แต่นั่งเป็นใบ้แล้วล่ะ”
​เหล่าขุนนางฝ่ายพลเรือนที่เป็นพวกเดียวกับองค์ชายสามและกั๋วกงซูเฉิง ต่างพากันส่ายหน้า รอสมน้ำหน้าเซียวจวินหลิน
​ส่วนกั๋วกงซูเฉิงลูบเครา ยิ้มเยาะอย่างเปิดเผย
​ทว่าในขณะที่ทุกคนคิดว่าเซียวจวินหลินจะจนตรอก ทำอะไรไม่ถูก เขากลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวาน
​“ฝ่าบาท ท่านเสนาบดี และขุนนางทุกท่าน ดูเหมือนพวกท่านกำลังหลงทางกันอยู่นะ”
​เสียงของเซียวจวินหลินมั่นใจและชัดเจน ดึงดูดความสนใจของทุกคนในทันที
​“การรับมือทหารม้า ทำไมต้องใช้เกราะหนักเสมอไป? เอาจุดอ่อนเราไปสู้จุดแข็งเขา คือข้อห้ามร้ายแรงของพิชัยสงคราม”
​เขากวาดสายตามองไปรอบๆ จนไปหยุดที่เหล่าแม่ทัพนายกองที่ทำหน้างุนงง
​“จะรับมือการพุ่งเข้าปะทะของทหารม้า ใช้แค่ยุทธวิธีทหารราบ ก็พอแล้ว!”
​สิ้นคำพูด ทั้งท้องพระโรงฮือฮา
​“เหลวไหล! ทหารราบจะไปสู้ทหารม้าได้ยังไง?”
​“ดีแต่พูดตามตำรา!”
​เสนาบดีกลาโหมแค่นหัวเราะ
​“ท่านซื่อจื่อ ท่านรู้หรือไม่ว่าพลังการทะลวงของทหารม้านั้นรุนแรงขนาดไหน? กองทัพนับหมื่นยังต้านไม่อยู่! ค่ายกลของทหารราบไปยืนขวางก็เหมือนตั๊กแตนขวางรถศึก! สติปัญญาของเจิ้นเป่ยอ๋อง ทำไมพอมาถึงรุ่นลูกถึงได้... หึ”
​เซียวจวินหลินไม่สนคำเยาะเย้ย พูดต่ออย่างใจเย็น
​“ข้ามีวิธีหนึ่ง เรียกว่า ‘ยิงสามจังหวะ’ ​แบ่งทหารหน้าไม้เป็นสามแถว แถวแรกยิงเสร็จ ให้ถอยไปหลังแถวที่สามเพื่อบรรจุกระสุนทันที แถวที่สองก้าวขึ้นมายิง ทำแบบนี้หมุนเวียนไปเรื่อยๆ จะสร้างกำแพงฝนธนูที่ต่อเนื่องไม่ขาดสาย สังหารข้าศึกระหว่างทางที่ควบม้าเข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด!”
​“นี่มัน...”
​เหล่าแม่ทัพนายกองได้ฟังก็ชะงัก ก่อนที่ดวงตาจะเบิกโพลงเป็นประกาย!
​จริงด้วย!
​ทำไมพวกเขาคิดไม่ได้นะ!
​สลับแถวยิง! นี่มันไอเดียอัจฉริยะชัดๆ! แบบนี้อำนาจการยิงจะต่อเนื่องไม่มีวันหยุด!
​ยังไม่ทันหายตกใจ เสียงของเซียวจวินหลินก็ดังขึ้นอีก
​“หลังผ่านฝนธนู แรงส่งของทหารม้าจะลดลง ​ตอนนี้ แค่วางค่ายกลหอกยาวสกัดม้าไว้ด้านหน้า ก็จะทำให้พวกที่หลุดรอดมาได้ ต้องจบชีวิตลงเพราะม้าล้มคนคว่ำ ตายกันระนาว!”
​ตูม!
​สมองของแม่ทัพทุกคนเหมือนโดนฟ้าผ่าเปรี้ยง!
​ยิงสามจังหวะ ผสานกับค่ายกลหอกยาว!
​ยุทธวิธีทหารราบที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ถูกเซียวจวินหลินพูดออกมาง่ายๆ เหมือนปอกกล้วย!
​นี่... นี่มันกลยุทธ์ระดับตำนานที่ควรค่าแก่การจารึกในตำราพิชัยสงคราม!
