เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

​บทที่ 17.เศรษฐีตกอับในป่าลึกยังสู้มีญาติรวยในเมืองไกลไม่ได้

​บทที่ 17.เศรษฐีตกอับในป่าลึกยังสู้มีญาติรวยในเมืองไกลไม่ได้

​บทที่ 17.เศรษฐีตกอับในป่าลึกยังสู้มีญาติรวยในเมืองไกลไม่ได้


​บทที่ 17.เศรษฐีตกอับในป่าลึกยังสู้มีญาติรวยในเมืองไกลไม่ได้

​เช้าวันรุ่งขึ้น

​เมื่อเซียวจวินหลินตื่นขึ้น แสงตะวันก็สาดส่องเข้ามาจนสว่างจ้าไปทั่วทั้งห้อง

​กลิ่นหอมแรกที่เขาได้สัมผัส คือกลิ่นหอมอ่อนๆ อันสดชื่นและคุ้นเคย ราวกับว่ามันยังคงอ้อยอิ่งอยู่รอบกาย

​เมื่อเขาหันหน้าไปด้านข้างเล็กน้อย ก็พบใบหน้าสวยหมดจดเย็นชาของซูฉานจิ้งอยู่ใกล้เพียงคืบ นางนอนหลับอย่างสงบอยู่ข้างกายเขา ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งและคำพูดเหน็บแนมที่มักจะพบเห็นในยามตื่น

​เมื่อคืนกลางดึก ซูฉานจิ้งบุกมาหาเขาเพื่อคิดบัญชี หาว่าเขารังแกนางด้วยการใช้งานเยี่ยงทาส และยังหาผู้หญิงอื่นมาเยาะเย้ยนาง

​แต่หลังจากระบายอารมณ์เสร็จ จู่ๆ นางก็เปลี่ยนท่าที อาสาช่วยเขาฝึกวิชา ฝึกไปฝึกมา... สุดท้ายก็มาจบลงบนเตียง

​ซูฉานจิ้งค่อยๆ ลืมตาตื่น ​สายตาที่ประสานกัน บรรยากาศแข็งค้างไปชั่วขณะ

​ซูฉานจิ้งรีบลุกขึ้นนั่ง เว้นระยะห่างทันที สีหน้ากลับมาเย็นชาดุจน้ำแข็ง แต่ใบหูกลับแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่

​นางกระแอมไอ เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

​“เซียวจวินหลิน ข้าขอเตือนเจ้า การฝึกยุทธ์ของเจ้ามันพิเศษนัก ต่อไปนี้ห้ามไปให้ใครสอนมั่วซั่ว แล้วก็ห้ามฝึกเองสุ่มสี่สุ่มห้าด้วย ​เกิดวันไหนฝึกผิด ธาตุไฟเข้าแทรกตายขึ้นมา คนอื่นจะหาว่าดวงข้ากินผัว!”

​เซียวจวินหลินสัมผัสได้ถึงลมปราณที่หนาแน่นขึ้นกว่าเดิมมากในร่างกาย ก็รู้สึกดีใจลึกๆ

​เมื่อคืนด้วยความช่วยเหลือของนาง เขาฝึก ‘คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นไท่ชู’ ของตระกูลซูสำเร็จถึงขั้นที่สามรวดเดียว

​ถึงแม้จะโดนสาวงามอันดับหนึ่งแห่งต้าเซี่ย ‘ใช้บริการฟรี’ ไปหนึ่งยก ​แต่เซียวจวินหลินก็ถือว่าขาดทุนแค่นิดหน่อย

​เขาบิดขี้เกียจอย่างสบายใจ “กลัวข้าตายแล้วเจ้าต้องเป็นม่าย เลยมาสอนข้าฝึกวิชา อันนี้ข้าเข้าใจได้ แต่ไอ้เรื่องที่มานอนกับข้าทั้งคืนนี่... มันหมายความว่ายังไง?”

​“ใคร... ใครนอนกับเจ้า!”

