- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 23.แผนมีดสั้นเผยตัว? ถอยเพื่อรุก
บทที่ 23.แผนมีดสั้นเผยตัว? ถอยเพื่อรุก
บทที่ 23.แผนมีดสั้นเผยตัว? ถอยเพื่อรุก
บทที่ 23.แผนมีดสั้นเผยตัว? ถอยเพื่อรุก
​บรรยากาศภายในสุสานหลวงที่ชานเมืองหลวงเคร่งขรึมวังเวง
​พิธีฝังศพเจิ้นเป่ยอ๋องมีฮ่องเต้เจียงเฉียนยวนแห่งต้าเซี่ยเป็นประธาน ขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และบุ๋นพร้อมหน้า สวมชุดไว้ทุกข์สีขาวทอดยาวเป็นทิวแถวหลายลี้
​เซียวจวินหลินสวมชุดกระสอบไว้ทุกข์ ประคองโลงศพบิดาด้วยมือตนเอง ใบหน้าฉายแววโศกสลด ก้าวเดินทีละก้าวสู่สุสานที่เตรียมไว้
​พิธีกรรมอันซับซ้อนดำเนินไปตามขั้นตอน เหล่าขุนนางต่างมีสีหน้าหลากหลาย บางคนไว้อาลัยด้วยใจจริง บางคนกลับกำลังคำนวณการเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจหลังสิ้นเจิ้นเป่ยอ๋อง
​ทว่าในขณะที่พิธีดำเนินมาถึงครึ่งทาง จวนเจียนจะถึงขั้นตอนปิดดินฝังกลบ เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
​“ข่าวด่วนที่สุด! แจ้งเหตุร้ายจากแดนเหนือ!”
​ขันทีคนหนึ่งวิ่งกระเซอะกระเซิงเข้ามา เสียงแหลมสูงกรีดร้องทำลายความเงียบสงัดของสุสานหลวง
​เขาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฮ่องเต้ หายใจหอบแฮก ร้องไห้ฟูมฟาย
​“ฝ่าบาท! แย่แล้วพะยะค่ะ! พวกชนเผ่าป่าเถื่อนทางเหนือฉวยโอกาสที่ท่านอ๋องเพิ่งสิ้น ระดมพลสามแสนบุกประชิดชายแดน!
​ด่านชายแดนคับขัน! แม่ทัพผู้รักษาด่านจะต้านไม่ไหวแล้วพะยะค่ะ!”
​สิ้นคำรายงาน ผู้คนในงานแตกฮือทันที
​เหล่าขุนนางซุบซิบวิจารณ์ สายตาที่มองเซียวจวินหลินมีทั้งเวทนาและสมน้ำหน้าปนเปกันไป
​สีหน้าฮ่องเต้เจียงเฉียนยวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาหาเซียวจวินหลินด้วยน้ำเสียงห่วงใย
​“จวินหลินเอ๋ย ภัยบ้านเมืองรุมเร้า ข้าเองก็ร้อนใจดั่งไฟสุม ​แต่เจ้ากำลังไว้ทุกข์ให้บิดา ความโศกเศร้ายังเต็มอก ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องมาพะว้าพะวังเรื่องราชการ”
​“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อให้เจ้าไม่ต้องกังวลใจ เจ้าจงมอบตราพยัคฆ์กองทัพเจิ้นเป่ยมาให้ข้าดูแลชั่วคราว ​แล้วข้าจะคัดเลือกแม่ทัพผู้เก่งกาจ นำทัพไปช่วยแดนเหนือทันที รับรองว่าแผ่นดินต้าเซี่ยจะปลอดภัย ​ส่วนเจ้า ก็จงวางใจอยู่ที่นี่ ส่งพ่อเจ้าสู่สุคติเถิด”
​แผนมีดสั้นเผยตัว!
