- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 28.ไม่นะ... นี่เจ้าทำเป็นจริงๆ เหรอ?
บทที่ 28.ไม่นะ... นี่เจ้าทำเป็นจริงๆ เหรอ?
​บทที่ 28.ไม่นะ... นี่เจ้าทำเป็นจริงๆ เหรอ?
​บทที่ 28.ไม่นะ... นี่เจ้าทำเป็นจริงๆ เหรอ?
​งานชุมนุมบทกวีเมืองหลวง คืองานสังสรรค์ประจำปีของเหล่าผู้มีรสนิยมศรีวิไล
​ผู้ที่ได้รับเชิญล้วนเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ คุณหนูตระกูลใหญ่ หรือไม่ก็บัณฑิตหนุ่มผู้มากความสามารถและสาวงามล่มเมือง
​ซูฉานจิ้งในฐานะบุตรีของกั๋วกง และพระชายาซื่อจื่อป้ายแดง ย่อมได้รับเทียบเชิญทองคำใบนี้
​ทว่าเมื่อเซียวจวินหลินเอ่ยปากว่าจะขอไปด้วย ใบหน้าสวยที่เย็นชาอยู่แล้วของนางก็ยิ่งเย็นเยียบเหมือนถูกน้ำแข็งเกาะ
​เมื่อคืนเพิ่งจะเจ็บใจเรื่องนังเสี่ยวเจามาหยกๆ ผู้ชายคนนี้ยังจะมาหาเรื่องอะไรอีก?
​“เจ้าจะไป?” ซูฉานจิ้งแค่นหัวเราะ
​“นี่มันงานชุมนุมบทกวีนะ เข้าใจคำว่าบทกวีไหม? เจ้ารู้เรื่องกาพย์กลอนรึไง? แยกแยะฉันทลักษณ์ออกไหม? นึกว่าตัวเองเป็นพี่เจียงจ้านที่ร่ายกวีได้คล่องปากหรือไงยะ?”
​แต่เซียวจวินหลินกลับยิ้มตอบ
​“รู้ไม่รู้ ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง... เอางี้ไหม เรามาพนันกัน? ​วัดกันว่าในงานนี้ ใครจะแต่งกลอนได้ดีกว่ากัน ตกลงไหม?”
​ซูฉานจิ้งเลิกคิ้วสูง
​“ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าต้องมอบเคล็ดวิชาส่วนที่เหลือของ ‘คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นไท่ชู’ มาให้ข้า” เซียวจวินหลินยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่ถ้าข้าแพ้ ข้าจะยอมให้เจ้ากลับมานอนห้องใหญ่”
​“ใครเขาอยากนอนกับเจ้ามิทราบ!” ซูฉานจิ้งสวนทันควัน แต่แก้มกลับร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่อยู่
​“ก็แล้วแต่” เซียวจวินหลินยักไหล่ไม่ยี่หระ หันหลังทำท่าจะเดินหนี
​“เดี๋ยว!” ซูฉานจิ้งกัดฟัน
​นางไม่อยากแพ้ โดยเฉพาะแพ้ให้กับผู้หญิงคนไหนในจวนนี้ ​เมื่อคืนนี้นางเพิ่งพ่ายแพ้ให้กับนังเด็กชื่อเสี่ยวเจาไปรอบหนึ่งแล้ว
​“พนันก็พนัน!” ซูฉานจิ้งส่งเสียงฮึดฮัด รับคำท้า
ขณะที่​ทั้งสองกำลังจะก้าวเท้าออกจากเรือน ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยความโกรธจัด
เป็น​เสิ่นจืออินนั่นเอง
​“จืออิน ลมอะไรหอบเจ้ามา?” ซูฉานจิ้งถามอย่างแปลกใจ
​เสิ่นจืออินหน้าแดงก่ำ นางตั้งใจจะมาฟ้องเพื่อนรัก แต่ทำไมเซียวจวินหลินถึงอยู่ด้วย?
​สายตาสามคู่ประสานกันเงียบๆ เซียวจวินหลินเดาจุดประสงค์ของเสิ่นจืออินออกทันที เขาแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาว
​“เฮ้อ... ผู้ชายเราเนี่ยนะ บางทีมันก็เลวบริสุทธิ์จริงๆ”
​ประโยคไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ ทำเอาเสิ่นจืออินกับซูฉานจิ้งงงเป็นไก่ตาแตก
​เซียวจวินหลินพูดต่อหน้าตาเฉย
​“ข้าได้ยินมาว่า มีเศรษฐีทางฝั่งตะวันตกของเมือง แอบเล่นชู้กับเพื่อนสนิทของเมียตัวเอง
​พอนานเข้าเรื่องแดงขึ้นมา เจ้าทายสิว่าเป็นยังไง?
