- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 17.เศรษฐีตกอับในป่าลึกยังสู้มีญาติรวยในเมืองไกลไม่ได้
บทที่ 17.เศรษฐีตกอับในป่าลึกยังสู้มีญาติรวยในเมืองไกลไม่ได้
​บทที่ 17.เศรษฐีตกอับในป่าลึกยังสู้มีญาติรวยในเมืองไกลไม่ได้
​บทที่ 17.เศรษฐีตกอับในป่าลึกยังสู้มีญาติรวยในเมืองไกลไม่ได้
​เช้าวันรุ่งขึ้น
​เมื่อเซียวจวินหลินตื่นขึ้น แสงตะวันก็สาดส่องเข้ามาจนสว่างจ้าไปทั่วทั้งห้อง
​กลิ่นหอมแรกที่เขาได้สัมผัส คือกลิ่นหอมอ่อนๆ อันสดชื่นและคุ้นเคย ราวกับว่ามันยังคงอ้อยอิ่งอยู่รอบกาย
​เมื่อเขาหันหน้าไปด้านข้างเล็กน้อย ก็พบใบหน้าสวยหมดจดเย็นชาของซูฉานจิ้งอยู่ใกล้เพียงคืบ นางนอนหลับอย่างสงบอยู่ข้างกายเขา ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งและคำพูดเหน็บแนมที่มักจะพบเห็นในยามตื่น
​เมื่อคืนกลางดึก ซูฉานจิ้งบุกมาหาเขาเพื่อคิดบัญชี หาว่าเขารังแกนางด้วยการใช้งานเยี่ยงทาส และยังหาผู้หญิงอื่นมาเยาะเย้ยนาง
​แต่หลังจากระบายอารมณ์เสร็จ จู่ๆ นางก็เปลี่ยนท่าที อาสาช่วยเขาฝึกวิชา ฝึกไปฝึกมา... สุดท้ายก็มาจบลงบนเตียง
​ซูฉานจิ้งค่อยๆ ลืมตาตื่น ​สายตาที่ประสานกัน บรรยากาศแข็งค้างไปชั่วขณะ
​ซูฉานจิ้งรีบลุกขึ้นนั่ง เว้นระยะห่างทันที สีหน้ากลับมาเย็นชาดุจน้ำแข็ง แต่ใบหูกลับแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่
​นางกระแอมไอ เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
​“เซียวจวินหลิน ข้าขอเตือนเจ้า การฝึกยุทธ์ของเจ้ามันพิเศษนัก ต่อไปนี้ห้ามไปให้ใครสอนมั่วซั่ว แล้วก็ห้ามฝึกเองสุ่มสี่สุ่มห้าด้วย ​เกิดวันไหนฝึกผิด ธาตุไฟเข้าแทรกตายขึ้นมา คนอื่นจะหาว่าดวงข้ากินผัว!”
​เซียวจวินหลินสัมผัสได้ถึงลมปราณที่หนาแน่นขึ้นกว่าเดิมมากในร่างกาย ก็รู้สึกดีใจลึกๆ
​เมื่อคืนด้วยความช่วยเหลือของนาง เขาฝึก ‘คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นไท่ชู’ ของตระกูลซูสำเร็จถึงขั้นที่สามรวดเดียว
​ถึงแม้จะโดนสาวงามอันดับหนึ่งแห่งต้าเซี่ย ‘ใช้บริการฟรี’ ไปหนึ่งยก ​แต่เซียวจวินหลินก็ถือว่าขาดทุนแค่นิดหน่อย
​เขาบิดขี้เกียจอย่างสบายใจ “กลัวข้าตายแล้วเจ้าต้องเป็นม่าย เลยมาสอนข้าฝึกวิชา อันนี้ข้าเข้าใจได้ แต่ไอ้เรื่องที่มานอนกับข้าทั้งคืนนี่... มันหมายความว่ายังไง?”
​“ใคร... ใครนอนกับเจ้า!”