​แก้มของซูฉานจิ้งแดงก่ำทันที

​“ข้าเห็นเจ้าเฝ้าศพมาทั้งวัน กลัวเจ้าจะเสียใจเกินเหตุ ถึงได้... ถึงได้อยู่ปลอบใจเจ้าต่างหาก! อย่าได้คิดเข้าข้างตัวเอง!”

​พูดจบ นางก็ไม่กล้าสบตาเขาอีก รีบเปิดผ้าห่มเตรียมจะลงจากเตียง แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงเสริมว่า

​“อีกอย่าง ยัยคนที่ชื่ออวิ๋นเจานั่น เดี๋ยวข้าจะส่งนางกลับมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”

​“ขอบใจ”

​เซียวจวินหลินตอบกลับสั้นๆ

​ซูฉานจิ้งชะงักกึก หันขวับกลับมาจ้องเขาตาเขียวปั้ด ไฟริษยาลุกโชนในดวงตา

​“เซียวจวินหลิน! เจ้านี่มันไม่เลือกกินเลยนะ! ใครให้อะไรมาก็เอาหมดเลยรึ!?”

​เซียวจวินหลินยักไหล่ ทำท่าไม่ยี่หระ

​“งั้นไม่เอาก็ได้ ให้นางอยู่กับเจ้านั่นแหละ พอดีเลย ข้าเห็นเสื้อผ้าในลานบ้านเจ้ายังกองเป็นภูเขา ให้นางช่วยซักน่าจะดี”

​“เจ้า!”

​ซูฉานจิ้งโกรธจนหน้าอกกระเพื่อมไหวรุนแรงกับท่าทีทองไม่รู้ร้อนของเขา ​แต่วินาทีถัดมา ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว

​บ่าวไพร่บอกว่าอวิ๋นเจาเป็นของขวัญจากองค์ชายห้า ​แต่ดูจากปฏิกิริยาของเซียวจวินหลิน...

​เข้าใจแล้ว!

​ยืมมีดฆ่าคน?

​ไม่สิ นี่คือการยืมมือนาง เขี่ยสายลับขององค์ชายห้าออกไปให้พ้นทางแบบเนียนๆ

​ซูฉานจิ้งแอบยิ้มในใจ… ​ไอ้เจ้าเล่ห์เซียวจวินหลิน ดูออกตั้งแต่แรกแล้วสินะว่าองค์ชายห้าส่งคนมาจับตาดู เลยโยนเผือกร้อนมาให้นางจัดการ

​ฮึ!... ​ก็ถือว่าไม่โง่จนเกินไป...

​ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด สาวใช้หน้าห้องก็ตะโกนรายงาน “คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูเสิ่นมาเจ้าค่ะ”

​“จืออินมาเหรอ?”

​ซูฉานจิ้งรีบปรับสีหน้า ถลึงตาใส่เซียวจวินหลินทิ้งท้ายหนึ่งที ก่อนจะสะบัดก้นเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

​เซียวจวินหลินมองแผ่นหลังนางจนลับสายตา กำลังจะเริ่มฝึกวิชาต่อ แต่เสียงระบบก็ดังขึ้นในหัว

​[รีเฟรชระบบข่าวกรอง]

​[ข่าวที่ 1: เหล่าองค์ชายทราบข่าวการร่วมมือระหว่างท่านกับองค์ชายห้าแล้ว บางพระองค์กำลังเดินทางมาที่จวนเจิ้นเป่ยอ๋อง เพื่อแย่งตัวท่านด้วยตัวเอง]

​[ข่าวที่ 2: องค์ชายสามเจียงจ้านตั้งใจจะมาหาซูฉานจิ้ง แต่บังเอิญเจอซูเฉิงระหว่างทาง จึงถูกซูเฉิงด่าเปิงเรื่องไม่รู้จักวางตัว เจียงจ้านจำต้องกลับไปอย่างคอตก]

​[ข่าวที่ 3: เหล่าผู่ บ่าวรับใช้ในจวน ลูกชายติดหนี้พนันบ่อนทางทิศตะวันตกสามร้อยตำลึง ไม่มีปัญญาจ่าย เหล่าผู่กำลังวางแผนขโมยเครื่องประดับในจวนไปขายใช้หนี้]

​เซียวจวินหลินลูบคางเมื่อเห็นข่าวแรก

​แค่คืนเดียว จากซื่อจื่อไร้ค่าที่ไม่มีใครสนใจ กลายเป็นเนื้อหอมที่เหล่าองค์ชายรุมแย่งตัวกันซะแล้ว?