​เศรษฐีคนนั้นลอยตัวสบายใจเฉิบ ส่วนนังเพื่อนสนิทคนนั้น... ถูกจับถ่วงน้ำ
​เจ้าว่าน่าสมเพชไหม?”
​ความฮึกเหิมของเสิ่นจืออินห่อเหี่ยวลงทันตา
​คำฟ้องร้องที่เตรียมมาเต็มท้อง จู่ๆ ก็จุกอยู่ที่คอหอย พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
​เห็นนางอึกอัก เซียวจวินหลินก็ปรายตามองมา ขยับเข้าไปใกล้ แล้วฉวยโอกาสวางมือลงบนสะโพกกลมกลึงของนาง บีบเบาๆ พลางกระซิบเสียงต่ำ
​“เจ้าคงไม่อยากให้ชื่อเสียงเรื่องความร้ายกาจ เป็นนางมารร้ายคอยตามตอแยสามีชาวบ้านแพร่งพรายออกไป จนชาตินี้ไม่มีใครกล้ามาสู่ขอหรอกนะ จริงไหม?”
​เจอไม้นี้เข้าไป ไฟโทสะของเสิ่นจืออินมอดลงไปเกินครึ่ง
​นางอาจจะไม่แคร์ซูฉานจิ้ง แต่ไม่แคร์ชื่อเสียงตัวเองไม่ได้
​“พวกเจ้าทำอะไรกัน?”
​ซูฉานจิ้งมองทั้งคู่ด้วยความระแวง สามีนางทำไมถึงดูสนิทสนมกับผู้หญิงทุกคนมากกว่าตัวนางเองนะ?
​“ไปกันเถอะ ไปงานชุมนุมกวีด้วยกัน”
​เซียวจวินหลินบีบก้นเสิ่นจืออินอีกที ตบแปะๆ แล้วเดินนำออกไป
​เสิ่นจืออินตัวแข็งทื่อ ทั้งอายทั้งโกรธ หน้าแดงก่ำราวกับแสงอาทิตย์ยามเย็น
​แต่คำพูดของเซียวจวินหลินแทงใจดำนางทุกดอก ทำให้นางไม่กล้าปริปากด่า ได้แต่กระทืบเท้าด้วยความเจ็บใจ แล้วเดินตามหลังทั้งคู่ไปอย่างไม่เต็มใจ
​งานชุมนุมบทกวีจัดขึ้นที่ริมทะเลสาบหลั่นเยว่ ทางทิศใต้ของเมือง เต็มไปด้วยศาลาพักผ่อนและเรือสำราญ บรรยากาศรื่นรมย์สมเป็นงานรวมพลคนมีศิลปะ
​ทันทีที่ซูฉานจิ้งปรากฏตัว ก็เรียกสายตาชื่นชมจากทุกคนในงาน
​สมกับฉายายอดพธูแห่งเมืองหลวง งดงามสมคำร่ำลือ
​เมื่อผู้คนเห็นเซียวจวินหลินที่เดินเคียงข้างนาง ก็รีบเข้ามาทักทายอย่างนอบน้อม
​“คารวะท่านซื่อจื่อ!”
​“ท่านซื่อจื่อให้เกียรติมาร่วมงาน นับเป็นเกียรติแก่งานชุมนุมของเราจริงๆ!”
​เซียวจวินหลินยิ้มรับคำเยินยอด้วยท่าทีอบอุ่น ดูสุภาพอ่อนโยนราวกับบัณฑิตผู้ทรงภูมิ
​หลังจากดื่มสุรากันได้สามจอก อารมณ์กวีก็เริ่มพรั่งพรู มีคนเสนอให้เล่น ‘คำสั่งดอกไม้’ (เกมต่อกลอน) ทุกคนต่างเห็นดีเห็นงาม
​พอวนมาถึงตาเซียวจวินหลิน จริงๆ แล้วทุกคนไม่ได้คาดหวังอะไร
​ใครๆ ก็รู้ว่าเซียวจวินหลินมาจากตระกูลขุนศึก เรื่องกาพย์กลอนคงไปไม่รอด
​บางคนเตรียมจะช่วยแก้ต่างให้ เพื่อข้ามตาเขาไป
​แต่ผิดคาด เซียวจวินหลินกลับเดินออกมาข้างหน้า กระแอมไอ แล้วพูดเสียงดังฟังชัด
​“ถึงตาข้าแล้วสินะ? ข้าขอคิดแป๊บ...”