​แก้มของซูฉานจิ้งแดงก่ำทันที
​“ข้าเห็นเจ้าเฝ้าศพมาทั้งวัน กลัวเจ้าจะเสียใจเกินเหตุ ถึงได้... ถึงได้อยู่ปลอบใจเจ้าต่างหาก! อย่าได้คิดเข้าข้างตัวเอง!”
​พูดจบ นางก็ไม่กล้าสบตาเขาอีก รีบเปิดผ้าห่มเตรียมจะลงจากเตียง แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงเสริมว่า
​“อีกอย่าง ยัยคนที่ชื่ออวิ๋นเจานั่น เดี๋ยวข้าจะส่งนางกลับมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”
​“ขอบใจ”
​เซียวจวินหลินตอบกลับสั้นๆ
​ซูฉานจิ้งชะงักกึก หันขวับกลับมาจ้องเขาตาเขียวปั้ด ไฟริษยาลุกโชนในดวงตา
​“เซียวจวินหลิน! เจ้านี่มันไม่เลือกกินเลยนะ! ใครให้อะไรมาก็เอาหมดเลยรึ!?”
​เซียวจวินหลินยักไหล่ ทำท่าไม่ยี่หระ
​“งั้นไม่เอาก็ได้ ให้นางอยู่กับเจ้านั่นแหละ พอดีเลย ข้าเห็นเสื้อผ้าในลานบ้านเจ้ายังกองเป็นภูเขา ให้นางช่วยซักน่าจะดี”
​“เจ้า!”
​ซูฉานจิ้งโกรธจนหน้าอกกระเพื่อมไหวรุนแรงกับท่าทีทองไม่รู้ร้อนของเขา ​แต่วินาทีถัดมา ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว
​บ่าวไพร่บอกว่าอวิ๋นเจาเป็นของขวัญจากองค์ชายห้า ​แต่ดูจากปฏิกิริยาของเซียวจวินหลิน...
​เข้าใจแล้ว!
​ยืมมีดฆ่าคน?
​ไม่สิ นี่คือการยืมมือนาง เขี่ยสายลับขององค์ชายห้าออกไปให้พ้นทางแบบเนียนๆ
​ซูฉานจิ้งแอบยิ้มในใจ… ​ไอ้เจ้าเล่ห์เซียวจวินหลิน ดูออกตั้งแต่แรกแล้วสินะว่าองค์ชายห้าส่งคนมาจับตาดู เลยโยนเผือกร้อนมาให้นางจัดการ
​ฮึ!... ​ก็ถือว่าไม่โง่จนเกินไป...
​ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด สาวใช้หน้าห้องก็ตะโกนรายงาน “คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูเสิ่นมาเจ้าค่ะ”
​“จืออินมาเหรอ?”
​ซูฉานจิ้งรีบปรับสีหน้า ถลึงตาใส่เซียวจวินหลินทิ้งท้ายหนึ่งที ก่อนจะสะบัดก้นเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
​เซียวจวินหลินมองแผ่นหลังนางจนลับสายตา กำลังจะเริ่มฝึกวิชาต่อ แต่เสียงระบบก็ดังขึ้นในหัว
​[รีเฟรชระบบข่าวกรอง]
​[ข่าวที่ 1: เหล่าองค์ชายทราบข่าวการร่วมมือระหว่างท่านกับองค์ชายห้าแล้ว บางพระองค์กำลังเดินทางมาที่จวนเจิ้นเป่ยอ๋อง เพื่อแย่งตัวท่านด้วยตัวเอง]
​[ข่าวที่ 2: องค์ชายสามเจียงจ้านตั้งใจจะมาหาซูฉานจิ้ง แต่บังเอิญเจอซูเฉิงระหว่างทาง จึงถูกซูเฉิงด่าเปิงเรื่องไม่รู้จักวางตัว เจียงจ้านจำต้องกลับไปอย่างคอตก]
​[ข่าวที่ 3: เหล่าผู่ บ่าวรับใช้ในจวน ลูกชายติดหนี้พนันบ่อนทางทิศตะวันตกสามร้อยตำลึง ไม่มีปัญญาจ่าย เหล่าผู่กำลังวางแผนขโมยเครื่องประดับในจวนไปขายใช้หนี้]
​เซียวจวินหลินลูบคางเมื่อเห็นข่าวแรก
​แค่คืนเดียว จากซื่อจื่อไร้ค่าที่ไม่มีใครสนใจ กลายเป็นเนื้อหอมที่เหล่าองค์ชายรุมแย่งตัวกันซะแล้ว?