​ขุนนางทุกคนในที่นั้น เข้าใจเจตนาของฮ่องเต้ทันที ที่ว่าแดนเหนือวิกฤต ที่ว่าเห็นอกเห็นใจขุนนาง ล้วนเป็นข้ออ้างทั้งเพ
​เป้าหมายที่แท้จริงของฮ่องเต้ คือฉวยโอกาสนี้ ใช้คุณธรรมข้ออ้างเรื่องความกตัญญูและภยันตรายของชาติ บีบบังคับให้เซียวจวินหลินคายอำนาจทหารออกมาต่างหาก
​หมากตานี้อำมหิตนัก แทบจะไร้หนทางแก้
​สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เซียวจวินหลิน รอดูว่าเขาจะรับมือกับคำสั่งอันตรายนี้อย่างไร
​ถ้าเขายอมมอบตราพยัคฆ์ อนาคตก็เท่ากับเป็นหุ่นเชิดให้คนอื่นชักใย แต่ถ้าไม่ยอม ก็เท่ากับขัดราชโองการ แบกรับชื่อเสียงอกตัญญูและไม่จงรักภักดี
​ท่ามกลางสายตาซับซ้อนของผู้คน ร่างของเซียวจวินหลินสั่นเทิ้มเล็กน้อย
​เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ
​เขาทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นหินหน้าโลงศพอย่างแรง จนเกิดเสียงทึบหนัก
​“เรื่องชาติบ้านเมืองสำคัญยิ่ง เรื่องส่วนตัวเป็นรอง!”
​น้ำเสียงของเซียวจวินหลินโศกสลดแต่ฮึกเหิม ก้องกังวานไปทั่วสุสานหลวง
​“ท่านพ่อข้าเจิ้นเป่ยอ๋อง ทำศึกบนหลังม้ามาทั้งชีวิต ภักดีต่อชาติจนลมหายใจสุดท้าย ​ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตท่าน คือการขับไล่พวกป่าเถื่อนทางเหนือให้สิ้นซาก ปกป้องต้าเซี่ยให้สงบสุขชั่วลูกชั่วหลาน!”
​“บัดนี้ ศพท่านพ่อยังไม่ทันเย็น พวกคนถ่อยกล้าฉวยโอกาสบุกรุก ​นี่ไม่ใช่แค่การท้าทายต้าเซี่ย แต่เป็นการหยามเกียรติดวงวิญญาณท่านพ่อข้าอย่างให้อภัยไม่ได้!”
​น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความแค้นและจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ไม่ยอมอยู่ร่วมโลกกับศัตรู
​“จวินหลินในฐานะลูกหลานตระกูลเซียว ในฐานะข้าราชบริพารต้าเซี่ย จะให้นั่งเฝ้าศพรักษาความกตัญญูแต่เพียงเปลือกนอก แล้วทนดูประตูเมืองถูกตีแตก ปณิธานพ่อถูกย่ำยีได้อย่างไร!”
​เขาโขกศีรษะให้โลงศพอีกครั้ง เสียงดังสนั่นดุจระฆัง
​“จวินหลินขอทูลเชิญฝ่าบาทโปรดมีราชโองการ! ให้จวินหลินนำทัพไปแดนเหนือเดี๋ยวนี้ ลูกขอสานต่อปณิธานพ่อ ล้างแค้นแทนบิดา แบ่งเบาภาระฮ่องเต้ ​ไม่ชนะพวกคนถ่อย ขอสาบานว่าจะไม่กลับเมืองหลวง!”
​คำประกาศอันเร่าร้อนและห้าวหาญนี้ ทำเอาทุกคนตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
​พวกเขาเคยคิดว่าเซียวจวินหลินอาจจะยอมจำนน หรืออาจจะขัดขืน แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะใช้แผน ‘ถอยเพื่อรุก’ แบบนี้
​นี่ไม่ใช่การขอไปไว้ทุกข์ แต่นี่คือการขอออกรบ ​สีหน้าของฮ่องเต้เจียงเฉียนยวนดำคล้ำลงทันที ​หมากตานี้ของเซียวจวินหลิน ทำให้พระองค์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
​ถ้าอนุญาต? ก็เท่ากับปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยให้เซียวจวินหลินพาตราพยัคฆ์กลับแดนเหนือ ถึงตอนนั้นท้องฟ้าสูงฮ่องเต้อยู่ไกล จะเรียกคืนอำนาจทหารก็ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา
​ถ้าไม่อนุญาต? พระองค์ก็จะกลายเป็นฮ่องเต้ที่เห็นแก่ตัว ไม่สนความปลอดภัยชายแดน จ้องแต่จะยึดอำนาจทหาร ชื่อเสียเรื่องความใจดำอำมหิตจะแพร่สะพัดไปทั่ว! พระองค์จะเสียทั้งใจทหารและใจราษฎร!
