- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 12.ประโยชน์ของซูฉานจิ้ง
บทที่ 12.ประโยชน์ของซูฉานจิ้ง
​บทที่ 12.ประโยชน์ของซูฉานจิ้ง
​บทที่ 12.ประโยชน์ของซูฉานจิ้ง
​เสียงร้องไห้กระซิกๆ ของซูฉานจิ้งดังแว่วมาเป็นระยะ ฟังดูน่าสงสารเหมือนลูกแมวน้อบที่บาดเจ็บ
​เซียวจวินหลินผลักประตูเรือนข้างเดินเข้าไป
​ที่มุมเตียงอันเย็นเฉียบ พอซูฉานจิ้งได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็เงยหน้าขวับ ดวงตาแดงบวมฉายแววเคียดแค้น
​“เจ้ามาทำไมอีก!”
​นางคว้าหมอนปาใส่เขาเต็มแรง
​“เจ้ายั่วโมโหจนท่านพ่อข้ากลับไปแล้ว พอใจเจ้าหรือยัง? เซียวจวินหลิน เจ้าไม่ไว้หน้าพ่อข้าบ้างเลยหรือไง! ถึงยังไงเขาก็เป็นพ่อตาเจ้านะ!”
​เซียวจวินหลินเอียงตัวหลบหมอนได้สบายๆ ใบหน้าไร้อารมณ์ มองนางด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน
​“พ่อเจ้าโดนคนหลอกใช้เป็นเบี้ยหมากยังไม่รู้ตัว วิ่งรี่พาตัวเองมาตายแท้ๆ ถ้าข้าไว้หน้าเขา พรุ่งนี้คงได้ตายตกไปตามกันทั้งจวนเจิ้นเป่ยอ๋องแน่”
​“เจ้าพูดบ้าอะไร!” ซูฉานจิ้งชะงัก
​เซียวจวินหลินแค่นหัวเราะ “เจ้าคิดว่าตาเฒ่าฮ่องเต้นั่นอยากได้แค่ตราพยัคฆ์หรือไง?
​เขาอยากได้ข้ออ้างที่ชอบธรรมในการกำจัดตระกูลเซียวต่างหาก ​ถ้าวันนี้พ่อเจ้าเอาตราพยัคฆ์ไปได้จริงๆ
​พรุ่งนี้ฎีกาจากสำนักตรวจการคงทับข้าตายคาที่ ในข้อหาสบคบคิด รับสินบน ซ่องสุมกำลังก่อกบฏ
​ถึงตอนนั้น ตระกูลเซียวคงโดนประหารเก้าชั่วโคตร ​แล้วเจ้าคิดว่าตระกูลซูจะรอดรึ?
​ซูเฉิงพ่อเจ้าก็จะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดหมายเลขหนึ่ง จุดจบเผลอๆ จะอนาถยิ่งกว่าพวกข้าเสียอีก
​ส่วนเจ้าที่เป็นพระชายาซื่อจื่อ คิดว่าฮ่องเต้จะละเว้นหรือ?
​หรือเจ้าหวังจะให้พี่เจียงจ้านของเจ้ากระโดดออกมาปกป้อง?”
​เลือดบนใบหน้าซูฉานจิ้งไหลย้อนกลับจนหน้าซีดเผือด นางมองเซียวจวินหลินตาค้าง สมองว่างเปล่าขาวโพลน
​นางไม่ได้โง่ ฟังปราดเดียวก็เข้าใจถึงผลดีผลเสียที่เซียวจวินหลินพูดมา
​ความหนาวเย็นยะเยือกแล่นจากฝ่าเท้าขึ้นสู่สมอง นางเข้าใจแล้วว่า ที่เซียวจวินหลินปฏิเสธไม่ใช่พ่อของนาง แต่คือกับดักมรณะที่ฮ่องเต้วางไว้ต่างหาก
​อยู่ใกล้เจ้าเหนือหัวเหมือนอยู่ใกล้เสือ... ท่านพ่อ... เกือบจะกลายเป็นอาหารเสือไปแล้ว
​“เป็นไปไม่ได้... ฝ่าบาทจะทำแบบนี้ได้ยังไง...”