​“ซื่อจื่อ” พ่อบ้านจ้าวมั่นฝูปรากฏตัวที่หน้าประตู โค้งตัวรายงาน
​“องค์ชายหกและองค์ชายเก้าเสด็จมาเคารพศพท่านอ๋องขอรับ”
​เซียวจวินหลินพยักหน้า “ให้พวกเขาไปรอที่หอวิญญาณ ข้าจะไปเปลี่ยนชุดเดี๋ยวเดียว”
​……
ภายในลานเรือนข้าง
​เสิ่นจืออินกุมมือซูฉานจิ้ง มองดูรอยแผลน้ำกัดมือและรอยแดงจากความเย็นบนหลังมือนางด้วยความสงสารจับใจ น้ำตาคลอเบ้า
​“จิ้งเอ๋อ ดูมือเจ้าสิ! ไอ้เซียวจวินหลินมันไม่ใช่คน! กล้าดียังไงให้เจ้ามาทำงานหนักพวกนี้!”
​“ข้าไม่เป็นไร”
​ซูฉานจิ้งดึงมือกลับ สีหน้าเรียบเฉย
​“ยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีก!” เสิ่นจืออินกระทืบเท้าด้วยความโมโห ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงสมน้ำหน้า
​“จะว่าไป เจ้าเห็นหรือยัง? เมื่อวานที่หน้าประตูจูเชวี่ย เจียงจ้านเขา... เขาไปกอดเสา... ว้าย... จริงๆ นะ...”
​เสิ่นจืออินเล่าวีรกรรม ‘สีเสา’ ของเจียงจ้านอย่างออกรสออกชาติ แฝงแววเหยียดหยามเต็มเปี่ยม
​“เมื่อก่อนข้าเคยคิดว่าเจียงจ้านเป็นสุภาพบุรุษ เป็นมังกรในหมู่คน แต่ตอนนี้ดูสิ แย่ยิ่งกว่าเซียวจวินหลินเสียอีก
​อย่างน้อยเมื่อวานเซียวจวินหลินก็แสดงความกล้าหาญต่อหน้าประชาชน บีบให้ฝ่าบาทต้องยอมแต่งตั้งเขาเป็นอ๋องคนใหม่ ความห้าวหาญนั้น ชั้นเชิงนั้น จุ๊ๆ...”
​เสิ่นจืออินจับมือเพื่อนรัก พูดจาโน้มน้าวอย่างจริงจัง
​“ท่านพ่อข้าบอกว่า ตอนนี้เซียวจวินหลินกุมอำนาจทหารนับล้านทางแดนเหนือ กลายเป็นบุคคลสำคัญในราชสำนักไปแล้ว
​ขอแค่พิธีแต่งตั้งในอีกหนึ่งเดือนผ่านไปได้ด้วยดี เขาจะเป็นรองแค่ฮ่องเต้ แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น
​น้องสาว... การเอาชีวิตไปเดิมพันกับองค์ชายบ้ากามที่ชอบสีเสา มันเสี่ยงเกินไป สู้มาเดิมพันกับเจิ้นเป่ยอ๋องคนใหม่ดีกว่า กำไรเห็นๆ ไม่มีขาดทุน!”
​“ข้าไม่ได้ทำเพื่ออำนาจวาสนา! ข้าแค่อยากครองคู่กับคนที่ข้ารักจนแก่เฒ่า...”
