- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 19.เซียวจวินหลินผู้ใจกว้างดั่งมหาสมุทร
บทที่ 19.เซียวจวินหลินผู้ใจกว้างดั่งมหาสมุทร
​บทที่ 19.เซียวจวินหลินผู้ใจกว้างดั่งมหาสมุทร
​บทที่ 19.เซียวจวินหลินผู้ใจกว้างดั่งมหาสมุทร
​“ปัง!”
​เสียงทึบหนักดังขึ้น เสียงร้องขอชีวิตของเหล่าผู่เงียบกริบทันที ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงอย่างอ่อนปวกเปียก เส้นชีพจรหัวใจถูกกระแทกแตกสลายในพริบตา
​ฉากนี้ทำให้ซูฉานจิ้งตกใจจนตัวสั่น
​ทว่าผ่านไปเพียงครู่เดียว
​“ลุงจ้าว”
​จ้าวมั่นฝูรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาทันที “ซื่อจื่อ นี่คือ...”
​“หัวขโมย จัดการส่งคนไปเก็บกวาดลูกชายขี้พนันของมันด้วย จวนเจิ้นเป่ยอ๋องไม่เลี้ยงดูเชื้อสายของพวกสวะ อีกอย่าง... ลุงดูแลบ่าวไพร่ไม่ดี หักเงินเดือนหนึ่งพันตำลึง”
​จ้าวมั่นฝูอึ้งกิมกี่ “ซื่อจื่อ... บ่าว...”
​“ไสหัวไป!”
​“ขอรับ!”
​จ้าวมั่นฝูนั่งยองๆ กอดเข่า แล้วเริ่มกลิ้งตัวออกไปจริงๆ
​ซูฉานจิ้งยืนตะลึงมองเหตุการณ์ทั้งหมด ความหนาวเหน็บแล่นพล่านไปทั่วร่าง
​นางเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกว่า ที่แท้เซียวจวินหลินก็โหดเหี้ยมอำมหิตและเลือดเย็นได้ขนาดนี้
​นี่ใช่ผู้ชายคนเดียวกับที่เคยยอมนางทุกอย่าง แม้แต่จะพูดเสียงดังใส่ยังไม่กล้าคนนั้นหรือ?
​มองดูศพที่ยังอุ่นๆ บนพื้น ซูฉานจิ้งขมวดคิ้ว “เซียวจวินหลิน ลุงจ้าวภักดีต่อเจ้าขนาดนี้ ไม่ต้องหักเงินเขาหรอกมั้ง?”
​เซียวจวินหลินตอบเสียงเรียบ “เจ้าคิดว่าเขาจะยอมจ่ายรึไง? ตั๋วเงินที่เขาทำขาดคราวก่อนป่านนี้ยังไม่คืนเลย ถามทีไรก็ทำไขสือ อ้างว่าแก่แล้วขี้ลืมทุกที”
​เขาแค่พูดขู่ไปอย่างนั้น เพื่อให้บ่าวไพร่คนอื่นในตระกูลเซียวรู้ว่า ขนาดพ่อบ้านใหญ่ทำผิดยังโดนลงโทษ คนอื่นจะได้รู้จักระวังมือระวังเท้ากันบ้าง
​แต่ซูฉานจิ้งในตอนนี้คงไม่เข้าใจศาสตร์แห่งการปกครองคนหรอก
​เซียวจวินหลินมองนางด้วยสายตาสงบนิ่ง “เดี๋ยวเจ้ามีธุระอะไรต่อไหม?”
​“มะ... ไม่มี...” ซูฉานจิ้งส่ายหน้าโดยอัตโนมัติ
​“ไม่มีก็ดี” มุมปากเซียวจวินหลินยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “ไปกับข้าที่หนึ่ง”
​“ปะ... ไปไหน?”
​“จวนองค์ชายสาม”
​หลังจากที่ทั้งสองจากไป ​ในมุมมืด อวิ๋นเจาในชุดสาวใช้ก็ผูกกระดาษข้อความที่เพิ่งเขียนเสร็จกับขาพิราบ แล้วปล่อยมันบินขึ้นฟ้าไป
​……
​หนึ่งจอกชาต่อมา จวนองค์ชายห้า
​เจียงฮั่นอ่านจดหมายลับในมือ
​ในจดหมายบรรยายละเอียดว่าวันนี้องค์ชายหกและองค์ชายเก้าเดินทางไปจวนเจิ้นเป่ยอ๋องด้วยตัวเอง แย่งกันดึงตัวเซียวจวินหลินมาเป็นพวก
​แต่เซียวจวินหลินกลับไม่ปฏิเสธใครสักคน แสดงท่าทีคลุมเครือ
​“ร้ายนักนะเซียวจวินหลิน!” เจียงฮั่นตบจดหมายลงบนโต๊ะ ร้องอ๋อทันที
​“นี่มันเห็นพวกเราพี่น้องเป็นลิงหลอกเจ้า กะจะโก่งราคาค่าตัวล่ะสิ!”
