เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

​บทที่ 26.ราชโองการอนุญาตรับสมัครทหาร

​บทที่ 26.ราชโองการอนุญาตรับสมัครทหาร

​บทที่ 26.ราชโองการอนุญาตรับสมัครทหาร


​บทที่ 26.ราชโองการอนุญาตรับสมัครทหาร

​มือของเจียงจ้านที่กำมีดสั้นสั่นระริก รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเซียวจวินหลินปั่นหัวเล่นอย่างไร้ทางสู้

​ไอ้สารเลวนี่ ไม่เห็นเขาเป็นคนด้วยซ้ำ

​ว่านกุ้ยเฟยทนดูลูกชายถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีต่อไปไม่ไหว จึงตวาดลั่นโดยไม่สนกิริยา

​“เซียวจวินหลิน! พอได้แล้ว!”

​เซียวจวินหลินค่อยละสายตาจากเจียงจ้าน หันกลับมาหาว่านกุ้ยเฟย

​“พระสนมยอมตกลงแล้วสินะ? สามล้านตำลึง ขาดแม้แต่อีแปะเดียวก็ไม่ได้”

​“สามล้านตำลึง? ทำไมเจ้าไม่ไปปล้นเอาเสียเลยล่ะ!” หน้าอกอวบอิ่มของว่านกุ้ยเฟยกระเพื่อมแรงด้วยความโกรธ

​เงินตั้งมากมายขนาดนั้น นางจะไปหามาจากไหนได้ในพริบตาเดียว

​“ข้าให้ได้มากสุดแค่หนึ่งล้านตำลึง! ที่เหลือ เจ้าต้องให้เวลาข้า!” ว่านกุ้ยเฟยกัดฟันต่อรอง

​นางรู้ดีว่าฮ่องเต้อาจโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้ ต้องรีบจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

​“หนึ่งล้าน?” เซียวจวินหลินยิ้มเย็น มือใหญ่กดเอวคอดของว่านกุ้ยเฟยแน่นขึ้น

​“พระสนม ดูเหมือนท่านยังไม่เข้าใจสถานการณ์นะ ตอนนี้ ข้าเป็นคนมอบโอกาสให้พวกท่านต่างหาก”

​เขาเอียงหูฟังเสียง

​“เหมือนข้าจะได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากที่ไกลๆ นะ น่าจะเป็นขบวนเสด็จของฝ่าบาท”

​หัวใจของว่านกุ้ยเฟยและเจียงจ้านกระตุกวูบ

​“เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะเริ่มนับ” เซียวจวินหลินไม่สนหน้าซีดๆ ของทั้งสอง พูดต่อไปเรื่อยๆ

​“ทุกหนึ่งลมหายใจ ราคาจะเพิ่มขึ้นหนึ่งล้านตำลึง ตอนนี้... สี่ล้านตำลึงแล้ว”

​“เจ้า...!” ว่านกุ้ยเฟยชี้นิ้วใส่หน้าเขา พูดไม่ออก

​“ห้าล้านตำลึง” เสียงของเซียวจวินหลินดังขึ้นอีก

​“หยุดนับเดี๋ยวนี้!” ว่านกุ้ยเฟยตะโกนลั่น

​นางรู้ดีว่าถ้าฮ่องเต้มาเห็นป้ายคำสั่งนี้ นางและเจียงจ้านจบเห่แน่

​นางล้วงปึกตั๋วเงินออกมาจากอกเสื้อด้วยมือที่สั่นเทา นี่คือเงินเก็บส่วนตัวที่นางสะสมมาหลายปี เตรียมไว้ใช้ปูทางให้เจียงจ้านชิงบัลลังก์รัชทายาท

​“นี่สองล้านตำลึง! ที่เหลือ... ข้าสาบานว่าจะรีบหามาคืนให้ทีหลัง!” เสียงของนางสั่นพร่า จ้องมองเซียวจวินหลินแทบจะกินเลือดกินเนื้อ

​ทันใดนั้น เสียงแหลมของขันทีก็ดังมาจากที่ไกลๆ

​“ฮ่องเต้เสด็จ!”