​ซูฉานจิ้งแย้งทันควัน แต่ในหัวกลับผุดภาพเจียงจ้านทำเรื่องอุจาดตานั้นขึ้นมา ความรู้สึกคลื่นไส้ตีตื้นขึ้นมาในอก
​“จ้ะๆ รู้แล้วจ้ะว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้น”
​เสิ่นจืออินหยิบขวดกระเบื้องเคลือบอันวิจิตรออกมาจากกล่องอาหารที่พกมาด้วย
​“ดูมือเจ้าสิ พังหมดแล้ว นี่คือ ‘ครีมหยกขาว’ ที่ข้าตั้งใจเอามาฝาก ทำจากน้ำค้างร้อยบุปผาและเครื่องหอมจากแดนตะวันตก เอาไปผสมน้ำอาบ รับรองผิวเจ้าจะกลับมาเนียนนุ่มเหมือนเดิม”
​“ไปเถอะ เลิกคิดเรื่องรกสมอง ไปแช่น้ำกับข้าดีกว่า”
​เสิ่นจืออินไม่รอคำตอบ ลากแขนซูฉานจิ้งตรงไปยังโรงอาบน้ำของจวนอ๋องทันที
​……
​ในขณะเดียวกันที่หอวิญญาณ
​องค์ชายหกและองค์ชายเก้า หลังจากเคารพศพเจิ้นเป่ยอ๋องเสร็จ ก็เข้ามารุมล้อมเซียวจวินหลินด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ
​“จวินหลิน เสียใจด้วยนะ วันไหนว่างๆ ข้าจะพาเจ้าไปฟังเพลงที่หอสดับลมที่ดีที่สุดในเมืองหลวง ไปผ่อนคลายบ้าง”
​“จวินหลิน ข้าเพิ่งได้ม้าพันธุ์ดีจากแดนตะวันตกมา ขนมันขวับ วิ่งวันละพันลี้ วันไหนว่างเราไปควบม้านอกเมืองกัน”
​“ขี่ม้ามันธรรมดาไป ซื่อจื่อ ยิงธนูสิลูกผู้ชายตัวจริง! ข้าเพิ่งได้คันธนูชั้นยอดมา เรามาประลองกันหน่อย!”
​สององค์ชายผลัดกันพูดจาเอาใจ ชักชวนด้วยความกระตือรือร้น
​เซียวจวินหลินไม่ปฏิเสธใคร ยิ้มรับอย่างเป็นกันเอง ตอบตกลงทุกคำเชิญ
​องค์ชายทั้งสองเห็นเขาคุยง่ายขนาดนี้ ก็แปลกใจเล็กน้อย
​ข่าวที่ได้มาบอกว่าเซียวจวินหลินเข้าพวกกับองค์ชายห้าไปแล้วไม่ใช่หรือ?
​“ซื่อจื่อ” องค์ชายเก้าลองหยั่งเชิง “ได้ข่าวว่าเจ้ากับพี่ห้า... ตกลงเป็นพันธมิตรกันแล้ว?”
​เซียวจวินหลินทำหน้าตกใจ ส่ายหัวดิก
​“องค์ชายเก้าไปเอามาจากไหน? ความสัมพันธ์ของข้ากับองค์ชายห้า ก็เหมือนกับที่มีให้พวกท่านนั่นแหละ ไม่ต่างกันหรอก”
​แสดงว่ายังมีหวัง!
​สององค์ชายลอบดีใจ เตรียมจะรุกต่อ แต่เซียวจวินหลินกลับตบหน้าผากตัวเองดังฉาด
​“ตายจริง ลืมไปเลย!” เขาทำสีหน้ากระวนกระวาย
​“องค์ชายทั้งสอง ต้องขออภัยจริงๆ พอดีทางเหนือส่งข่าวด่วนที่สุดมา ทหารนับล้านรอคำสั่งข้าอยู่ ข้าต้องรีบไปจัดการที่ห้องหนังสือเดี๋ยวนี้ ​วันนี้ดูแลไม่ทั่วถึง วันหน้าข้าจะไปขอขมาถึงจวนเลย!”