​“แล้วปัญหาเสบียงล่ะจะทำยังไง?” ฮ่องเต้หน้าเริ่มเสีย แต่ยังไม่เชื่อว่าเซียวจวินหลินจะตอบได้ทุกเรื่อง
​“เรื่องนี้ง่ายกว่าเดิม” เซียวจวินหลินยิ้มบางๆ
​“แดนเหนือฤดูหนาวโหดร้าย น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง เราก็แค่เลิกขนเสบียงฤดูร้อน เปลี่ยนมาขนในฤดูหนาวแทน ​เอาน้ำราดทำถนนน้ำแข็ง ใช้ล่อและม้าลากเลื่อน วันหนึ่งเดินทางได้ร้อยลี้ เร็วกว่ารถม้าหลายเท่าตัว พร้อมกันนั้น ให้สร้างคลังเสบียงถาวรตามเส้นทาง กักตุนเสบียงเป็นระยะๆ จัดกำลังป้องกันแน่นหนา ​แค่นี้ ปัญหาเสบียงขาดแคลนก็จะหมดไป”
​สร้างคลังเสบียงตามเส้นทาง!
​ขนส่งทางน้ำแข็งในฤดูหนาว!
​เป็นอีกหนึ่งแผนการที่แหวกแนวอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่ฟังดูสมเหตุสมผลจนต้องตบเข่าฉาด!
​สายตาที่เหล่าแม่ทัพมองเซียวจวินหลิน เปลี่ยนจากความสงสัย เป็นความตื่นตะลึง
​“แล้วการตีเมือง...” ฮ่องเต้กัดฟัน โยนคำถามสุดท้ายที่คิดว่ายากที่สุดออกมา
​ครั้งนี้เซียวจวินหลินไม่ตอบทันที เขาเดินไปหยิบพู่กันและหมึกของอาลักษณ์ ร่างแบบแปลนลงบนผ้าไหมขาวอย่างรวดเร็ว
​ครู่ต่อมา แบบร่างเครื่องจักรกลไกรูปร่างประหลาดก็ปรากฏแก่สายตาทุกคน
​“สิ่งนี้ เรียกว่าเครื่องยิงหิน” เซียวจวินหลินชี้ไปที่แบบร่าง แล้วอธิบายอย่างละเอียด
​“มันใช้หลักการคานดีดคานงัดและตุ้มถ่วงน้ำหนัก สามารถเหวี่ยงหินหนักร้อยชั่งไปได้ไกลกว่าสามร้อยก้าว ​ระยะยิงและอานุภาพ เหนือกว่ารถยิงหินในปัจจุบันหลายเท่า แถมสร้างง่าย ใช้แค่ไม้กับเชือก ถ้าผลิตจำนวนมาก กำแพงเมืองไหนๆ ก็จะพังทลายดุจดินโคลนเมื่อเจอทัพต้าเซี่ย!”
​เมื่อเซียวจวินหลินพูดจบ ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ
​คานดีดคานงัด? คืออะไร? เสนาบดีกรมโยธาที่ยืนเงียบมาตลอดถึงกับยืนงง รู้สึกเหมือนสมองกำลังจะระเบิดเพราะความรู้ใหม่!
​ส่วนเหล่าแม่ทัพต่างจ้องมองแบบร่างนั้นตาแทบถลน ลมหายใจถี่กระชั้น แววตาคลั่งไคล้ราวกับเห็นอาวุธวิเศษ!
​จากความสงสัย กลายเป็นตื่นตะลึง และตอนนี้คือความเลื่อมใสบูชา!
​ไอ้หนุ่มนี่มันปีศาจชัดๆ!
​กลยุทธ์การทหารระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินพวกนี้ เขาคิดออกมาได้ยังไง?
​แม่ทัพเฒ่าบางคนตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น แทบอยากจะคุกเข่าขอฝากตัวเป็นศิษย์เซียวจวินหลินเดี๋ยวนั้น!
​หน้าของเสนาบดีกลาโหมเปลี่ยนจากยิ้มเยาะเป็นเขียวคล้ำ
​กับดักที่เขาร่วมมือกับฮ่องเต้วางไว้อย่างดิบดี ถูกเซียวจวินหลินทำลายลงอย่างง่ายดาย? นอกจากจะไม่ทำให้มันขายหน้า ดันส่งเสริมให้มันกลายเป็นเทพเจ้าในใจเหล่าทหารไปซะงั้น!