​“ฝ่าบาท! ได้โปรดมีราชโองการด้วยพะยะค่ะ!”
​เซียวจวินหลินทำราวกับมองไม่เห็นสีหน้าบิดเบี้ยวของฮ่องเต้ เอ่ยวิงวอนด้วยความจริงใจ
​ตานี้... ปิดตายทางถอยของฮ่องเต้จนหมดสิ้น
​ในขณะที่ฮ่องเต้กำลังนั่งบนหลังเสือลงไม่ได้ จะเดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยก็ไม่ได้ ม้าเร็วส่งข่าวอีกคนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา สีหน้าดูร้อนรนยิ่งกว่าขันทีคนเมื่อกี้เสียอีก
​“รายงาน! ฝ่าบาท! ชัยชนะจากแดนเหนือ!”
​ม้าเร็วคุกเข่าลง เสียงเต็มไปด้วยความปิติยินดี
​“ทหารชายแดนเหนือ พอทราบข่าวการสิ้นชีพของท่านอ๋อง ก็โกรธแค้นและรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ​เหล่าทหารหาญร่วมแรงร่วมใจบุกตะลุยฆ่าฟัน จนศัตรูที่บุกมาต้องแตกพ่ายกลับไปจนหมดสิ้น! วิกฤตการณ์คลี่คลายแล้วพะยะค่ะ!”
​“ข่าวชัยชนะ” ที่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ ทำให้ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าแปลกประหลาดพิลึก
​เมื่อกี้เพิ่งบอกว่าชายแดนวิกฤต จะต้านไม่ไหวอยู่แล้ว ผ่านไปแป๊บเดียวบอกศัตรูแตกพ่ายหมดแล้ว?
​ข่าวสงครามแดนเหนือนี่มันจะรวดเร็วทันใจเกินไปหน่อยไหม
​แต่ฮ่องเต้คว้าฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยให้รอดตายไว้ได้ทัน สีหน้ากระอักกระอ่วนหายวับไป พระองค์รีบประคองม้าเร็วให้ลุกขึ้น แล้วหัวเราะร่า
​“ดี! สวรรค์คุ้มครองต้าเซี่ย! วิญญาณเจิ้นเป่ยอ๋องศักดิ์สิทธิ์จริงๆ!”
​พระองค์หันกลับมา ประคองเซียวจวินหลินให้ลุกขึ้นด้วยสีหน้าเมตตาเอ็นดู ตบไหล่เขาอย่างหนักแน่น
​“จวินหลิน ความภักดีของเจ้า ข้าเห็นแล้ว ​ความกล้าหาญของทหารแดนเหนือ ข้าก็ประจักษ์แล้ว ​ข้าดีใจยิ่งนัก!”
​“ในเมื่อวิกฤตคลี่คลายแล้ว เจ้าก็ไม่ต้องลำบากเดินทางไกลให้เหนื่อยกาย ​จงพักผ่อนอยู่ที่เมืองหลวงอย่างวางใจ อยู่เฝ้าศพบิดาจนครบกำหนดไว้ทุกข์ นั่นถึงจะเป็นหน้าที่ของลูกกตัญญูที่แท้จริง”
​เซียวจวินหลินเงยหน้าขึ้น ทำสีหน้าซาบซึ้งใจสุดขีด
​“ฝ่าบาททรงพระปรีชา จวินหลินขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณ!”
​ทว่ายามก้มหน้าลง แววตาของเขากลับลึกล้ำมืดมนยิ่งกว่าเดิม
​นี่คือละครตบตาฉากใหญ่
​ตั้งแต่ต้นจนจบ แดนเหนือไม่เคยเกิดเรื่อง วิกฤตที่ว่า ก็แค่ข้ออ้างบีบเอาตราพยัคฆ์
​ชัยชนะที่ว่า ก็แค่ทางลงที่ฮ่องเต้รีบหามาแก้เกี้ยว หลังจากโดนเขาย้อนศร
​เป้าหมายของฮ่องเต้ ไม่ใช่แค่อำนาจทหาร แต่คือการขังเขาไว้ในกรงขังที่ชื่อว่า ‘เมืองหลวง’ ให้เป็นเพียงซื่อจื่อไร้เขี้ยวเล็บตลอดไป