​“องค์ชาย”
​บ่าวรับใช้วิ่งเข้ามารายงาน “สายสืบรายงานว่า จวนองค์ชายหกส่งเครื่องแก้วหลากสีจากแดนตะวันตกไปหนึ่งคันรถ ส่วนจวนองค์ชายเก้าก็เตรียมสาวงามนักเต้นระบำสิบคน ทั้งหมดกำลังจะถูกส่งไปที่จวนเจิ้นเป่ยอ๋องแล้วขอรับ!”
​เจียงฮั่นขมวดคิ้ว เดินไปเดินมาอย่างร้อนรน
​ไอ้โง่สองตัวนั่น ติดกับดักจริงๆ รีบแจ้นไปเอาใจเซียวจวินหลินกันใหญ่?
​“ไม่ได้การ ข้าต้องส่งของกำนัลไปเพิ่มเพื่อแสดงความจริงใจ!”
​แต่จะส่งอะไรดี ที่จะเป็นสิ่งที่เซียวจวินหลินต้องการที่สุดในตอนนี้?
​ขณะที่เขากำลังกลุ้มใจ เสียงหวานนุ่มนวลของสตรีก็ดังมาจากหลังฉากกั้น
​“ฮั่นเอ๋อ มีเรื่องอันใดให้กังวลใจรึ?”
​หญิงวัยกลางคนในชุดเรียบง่ายเดินออกมาอย่างช้าๆ
​นางดูอายุราวสามสิบต้นๆ รูปโฉมงดงามสะดุดตา กลิ่นอายอ่อนโยนแฝงความรู้ ดุจดอกกล้วยไม้ในหุบเขา นางคือพระสนม ม่อหลิน มารดาผู้ให้กำเนิดองค์ชายห้านั่นเอง
​“เสด็จแม่”
​ม่อหลินหยิบจดหมายบนโต๊ะขึ้นมาอ่าน เมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ริมฝีปากก็คลี่ยิ้มบาง
​“เรื่องนี้ ไม่ต้องรีบร้อน ท่านซื่อจื่อผู้นี้ จะนั่งตำแหน่งเจิ้นเป่ยอ๋องได้มั่นคงหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องดูกันยาวๆ ​พวกเราแค่นิ่งดูสถานการณ์ไปก่อนก็พอ”
​……
​จวนองค์ชายสาม
​นับตั้งแต่เจียงจ้านทำเรื่องขายหน้าประชาชีที่หน้าประตูจูเชวี่ย ​ซ้ำยังถูกซูเฉิงด่าเปิงระหว่างทางไปหาซูฉานจิ้ง
​เขาก็เก็บตัวเงียบขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยอมพบหน้าใคร ​แต่พอได้ยินบ่าวรายงานว่าซูฉานจิ้งมาหา
​ความหม่นหมองในดวงตาของเขาก็หายวับไปทันที กลับมากระปรี้กระเปร่า ตื่นเต้นรีบวิ่งออกไปต้อนรับ
​ทว่าเมื่อเห็นเงาร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ข้างหลังซูฉานจิ้ง รอยยิ้มบนหน้าเขาก็แข็งค้าง
​“เซียวจวินหลิน? เจ้ามาทำไม!”
​“ท่านซื่อจื่อ!”
​พระชายาเอก ตู๋กูชิวเสีย กลับเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหา ย่อกายคารวะเซียวจวินหลินด้วยรอยยิ้มที่เหมาะสม
​“ขอบพระคุณท่านซื่อจื่อที่เป็นห่วง ถึงกับเดินทางมาเยี่ยมอาการองค์ชายด้วยตนเอง”
​พูดจบก็นางก็ถอยกลับมายืนข้างเจียงจ้าน กระซิบเสียงเบา “ซื่อจื่ออุตส่าห์มาเยี่ยมไข้ ท่านพี่อย่าได้เสียมารยาท รักษาหน้าตาเชื้อพระวงศ์ด้วยเพคะ”
​ตอนนี้คนทั้งเมืองต่างลือกันว่าองค์ชายสามถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง ถึงได้เสียจริตกลางเมือง ใครๆ ก็คิดว่าเจียงจ้านป่วยหนัก
​ถ้าคนอื่นมาเยี่ยม เจียงจ้านก็คงเชื่อ
​แต่พอเป็นเซียวจวินหลิน...