​พูดจบ ไม่รอให้สององค์ชายทันตั้งตัว เซียวจวินหลินประสานมือลา แล้วเดินจ้ำอ้าวจากไปอย่างร้อนรน
​สององค์ชายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พูดอะไรไม่ออก
​พอพ้นสายตา ลุงจ้าวก็โผล่ออกมาจากข้างทาง กระซิบถาม “ซื่อจื่อ... เรามีข่าวด่วนจากทางเหนือที่ไหนกันขอรับ?”
​“แดนเหนือสงบจะตายชัก จะไปมีข่าวอะไร ไอ้พวกนั้นก็รู้ดีอยู่แก่ใจ”
​เซียวจวินหลินชะลอฝีเท้าลง
​ลุงจ้าวสงสัย “แล้วซื่อจื่อไม่กลัวพวกเขารู้ทันแล้วโกรธเอาหรือขอรับ?”
​“ข้าตั้งใจหลอกให้มันรู้กันโต้งๆ นี่แหละ” เซียวจวินหลินตอบเสียงเรียบ
​“ข้าจะให้ทุกคนรู้ว่า ตอนนี้เซียวจวินหลินคนนี้เป็นของดีมีราคา ใครให้ราคาสูงก็ได้ไป ​อยากให้ข้าเลือกข้าง? ได้สิ แต่ต้องเอาความจริงใจมาแลก!”
​พอกลับถึงเรือนหลัง เซียวจวินหลินก็รู้สึกเหนียวตัวไปหมด สงสัยเมื่อคืนซูฉานจิ้งจะทำ ‘น้ำหก’ ใส่เยอะไปหน่อย เลยอยากจะแช่น้ำให้สบายตัว
​โรงอาบน้ำของจวนอ๋องแยกเป็นเรือนเอกเทศ ยามอากาศหนาวจะมีไอน้ำร้อนพวยพุ่งตลอดเวลา
​พอไปถึงหน้าประตู สาวใช้เฝ้าประตูก็รีบเข้ามาขวาง
​“ซื่อจื่อ... ฮูหยิน... ฮูหยินแช่อยู่ข้างในเจ้าค่ะ”
​“อ้อ”
​เซียวจวินหลินรับคำส่งๆ คิดในใจว่าเป็นผัวเมียกันจะอายอะไร แล้วผลักประตูเดินเข้าไปหน้าตาเฉย
​ภายในโรงอาบน้ำอบอวลไปด้วยไอน้ำขาวโพลนดุจแดนสวรรค์
​ผ่านม่านหมอกจางๆ เซียวจวินหลินเห็นร่างอรชรหันหลังให้ แช่อยู่ในน้ำ ผมดำขลับยาวสลวยพาดผ่านไหล่ขาวเนียน ส่วนเว้าส่วนโค้งของแผ่นหลังช่างเย้ายวนชวนฝัน
​น้ำในสระถูกผสมจนกลายเป็นสีขาวขุ่นดั่งน้ำนม
​แม่นี่รู้จักหาความสุขใส่ตัวจริงๆ... เซียวจวินหลินยิ้มมุมปาก ย่องเข้าไปหาอย่างเงียบเชียบ
​เขาใช้นิ้วมือลูบไล้แผ่วเบาไปตามแผ่นหลังเนียนนุ่มดุจหยก
​สาวงามในสระสะดุ้งเฮือก ส่งเสียงครางในลำคออย่างเกียจคร้านและยั่วยวน เจือแววตัดพ้อ
​“คนบ้า รู้ทั้งรู้ว่าข้าบ้าจี้ยังจะแกล้งอีก?”
​หืม? เสียงไม่ใช่นี่! ลองจับอีกทีซิ!
​มือของเซียวจวินหลินลูบไล้จากแผ่นหลัง อ้อมมาด้านหน้า แล้วจอดเทียบท่าที่ภูเขาไฟคู่หน้าอย่างแม่นยำ
​เดี๋ยวนะ... สัมผัสนี้มันไม่ใช่ ​ของซูฉานจิ้งไม่ได้นิ่มขนาดนี้ แล้วก็ไม่ได้ใหญ่บึ้มขนาดนี้ด้วย
​เขาขมวดคิ้วมุ่น
​“เจ้าเป็นใคร?”