​ซูฉานจิ้งพึมพำกับตัวเองอย่างคนเสียสติ
​“สมัยที่ฝ่าบาทยังเป็นแค่องค์ชาย ฐานะรัชทายาทสั่นคลอน ก็ได้ท่านเจิ้นเป่ยอ๋องนี่แหละนำทัพแดนเหนือเข้าเมืองหลวงมาค้ำบัลลังก์ให้ จนได้ครองราชย์อย่างราบรื่น... พระองค์จะทรงเสร็จนาฆ่าโคถึกได้อย่างไร!”
​เห็นนางเริ่มฉลาดขึ้นมาบ้าง คงไม่หาเรื่องไร้สาระอีก เซียวจวินหลินก็คร้านจะเสวนากับนางต่อ หันหลังเตรียมเดินออกไป
​“เดี๋ยวก่อน!”
​ซูฉานจิ้งร้องเรียกไว้ สายตาที่มองเขาดูสับสน “อันที่จริง... สถานการณ์ของเจ้ากับพี่เจียงจ้านก็คล้ายกันมาก พวกเจ้าก็น่าจะเป็นมิตรกันได้นี่นา
​เหมือนกับฝ่าบาทและเจิ้นเป่ยอ๋องในอดีต คนหนึ่งดูแลราชสำนัก อีกคนดูแลชายแดน ช่วยกันทำนุบำรุงต้าเซี่ย?”
​เซียวจวินหลินชะงักฝีเท้า หันหน้ากลับมา มุมปากยกยิ้มเย็น
​“งั้นข้าถามเจ้า... ถ้าวันหนึ่งข้ากับเจียงจ้านต้องเป็นศัตรูคู่อาฆาต อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ เจ้าจะเลือกช่วยใคร?”
​“ข้าย่อมต้อง...”
​ซูฉานจิ้งเกือบจะหลุดชื่อเจียงจ้านออกมาโดยไม่ทันคิด ​แต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่คอหอย
​ภาพที่นางถูกเซียวจวินหลินรังแก... ภาพฐานะที่เป็นพระชายาซื่อจื่อของตัวเอง... ผุดขึ้นมาในหัว
​ถ้าข้าพูดต่อหน้าสามีตัวเองว่าจะช่วยชายอื่น ข้าจะกลายเป็นตัวอะไร?
​ผู้หญิงหน้าด้านไร้ยางอายงั้นหรือ?
​นางลังเล… ​จู่ๆ ความคิดแวบหนึ่งก็ผุดขึ้นมา หรือว่านางควรจะช่วยเซียวจวินหลินก่อน?
​แต่ความลังเลเพียงชั่วครู่นั้น ในสายตาของเซียวจวินหลิน เขาตีความไปแล้วว่านางแค่อยากจะเลือกเจียงจ้าน
​แววตาของเซียวจวินหลินเย็นชาลงทันที
​“ไปที่ลานซักล้าง เอาเสื้อผ้าสำหรับใส่หน้าหนาวของข้ามาซักให้หมด ถ้าวันนี้ซักไม่เสร็จ ห้ามกินข้าว”
​ซูฉานจิ้งเงยหน้ามองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้า!”