​ขบวนเสด็จปรากฏขึ้นที่สุดปลายทางเดินในวัง ตู๋กูอวิ๋นเฮ่อ อัครเสนาบดี เดินเคียงข้างมาด้วย

​เซียวจวินหลินมือไวปานวอก คว้าตั๋วเงินจากมือว่านกุ้ยเฟยมา ตรวจดูแวบเดียว แล้วยัดใส่ในอกเสื้อทันที

​ฮ่องเต้เจียงเฉียนยวนเดินจ้ำอ้าวมาถึง พอเห็นเซียวจวินหลินในสภาพเปื้อนเลือด และสองแม่ลูกว่านกุ้ยเฟยที่หน้าซีดเผือด ก็ขมวดคิ้วมุ่น

​“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

​เซียวจวินหลินทำเหมือนเพิ่งเห็นฮ่องเต้ รีบพุ่งเข้าไปคุกเข่า ทำหน้าตาตื่นตระหนกปนน้อยใจ

​“ฝ่าบาท! ขอทรงให้ความเป็นธรรมแก่กระหม่อมด้วย! กระหม่อมมีเรื่องคอขาดบาดตายต้องกราบทูล!”

​หัวใจว่านกุ้ยเฟยหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ในใจก่นด่าไม่หยุด

​ไอ้สารเลว! พูดไม่เป็นคำพูด! รับเงินไปแล้วยังจะฟ้องอีก!?

​เจียงเฉียนยวนขมวดคิ้ว ถามเสียงเข้ม “เรื่องอันใด?”

​“ฝ่าบาท!” เซียวจวินหลินกราบทูล

​“กระหม่อมขอวิงวอนให้ฝ่าบาท เลื่อนพิธีแต่งตั้งอ๋องให้เร็วขึ้นพะยะค่ะ ​เหตุการณ์วันนี้ ทำให้กระหม่อมตระหนักถึงความยากลำบากของทหารแดนเหนือ ใจกระหม่อมห่วงใยชายแดน แทบจะอดใจรอไม่ไหว อยากจะรีบไปสร้างผลงานเพื่อแผ่นดินในสนามรบเดี๋ยวนี้เลย!”

​สิ้นคำกราบทูล ทุกคนในที่นั้นอึ้งไปตามๆ กัน

​ว่านกุ้ยเฟย เจียงจ้าน แม้แต่อัครเสนาบดีตู๋กูอวิ๋นเฮ่อที่ตามมาด้วย ต่างก็ทำหน้าแปลกใจ

​ไม่มีใครคาดคิดว่าเซียวจวินหลินเล่นใหญ่ขนาดนี้ เพียงเพื่อเรื่องแค่นี้?

​เจียงเฉียนยวนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสดงสีหน้าไม่พอใจ “วันเวลาพิธีแต่งตั้งกำหนดไว้แล้ว จะให้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เยี่ยงไร?”

​พระองค์กำลังจะปฏิเสธให้เซียวจวินหลินตัดใจ ​แต่เซียวจวินหลินส่งสายตาเป็นนัยให้ว่านกุ้ยเฟยแวบหนึ่ง

​ว่านกุ้ยเฟยใจหายวาบ เข้าใจความหมายทันที

​มันขู่นาง!

​นางรีบฝืนยิ้ม สนับสนุนทันที

​“ฝ่าบาท ความจงรักภักดีของจวินหลินซื่อจื่อ ช่างน่าประทับใจนักเพคะ ​ในเมื่อเขาอยากรีบรับใช้ชาติ เลื่อนเข้ามาสักครึ่งเดือนก็ไม่เห็นเป็นไร ถือเป็นการแสดงพระเมตตาของราชสำนักด้วยนะเพคะ”

​คิ้วของเจียงเฉียนยวนขมวดแน่นกว่าเดิม นึกไม่ถึงว่าว่านกุ้ยเฟยจะออกหน้าช่วยพูดให้เซียวจวินหลิน

​ยังไม่ทันได้ตอบโต้ เจียงจ้านก็จำใจกัดฟันพูดเสริม

​“เสด็จพ่อ เสด็จแม่พูดถูกพะยะค่ะ ​เจิ้นเป่ยอ๋องเพิ่งพลีชีพเพื่อชาติ การที่ซื่อจื่อมีจิตสำนึกเช่นนี้ นับเป็นวาสนาของต้าเซี่ยพะยะค่ะ”