​สายตาเขาเหลือบไปเห็นจานปลาตรงหน้า “คิดออกแล้ว! เนื้อปลามีก้างเยอะ ข้าเลยชอบกินแต่หัวปลา!”
​สิ้นเสียง ทั้งงานตกอยู่ในความเงียบสงัด
​รอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้าทุกคน
​นี่คือ... กลอน?
​ซูฉานจิ้งกัดฟันกรอด อยากจะมุดดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด
​จบกัน ไอ้โง่นี่! แต่งกลอนไม่เป็นจริงๆ ด้วย ขายขี้หน้าชะมัด!
​ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าอึดอัดจนถึงขีดสุด เซียวจวินหลินกวาดตามองรอบๆ “ทุกท่าน คิดเห็นอย่างไรกับบทกวีของข้า?”
​ทันใดนั้น บรรยากาศกดดันบางอย่างก็แผ่ออกมา
​คุณชายท่านหนึ่งตบต้นขาฉาดใหญ่ ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น “กลอนดี! กลอนเยี่ยม! ประโยคนี้ของท่านซื่อจื่อ ลึกซึ้งกินใจยิ่งนัก!”
​ทุกคนหันขวับไปมองเขาด้วยสายตาประมาณว่า ‘เจ้าล้อข้าเล่นป่ะเนี่ย’
​แต่คุณชายท่านนั้นไม่สน โยกหัวไปมาตีความอย่างออกรส
​“ทุกท่านดูสิ หัวปลาหันไปทางไหน? ทิศเหนือ ​นี่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมี ​ท่านซื่อจื่อชอบกินหัวปลา แฝงนัยว่าท่านมีปณิธานสูงส่ง จิตใจกว้างขวาง!”
​พอมีคนเปิด ทุกคนก็เหมือนเจอทางลง ต่างพากันเออออห่อหมก
​“ล้ำลึก! ล้ำลึกจริงๆ!”
​“พวกข้าช่างโง่เขลา ตีความหมายแฝงของท่านซื่อจื่อไม่ออก!”
​“เนื้อปลามีก้าง เปรียบดั่งแผ่นดินที่มีอุปสรรคขวากหนาม ท่านซื่อจื่อเลือกกินหัวปลา แสดงถึงความกล้าหาญที่จะแบ่งเบาภาระฮ่องเต้ เผชิญหน้ากับความยากลำบาก! จิตใจน่ายกย่อง สมเป็นแบบอย่างของพวกเรา!”
​ชั่วพริบตา เสียงสรรเสริญเยินยอก็ดังระงม
​ประโยคไร้สาระประโยคเดียว ถูกแถจนกลายเป็นอุดมการณ์กู้ชาติอันยิ่งใหญ่
​ซูฉานจิ้งมองคนพวกนี้ตาค้าง ​พวกเจ้า... มันจะเกินไปแล้วนะ ​ขืนเป็นแบบนี้ ข้าจะชนะพนันได้ยังไง?
​ฮูหยินท่านหนึ่งเดินยิ้มเข้ามาหาซูฉานจิ้ง เอ่ยชมเปาะ
​“พระชายาช่างมีวาสนา ท่านซื่อจื่อเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ แถมยังถ่อมตัว ​บทกวีเมื่อครู่ คงตั้งใจจะทดสอบความภักดีของพวกเราสินะเจ้าคะ? ​ฮิฮิ ซื่อจื่อแต่งกลอนเก่ง พระชายาก็วางแผนเก่ง เหมาะสมกันจริงๆ!”
​ซูฉานจิ้งเจ็บจี๊ดที่หน้าอก ​นางมองสีหน้าลำพองใจของเซียวจวินหลินแล้วของขึ้น
​เพื่อไม่ให้แพ้พนัน นางตัดสินใจเด็ดขาด ลุกขึ้นยืนกล่าวเสียงใส
​“ในเมื่อทุกท่านกำลังสนุก ถ้าอย่างนั้นขอเชิญสามีข้า แต่งกลอนสดอีกสักบท โดยใช้หัวข้อ ‘ทิวทัศน์แดนเหนือ’ ดีไหมเจ้าคะ?”
​นางจงใจจะทำให้เซียวจวินหลินขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล!