​“เจ้าหวังดีขนาดนั้นเชียว?” เจียงจ้านถามเสียงแข็ง
​“องค์ชายสามพูดอะไรแบบนั้น” เซียวจวินหลินวางมาดผู้ใจกว้างดั่งมหาสมุทร ตบไหล่เจียงจ้านปุๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ
​“ท่านกับพระชายาซื่อจื่อเติบโตมาด้วยกัน ความผูกพันลึกซึ้ง ตอนนี้ท่านล้มป่วย ข้าในฐานะสามี ย่อมต้องพานางมาเยี่ยมเยียน เพื่อไม่ให้นางเป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ จริงไหม?”
​หน้าของซูฉานจิ้งซีดเผือดลงทันตา ​คำพูดนี้ฟังดูใจกว้าง แต่เนื้อในคือมีดที่กรีดลงกลางใจเจียงจ้านและนางชัดๆ
​“องค์ชายสาม พระองค์... พระวรกายแข็งแรงดีไหมเพคะ?”
​ซูฉานจิ้งจำต้องฝืนยิ้ม ถามไถ่ออกไปตามมารยาท
​เจียงจ้านได้ยินเสียงห่วงใยจากยอดดวงใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจและความซาบซึ้งก็ตีตื้นขึ้นมาในอก ความขุ่นเคืองทั้งหมดมลายหายไป กลับกลายเป็นความเข้มแข็งขึ้นมาทันที
​“จิ้งเอ๋อ ข้าไม่เป็นไร แค่เจ้ามาหา ข้าก็หายดีเป็นปลิดทิ้งแล้ว”
​ตู๋กูชิวเสียมองดูทั้งสองคนส่งสายตาหวานซึ้งใส่กันอย่างไม่เกรงใจใคร สีหน้าเริ่มปั้นยากขึ้นทุกที
​ทันใดนั้น นางรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมา ​พอเงยหน้าขึ้น ก็สบเข้ากับดวงตาที่ยิ้มเหมือนไม่ยิ้มของเซียวจวินหลิน
​ตู๋กูชิวเสียเข้าใจทันที ทั้งหมดนี้... คือสิ่งที่เซียวจวินหลินจงใจให้นางเห็น
​แม้เรื่องรักสามเส้าระหว่างเจียงจ้านกับซูฉานจิ้งจะเป็นที่รู้กันในหมู่ขุนนาง
​ถึงขนาดลือกันว่าเจียงจ้านเกือบจะขัดราชโองการสมรสพระราชทานเพื่อซูฉานจิ้ง
​แต่หลังจากซูฉานจิ้งแต่งงานกับเซียวจวินหลิน และเจียงจ้านแต่งนางเข้าจวน ข่าวลือก็ซาลงไป
​แต่ตอนนี้ ในสายตาตู๋กูชิวเสีย... เรื่องนี้ มันไม่จบง่ายๆ แน่
​“เอาล่ะ ในเมื่อเยี่ยมไข้เสร็จแล้ว พวกเราก็ควรกลับกันได้แล้ว”
​เซียวจวินหลินบรรลุเป้าหมาย คว้ามือซูฉานจิ้งเตรียมจะกลับ
​ก่อนจากกัน เจียงจ้านยังตะโกนไล่หลังด้วยความซาบซึ้งใจ
​“เซียวจวินหลิน เมื่อก่อนข้ามองเจ้าผิดไป ไม่นึกว่าเจ้าจะเป็นคนใจกว้างขนาดนี้! ขอบใจนะ!”
​“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”
​เซียวจวินหลินยิ้มรับ ​ทันทีที่ทั้งคู่ก้าวพ้นประตูจวนองค์ชายสาม ​ซูฉานจิ้งก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
​นางกระชากคอเสื้อเขา “บอกมา! เจ้ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่!”
​“จุดประสงค์?” เซียวจวินหลินทำหน้าใสซื่อ “ข้าจะเป็นคนใจกว้าง อยากช่วยสานฝันให้เจ้ากับเจียงจ้านไม่ได้หรือไง?”
​ดวงตางามของซูฉานจิ้งฉายแววเย็นชา “เจ้าเห็นข้าโง่เหมือนเจียงจ้านรึไง!”