​โดนรุมกล่อมซ้ายขวา เจียงเฉียนยวนเริ่มหาทางลงลำบาก

​พระองค์หันไปมองอัครเสนาบดีตู๋กูอวิ๋นเฮ่อ หวังให้ขุนนางเก่าแก่ผู้นี้ช่วยคัดค้าน

​ที่ไหนได้ ตู๋กูอวิ๋นเฮ่อลูบเครา โค้งคำนับกล่าวว่า

​“ฝ่าบาท กระหม่อมก็เห็นด้วยกับพระสนมและองค์ชายสามพะยะค่ะ ​ราชการแผ่นดินสำคัญที่สุด การเลื่อนพิธีแต่งตั้งอ๋องให้เร็วขึ้น นอกจากจะช่วยปลอบขวัญทหารแดนเหนือ ยังเปิดโอกาสให้ซื่อจื่อได้รับใช้ชาติเร็วขึ้น ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวพะยะค่ะ”

​ขนาดอัครเสนาบดียังพูดแบบนี้ เจียงเฉียนยวนก็หมดข้ออ้าง

​“ช่างเถอะ!”

​เจียงเฉียนยวนสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ให้เลื่อนพิธีแต่งตั้งอ๋องมาเป็นอีกครึ่งเดือนข้างหน้า!”

​“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”

​เซียวจวินหลินรีบฉวยโอกาสทูลต่อ

​“ฝ่าบาท กระหม่อมยังมีอีกเรื่องอยากจะขอพะยะค่ะ”

​“มีอะไรอีก?” น้ำเสียงเจียงเฉียนยวนเริ่มแข็งกร้าว

​“กระหม่อมตระหนักว่า การคุ้มกันจวนอ๋องนั้นหละหลวมเกินไป ​เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนร้ายปองร้ายกระหม่อมในช่วงครึ่งเดือนนี้ กระหม่อมขอพระราชทานอนุญาตให้รับสมัครทหารเข้าจวนเพิ่มเติม เพื่อความปลอดภัยพะยะค่ะ!”

​นี่มันได้คืบจะเอาศอกชัดๆ!

​เจียงเฉียนยวนเกือบจะหลุดด่าออกมา แต่สถานการณ์พามาถึงขั้นนี้ ต่อหน้าธารกำนัลมากมาย ขืนปฏิเสธ จะกลายเป็นฮ่องเต้ใจแคบ ไม่สนใจความเป็นตายของทายาทขุนนางผู้มีความชอบ

​“ข้ารู้แล้ว!” เจียงเฉียนยวนโดนบีบจนมุม ได้แต่กัดฟันพูด

​“เจ้าไปจัดการเอาเอง ข้าจะไม่เอาความ!”

​“ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพะยะค่ะ!” เซียวจวินหลินคำนับอีกครั้ง ลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัว แล้วเดินจากไปอย่างผ่าเผย

​คนอื่นๆ ก็รู้จังหวะ หาข้ออ้างขอตัวลากลับกันไป

​ชั่วพริบตา หน้าห้องทรงอักษรเหลือเพียงฮ่องเต้และสองแม่ลูกเจียงจ้านที่หน้าซีดเผือด

​“บอกมา! วันนี้ทำไมพวกเจ้าสองคนถึงช่วยไอ้เด็กนั่นพูด!”

​ความโกรธของเจียงเฉียนยวนระเบิดออกมาในที่สุด

​ว่านกุ้ยเฟยทรุดตัวลงคุกเข่า ร้องไห้สะอึกสะอื้น

​“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ! ที่หม่อมฉันทำไป ทั้งหมดก็เพื่อภาพรวมนะเพคะ!”

​“โบราณว่า สวรรค์จะทำลายใคร ย่อมทำให้มันบ้าคลั่งเสียก่อน ​ตอนนี้เซียวจวินหลินกำลังมีอำนาจ เราต้องแสร้งทำดีกับมัน ตามใจมัน ให้มันยิ่งลำพองใจจนขาดสติ ​แบบนี้ วันข้างหน้าถ้ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา จะได้สาวมาไม่ถึงพวกเราไงเพคะ!”