​“ซื่อจื่อ” พ่อบ้านจ้าวมั่นฝูปรากฏตัวที่หน้าประตู โค้งตัวรายงาน

​“องค์ชายหกและองค์ชายเก้าเสด็จมาเคารพศพท่านอ๋องขอรับ”

​เซียวจวินหลินพยักหน้า “ให้พวกเขาไปรอที่หอวิญญาณ ข้าจะไปเปลี่ยนชุดเดี๋ยวเดียว”

​……

ภายในลานเรือนข้าง

​เสิ่นจืออินกุมมือซูฉานจิ้ง มองดูรอยแผลน้ำกัดมือและรอยแดงจากความเย็นบนหลังมือนางด้วยความสงสารจับใจ น้ำตาคลอเบ้า

​“จิ้งเอ๋อ ดูมือเจ้าสิ! ไอ้เซียวจวินหลินมันไม่ใช่คน! กล้าดียังไงให้เจ้ามาทำงานหนักพวกนี้!”

​“ข้าไม่เป็นไร”

​ซูฉานจิ้งดึงมือกลับ สีหน้าเรียบเฉย

​“ยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีก!” เสิ่นจืออินกระทืบเท้าด้วยความโมโห ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงสมน้ำหน้า

​“จะว่าไป เจ้าเห็นหรือยัง? เมื่อวานที่หน้าประตูจูเชวี่ย เจียงจ้านเขา... เขาไปกอดเสา... ว้าย... จริงๆ นะ...”

​เสิ่นจืออินเล่าวีรกรรม ‘สีเสา’ ของเจียงจ้านอย่างออกรสออกชาติ แฝงแววเหยียดหยามเต็มเปี่ยม

​“เมื่อก่อนข้าเคยคิดว่าเจียงจ้านเป็นสุภาพบุรุษ เป็นมังกรในหมู่คน แต่ตอนนี้ดูสิ แย่ยิ่งกว่าเซียวจวินหลินเสียอีก

​อย่างน้อยเมื่อวานเซียวจวินหลินก็แสดงความกล้าหาญต่อหน้าประชาชน บีบให้ฝ่าบาทต้องยอมแต่งตั้งเขาเป็นอ๋องคนใหม่ ความห้าวหาญนั้น ชั้นเชิงนั้น จุ๊ๆ...”

​เสิ่นจืออินจับมือเพื่อนรัก พูดจาโน้มน้าวอย่างจริงจัง

​“ท่านพ่อข้าบอกว่า ตอนนี้เซียวจวินหลินกุมอำนาจทหารนับล้านทางแดนเหนือ กลายเป็นบุคคลสำคัญในราชสำนักไปแล้ว

​ขอแค่พิธีแต่งตั้งในอีกหนึ่งเดือนผ่านไปได้ด้วยดี เขาจะเป็นรองแค่ฮ่องเต้ แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น

​น้องสาว... การเอาชีวิตไปเดิมพันกับองค์ชายบ้ากามที่ชอบสีเสา มันเสี่ยงเกินไป สู้มาเดิมพันกับเจิ้นเป่ยอ๋องคนใหม่ดีกว่า กำไรเห็นๆ ไม่มีขาดทุน!”

​“ข้าไม่ได้ทำเพื่ออำนาจวาสนา! ข้าแค่อยากครองคู่กับคนที่ข้ารักจนแก่เฒ่า...”