​สีหน้าฮ่องเต้ยิ่งดูไม่ได้เข้าไปใหญ่
​เห็นสายตาคลั่งไคล้ของพวกแม่ทัพ กั๋วกงซูเฉิงรู้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่ดีแน่
​ขืนปล่อยให้เซียวจวินหลินพล่ามต่อ อำนาจทหารกองทัพเจิ้นเป่ยคงไม่มีใครกล้าแตะต้องอีกแล้ว!
​เตรียมฎีกามาแล้ว ยังไงก็ต้องยื่น!
​เขากัดฟัน ก้าวออกมาจากแถว ชูฎีกาในมือขึ้นสูง
​“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล! กองทัพเจิ้นเป่ยทำศึกติดต่อกันหลายปี สิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล จนกลายเป็นภาระหนักของท้องพระคลัง ​กระหม่อมขอเสนอให้ลดงบประมาณกองทัพเจิ้นเป่ยลงสามส่วน เพื่อนำเงินเข้าคลัง ช่วยเหลือราษฎร!”
​สิ้นคำพูด เขากลายเป็นศัตรูของแม่ทัพทุกคนทันที ​สายตาโกรธแค้นนับสิบคู่จ้องมองมาราวกับจะฉีกเนื้อเขาเป็นชิ้นๆ!
​แต่ซูเฉิงยังคงเชิดหน้า เขาเชื่อว่าคำพูดนี้โดนใจฮ่องเต้แน่นอน
​และก็เป็นไปตามคาด สีหน้าฮ่องเต้ดีขึ้นทันตา พระองค์มองซูเฉิงด้วยสายตาชื่นชม ถือโอกาสนี้กดหัวเซียวจวินหลินที่กำลังได้ใจ
​ทว่า เซียวจวินหลินกลับไม่มีท่าทีโกรธเคือง ตรงกันข้าม เขากลับยิ้มเหมือนรู้อยู่แล้ว
​เขาก้าวออกมา คารวะฮ่องเต้
​“ฝ่าบาท! ท่านพ่อตาช่างมองการณ์ไกล ข้าน้อยเลื่อมใสยิ่งนัก!”
​ขุนนางทั้งราชสำนักงงเป็นไก่ตาแตก นี่มันมุกไหน?
​พ่อตาแกจะตัดงบกองทัพแกนะโว้ย ยังจะไปเลื่อมใสเขาอีก?
​เซียวจวินหลินพูดต่อเสียงดังฟังชัด
​“ในเมื่อทหารขาดแคลนงบประมาณ ยิ่งจำเป็นต้องใช้คนเก่งที่มีสติปัญญามาทดแทน กระหม่อมขอเสนอให้ฝ่าบาท ส่งตัวท่านเสนาบดีกลาโหมผู้ตั้งคำถามอันล้ำลึกในวันนี้ และเหล่าขุนนางที่เห็นดีเห็นงามเมื่อครู่ ไปประจำการที่แดนเหนือให้หมด!”
​“ให้พวกเขานำทัพด้วยตัวเอง เพื่อนำแผนการอันยอดเยี่ยมเหล่านี้ไปใช้จริง! มีขุนนางผู้ปรีชาสามารถเช่นนี้ไปบัญชาการ รับรองว่าไม่ต้องเสียงบสักแดง ก็สร้างเกียรติยศให้ชาติบ้านเมืองได้แน่นอน!”
​ตูม!
​เสนาบดีกลาโหมและขุนนางที่เพิ่งสนับสนุนเมื่อครู่ หน้ามืดตาลาย วิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง!
​ไปแดนเหนือ?
​นำทัพด้วยตัวเอง?
​นั่นมันส่งไปตายชัดๆ!
​ฮ่องเต้เองก็โดนไม้ตาย ‘ถอนฟืนใต้ก้นหม้อ’ ของเซียวจวินหลินเล่นงานจนพูดไม่ออก
​ถ้าตกลง? ก็เท่ากับส่งลูกน้องคนสนิทไปตาย!
​ถ้าไม่ตกลง? ก็เท่ากับยอมรับต่อหน้าขุนนางทั้งแผ่นดินว่าตัวเองเล่นพรรคเล่นพวก จงใจกลั่นแกล้งขุนนางที่มีความชอบ!
​กลืนไม่เข้าคายไม่ออก!
​“กระหม่อม จะรอฟังข่าวดีจากฝ่าบาทนะพะยะค่ะ!”
​เซียวจวินหลินคารวะฮ่องเต้อีกครั้ง ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อ เดินจากไปอย่างสง่างาม ท่ามกลางสายตาเกรงขามของทุกคน