​คำแก้ตัวนี้ พอจะทำให้สีหน้าเจียงเฉียนยวนดีขึ้นบ้าง

​พระองค์นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องมองสภาพไม่ได้เรื่องของเจียงจ้าน แล้วก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีก

​……

​อีกด้านหนึ่ง เซียวจวินหลินกลับถึงจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง

​เขาเรียกพ่อบ้านจ้าวมั่นฝูมาพบที่ห้องหนังสือทันที

​“ลุงจ้าว ไป... รับสมัครทหารและซื้อม้า!”

​“รับสมัครทหารและซื้อม้า?” จ้าวมั่นฝูงง

​“ซื่อจื่อ นี่มันเมืองหลวงนะขอรับ การซ่องสุมกำลังพลโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษประหารนะขอรับ!”

​“วางใจเถอะ ฝ่าบาทอนุญาตด้วยพระองค์เอง” เซียวจวินหลินโบกมือ

​จ้าวมั่นฝูได้ยินว่าเป็นพระประสงค์ฮ่องเต้ ก็โล่งใจ แถมยังตื่นเต้นถามต่อ

​“ฝ่าบาทอนุญาตให้เรารับหรือขอรับ? แล้วให้รับกี่คน? สิบคนหรือยี่สิบคน?”

​ในความคิดเขา ฮ่องเต้ยอมให้รับองครักษ์เพิ่มสักสิบกว่าคน ก็ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นแล้ว

​“ยี่สิบ...” เซียวจวินหลินยิ้ม ชูสองนิ้วแกว่งไปมาตรงหน้าจ้าวมั่นฝู “ก็พอได้ ยี่สิบหมื่นคน”

​“ยะ... ยี่สิบหมื่น?!” จ้าวมั่นฝูตาแทบถลน นึกว่าหูฝาด

​“ก็ใช่น่ะสิ” เซียวจวินหลินทำหน้าตาปกติ

​“ข้าไม่ได้บอกฮ่องเต้สักหน่อยว่าจะเอากี่คน พระองค์บอกเองว่าให้ข้าไปจัดการเอาเอง มีเรื่องอะไรพระองค์ไม่เอาความ

​ลุงไปรับสมัครมาให้เต็มที่ ยิ่งเยอะยิ่งดี... สองแสนคน น่าจะพอให้ข้าตีฝ่าวงล้อมออกจากเมืองหลวงได้”

​จ้าวมั่นฝูฟังแล้วใจเต้นระรัว แต่พอเห็นท่าทีมั่นใจของเจ้านาย เลือดลมก็สูบฉีดพลุ่งพล่าน

​เอาวะ! ลุยเป็นลุย!

​“บ่าวจะรีบไปดำเนินการเดี๋ยวนี้ขอรับ!”

​จ้าวมั่นฝูรับคำสั่งแล้วรีบออกไป ฝีเท้าเบาหวิวด้วยความคึกคัก

​……

​ในขณะเดียวกัน ตำหนักว่านกุ้ยเฟย

​แจกันราคาแพงถูกกวาดลงมาแตกกระจายเกลื่อนพื้น ​ว่านกุ้ยเฟยกำลังอาละวาดหนัก

​ลอบสังหารไม่สำเร็จ แถมยังโดนไถเงินไปสองล้านตำลึง มิหนำซ้ำลูกรักอย่างเจียงจ้าน ยังโดนฝ่าบาทสั่งกักบริเวณเมื่อครู่นี้อีก

​ความแค้นนี้ นางกลืนไม่ลงคอเด็ดขาด!

​“เซียวจวินหลิน!”

​ดวงตาว่านกุ้ยเฟยเต็มไปด้วยความเคียดแค้น นางสูดหายใจลึกๆ หลายครั้งเพื่อระงับอารมณ์

​ในที่สุด นางก็ล้วงเข้าไปในช่องลับใต้เตียง หยิบป้ายคำสั่งสีดำสนิทออกมา สีหน้าอำมหิต

​“ข้าจะทำให้เจ้า ตายแบบไม่มีที่กลบฝัง!”

จบบทที่ ​บทที่ 26.ราชโองการอนุญาตรับสมัครทหาร

คัดลอกลิงก์แล้ว