​ซูฉานจิ้งแย้งทันควัน แต่ในหัวกลับผุดภาพเจียงจ้านทำเรื่องอุจาดตานั้นขึ้นมา ความรู้สึกคลื่นไส้ตีตื้นขึ้นมาในอก

​“จ้ะๆ รู้แล้วจ้ะว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้น”

​เสิ่นจืออินหยิบขวดกระเบื้องเคลือบอันวิจิตรออกมาจากกล่องอาหารที่พกมาด้วย

​“ดูมือเจ้าสิ พังหมดแล้ว นี่คือ ‘ครีมหยกขาว’ ที่ข้าตั้งใจเอามาฝาก ทำจากน้ำค้างร้อยบุปผาและเครื่องหอมจากแดนตะวันตก เอาไปผสมน้ำอาบ รับรองผิวเจ้าจะกลับมาเนียนนุ่มเหมือนเดิม”

​“ไปเถอะ เลิกคิดเรื่องรกสมอง ไปแช่น้ำกับข้าดีกว่า”

​เสิ่นจืออินไม่รอคำตอบ ลากแขนซูฉานจิ้งตรงไปยังโรงอาบน้ำของจวนอ๋องทันที

​……

​ในขณะเดียวกันที่หอวิญญาณ

​องค์ชายหกและองค์ชายเก้า หลังจากเคารพศพเจิ้นเป่ยอ๋องเสร็จ ก็เข้ามารุมล้อมเซียวจวินหลินด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ

​“จวินหลิน เสียใจด้วยนะ วันไหนว่างๆ ข้าจะพาเจ้าไปฟังเพลงที่หอสดับลมที่ดีที่สุดในเมืองหลวง ไปผ่อนคลายบ้าง”

​“จวินหลิน ข้าเพิ่งได้ม้าพันธุ์ดีจากแดนตะวันตกมา ขนมันขวับ วิ่งวันละพันลี้ วันไหนว่างเราไปควบม้านอกเมืองกัน”

​“ขี่ม้ามันธรรมดาไป ซื่อจื่อ ยิงธนูสิลูกผู้ชายตัวจริง! ข้าเพิ่งได้คันธนูชั้นยอดมา เรามาประลองกันหน่อย!”

​สององค์ชายผลัดกันพูดจาเอาใจ ชักชวนด้วยความกระตือรือร้น

​เซียวจวินหลินไม่ปฏิเสธใคร ยิ้มรับอย่างเป็นกันเอง ตอบตกลงทุกคำเชิญ

​องค์ชายทั้งสองเห็นเขาคุยง่ายขนาดนี้ ก็แปลกใจเล็กน้อย

​ข่าวที่ได้มาบอกว่าเซียวจวินหลินเข้าพวกกับองค์ชายห้าไปแล้วไม่ใช่หรือ?

​“ซื่อจื่อ” องค์ชายเก้าลองหยั่งเชิง “ได้ข่าวว่าเจ้ากับพี่ห้า... ตกลงเป็นพันธมิตรกันแล้ว?”

​เซียวจวินหลินทำหน้าตกใจ ส่ายหัวดิก

​“องค์ชายเก้าไปเอามาจากไหน? ความสัมพันธ์ของข้ากับองค์ชายห้า ก็เหมือนกับที่มีให้พวกท่านนั่นแหละ ไม่ต่างกันหรอก”

​แสดงว่ายังมีหวัง!

​สององค์ชายลอบดีใจ เตรียมจะรุกต่อ แต่เซียวจวินหลินกลับตบหน้าผากตัวเองดังฉาด

​“ตายจริง ลืมไปเลย!” เขาทำสีหน้ากระวนกระวาย

​“องค์ชายทั้งสอง ต้องขออภัยจริงๆ พอดีทางเหนือส่งข่าวด่วนที่สุดมา ทหารนับล้านรอคำสั่งข้าอยู่ ข้าต้องรีบไปจัดการที่ห้องหนังสือเดี๋ยวนี้ ​วันนี้ดูแลไม่ทั่วถึง วันหน้าข้าจะไปขอขมาถึงจวนเลย!”

​พูดจบ ไม่รอให้สององค์ชายทันตั้งตัว เซียวจวินหลินประสานมือลา แล้วเดินจ้ำอ้าวจากไปอย่างร้อนรน

​สององค์ชายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พูดอะไรไม่ออก

​พอพ้นสายตา ลุงจ้าวก็โผล่ออกมาจากข้างทาง กระซิบถาม “ซื่อจื่อ... เรามีข่าวด่วนจากทางเหนือที่ไหนกันขอรับ?”