​ทิวทัศน์แดนเหนือ มีแต่น้ำแข็งพันลี้ หิมะหมื่นไมล์ คนสมองกลวงแบบเขาจะแต่งออกมาได้ยังไง?
​สิ้นคำท้า เหล่ากองเชียร์เมื่อครู่เงียบกริบลงทันที ​ทุกคนอึ้ง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้จะช่วยแถยังไงต่อ
​จะยกเมฆก็ต้องมีมูลบ้าง แดนเหนือมีแต่พายุทรายกับคนตาย จะให้สรรเสริญยังไงให้ดูดี?
​ซูฉานจิ้งเห็นปฏิกิริยาของทุกคน ก็สะใจลึกๆ
​แต่พอสายตาไปหยุดที่ใบหน้าเรียบเฉยของเซียวจวินหลิน ใจนางกลับกระตุกวูบ
​ถึงนางจะเป็นคนตั้งโจทย์ยากเอง แต่ในสถานการณ์ที่มีแต่สตรีสูงศักดิ์เต็มไปหมดแบบนี้ ถ้าเซียวจวินหลินหน้าแตก ก็เท่ากับนางหน้าแตกด้วยไม่ใช่หรือ?
​นางก้มลงกระซิบข้างหูเซียวจวินหลินอย่างหงุดหงิด
​“ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ยอมแพ้ข้าซะ เดี๋ยวข้าให้จืออินช่วยแต่งให้สักบท อย่าให้ขายหน้าไปมากกว่านี้เลย!”
​เสิ่นจืออินที่อยู่ข้างๆ ยืดอกอวบอิ่มขึ้นอย่างภูมิใจ พึมพำเบาๆ
​“จะให้ข้าช่วยก็ได้ แต่หลังจากนี้ เขาต้องขอโทษเรื่องที่ลวนลามข้าเมื่อกี้ด้วย”
​เซียวจวินหลินไม่รีบร้อน กวาดสายตามองไปรอบงาน สุดท้ายไปหยุดที่กลางทะเลสาบหลั่นเยว่
​เขาเอื้อนเอ่ยออกมาโดยไม่ต้องคิด
​“ลมเหนือพัดม้วนทรายเหลืองปลิวว่อน ควันไฟโดดเดี่ยวกลางทะเลทรายสะท้อนแสงตะวันรอน”
​วรรคแรกหลุดออกมา ทั้งงานเงียบกริบ
​ความรู้สึกเวิ้งว้างและยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติถาโถมเข้าใส่
​“ม้าเหล็กหอกทองย่ำลำน้ำแข็ง ขุนพลผมขาวคะนึงถึงบ้านเกิดเมืองนอน”
​เมื่อวรรคสุดท้ายจบลง ริมทะเลสาบหลั่นเยว่ตกอยู่ในความเงียบสงัดดั่งป่าช้า
​ทุกคนตกตะลึงพรึงเพริด
​ภาพกองทัพม้าเหล็ก ควันไฟเดียวดายกลางทะเลทราย ในบทกวีนั้น ช่างเปี่ยมด้วยอารมณ์และความงดงามทางภาษา จนกดข่มเหล่าบัณฑิตในงานจนหมดราศี
​นึกว่าแค่โม้ แค่เล่นละครตบตา ​ใครจะไปคิดว่า... พี่แกทำเป็นจริงๆ
​ท่ามกลางสายตาเหม่อลอยของฝูงชน เซียวจวินหลินค่อยๆ หันกลับมา มองสบตาซูฉานจิ้งที่กำลังตกตะลึงด้วยความรักใคร่ซาบซึ้ง
​“บทกวีนี้... ข้าแต่งให้ภรรยาข้า ซูฉานจิ้ง”
​หลังความเงียบงัน เสียงโห่ร้องชื่นชมก็ดังกระหึ่มราวกับคลื่นสึนามิ
​“สวรรค์! พรสวรรค์ระดับนี้ เทพกวีลงมาจุติชัดๆ!”
​“ท่านซื่อจื่อเก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋น พวกเราตาถั่วจริงๆ เมื่อก่อน!”
​“แต่งให้พระชายา... โรแมนติก... โรแมนติกเกินไปแล้ว!”
​ซูฉานจิ้งยืนบื้อจ้องมองชายตรงหน้า มองดูประกายเจิดจรัสในดวงตาเขา หัวใจนางเต้นแรงผิดจังหวะ ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่อาจอธิบายได้ ถาโถมเข้าใส่หัวใจนางทันที...