​“แดนเหนือสงบจะตายชัก จะไปมีข่าวอะไร ไอ้พวกนั้นก็รู้ดีอยู่แก่ใจ”

​เซียวจวินหลินชะลอฝีเท้าลง

​ลุงจ้าวสงสัย “แล้วซื่อจื่อไม่กลัวพวกเขารู้ทันแล้วโกรธเอาหรือขอรับ?”

​“ข้าตั้งใจหลอกให้มันรู้กันโต้งๆ นี่แหละ” เซียวจวินหลินตอบเสียงเรียบ

​“ข้าจะให้ทุกคนรู้ว่า ตอนนี้เซียวจวินหลินคนนี้เป็นของดีมีราคา ใครให้ราคาสูงก็ได้ไป ​อยากให้ข้าเลือกข้าง? ได้สิ แต่ต้องเอาความจริงใจมาแลก!”

​พอกลับถึงเรือนหลัง เซียวจวินหลินก็รู้สึกเหนียวตัวไปหมด สงสัยเมื่อคืนซูฉานจิ้งจะทำ ‘น้ำหก’ ใส่เยอะไปหน่อย เลยอยากจะแช่น้ำให้สบายตัว

​โรงอาบน้ำของจวนอ๋องแยกเป็นเรือนเอกเทศ ยามอากาศหนาวจะมีไอน้ำร้อนพวยพุ่งตลอดเวลา

​พอไปถึงหน้าประตู สาวใช้เฝ้าประตูก็รีบเข้ามาขวาง

​“ซื่อจื่อ... ฮูหยิน... ฮูหยินแช่อยู่ข้างในเจ้าค่ะ”

​“อ้อ”

​เซียวจวินหลินรับคำส่งๆ คิดในใจว่าเป็นผัวเมียกันจะอายอะไร แล้วผลักประตูเดินเข้าไปหน้าตาเฉย

​ภายในโรงอาบน้ำอบอวลไปด้วยไอน้ำขาวโพลนดุจแดนสวรรค์

​ผ่านม่านหมอกจางๆ เซียวจวินหลินเห็นร่างอรชรหันหลังให้ แช่อยู่ในน้ำ ผมดำขลับยาวสลวยพาดผ่านไหล่ขาวเนียน ส่วนเว้าส่วนโค้งของแผ่นหลังช่างเย้ายวนชวนฝัน

​น้ำในสระถูกผสมจนกลายเป็นสีขาวขุ่นดั่งน้ำนม

​แม่นี่รู้จักหาความสุขใส่ตัวจริงๆ... เซียวจวินหลินยิ้มมุมปาก ย่องเข้าไปหาอย่างเงียบเชียบ

​เขาใช้นิ้วมือลูบไล้แผ่วเบาไปตามแผ่นหลังเนียนนุ่มดุจหยก

​สาวงามในสระสะดุ้งเฮือก ส่งเสียงครางในลำคออย่างเกียจคร้านและยั่วยวน เจือแววตัดพ้อ

​“คนบ้า รู้ทั้งรู้ว่าข้าบ้าจี้ยังจะแกล้งอีก?”

​หืม? เสียงไม่ใช่นี่! ลองจับอีกทีซิ!

​มือของเซียวจวินหลินลูบไล้จากแผ่นหลัง อ้อมมาด้านหน้า แล้วจอดเทียบท่าที่ภูเขาไฟคู่หน้าอย่างแม่นยำ

​เดี๋ยวนะ... สัมผัสนี้มันไม่ใช่ ​ของซูฉานจิ้งไม่ได้นิ่มขนาดนี้ แล้วก็ไม่ได้ใหญ่บึ้มขนาดนี้ด้วย

​เขาขมวดคิ้วมุ่น

​“เจ้าเป็นใคร?”

จบบทที่ ​บทที่ 17.เศรษฐีตกอับในป่าลึกยังสู้มีญาติรวยในเมืองไกลไม่ได้

คัดลอกลิงก์แล้ว