​เซียวจวินหลินไม่แม้แต่จะปรายตามองนางอีก เดินดุ่มๆ ออกจากเรือนข้างไปทันที
​……
​กลับมาที่เรือนใหญ่ เซียวจวินหลินนั่งขัดสมาธิ
​ฮ่องเต้ยื่นมือมาแย่งตราพยัคฆ์แล้ว มีซูเฉิงคนแรก เดี๋ยวก็ต้องมีคนที่สองตามมา
​สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือเขาต้องรีบเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเอง ​เวลานี้ เขากำลังเดินลมปราณสองวิชาพร้อมกัน
​‘คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นไท่ชู’ ใช้ปูพื้นฐาน ‘คัมภีร์วิถีสวรรค์ฝังนภา’ ใช้ทะลวงขีดจำกัด
​พลังงานสองสายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พุ่งชนกันอย่างบ้าคลั่งในเส้นชีพจร สายหนึ่งเกรี้ยวกราดดุดันดั่งแม่น้ำเชี่ยวกราก อีกสายหนึ่งอ่อนโยนต่อเนื่องดั่งลำธารไหลวนรอบโขดหิน
​ตอนแรก พลังทั้งสองยังพอจะผสานกันได้ ทำให้ลมปราณของเขาเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
​แต่ไม่นาน เซียวจวินหลินก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ
​ลมปราณเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป เร็วเสียจนเส้นชีพจรเริ่มปวดแปลบเหมือนจะฉีกขาดได้ทุกเมื่อ
​ตามมาด้วยพลังงานบ้าคลั่งที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง ควบคุมไม่ได้โดยสิ้นเชิง ​จุดตันเถียนปั่นป่วนดั่งลาวากำลังเดือดพล่าน
​เซียวจวินหลินคำรามต่ำด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าซีดเผือด ​ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาที่หน้าประตู
​เป็นซูฉานจิ้งนั่นเอง นางถืออ่างไม้ใส่เสื้อผ้าที่ซักไปได้ครึ่งเดียวมายืนหน้ามุ่ยด้วยความน้อยใจและไม่ยินยอม
​“ไอ้คนบ้าเซียวจวินหลิน! ไอ้คนเฮงซวย!”
​เสื้อกันหนาวหนาเตอะพวกนั้น พอโดนน้ำก็หนักอึ้งเหมือนหิน แถมน้ำยังเย็นเฉียบกัดมือ มือที่เคยถนอมมาอย่างดีของนางบวมแดงเปื่อยยุ่ยไปหมด แต่เพิ่งซักไปได้ไม่กี่ตัว
​นางตั้งใจจะมาขอผ่อนผัน ว่าขอซักต่อพรุ่งนี้ได้ไหม
​แต่พอเข้ามาเห็นสภาพเซียวจวินหลินนั่งขัดสมาธิหน้าซีดเซียว ทั่วร่างแผ่ไอพลังที่ปั่นป่วนอันตรายออกมา
​“เจ้า... เจ้าธาตุไฟเข้าแทรก?”
​ซูฉานจิ้งมองปราดเดียวก็รู้สาเหตุ
​“หมอนี่ฝึก ‘คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นไท่ชู’ อยู่ไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงมีพลังลมปราณสายดุดันอีกสายแทรกเข้ามาด้วย?”
​ไม่มีเวลาคิดมาก ซูฉานจิ้งวางอ่างไม้ลงทันที แล้วรีบถลันเข้าไปหา
​นิ้วเรียวงามจี้สกัดจุดชีพจรสำคัญที่กลางหลังของเซียวจวินหลินอย่างแม่นยำ
​“วิชาสองสายกำลังต้านกันเอง ต้องยกระดับไปพร้อมกัน! พลังสายดุดันของเจ้าแกร่งเกินไป ข้าจะสอนเคล็ดวิชาขั้นที่สองของ ‘คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นไท่ชู’ ให้! เอาไว้ใช้ควบคุมมัน!”
​น้ำเสียงของนางเคร่งเครียดและรีบร้อน
​เซียวจวินหลินตั้งสติ รีบทำตามคำแนะนำของนางทันที ​ลมปราณที่บ้าคลั่งเหมือนถูกสยบลงที่จุดชีพจรสำคัญอย่างรวดเร็ว
​ภายใต้การชักนำของซูฉานจิ้ง มันค่อยๆ สงบลงทีละน้อย
​ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เซียวจวินหลินลืมตาโพลง คลื่นพลังอันรุนแรงระเบิดออกจากร่างโดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง กระแทกโต๊ะเก้าอี้ในห้องจนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
​ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่!
​สำเร็จ!
​สัมผัสถึงลมปราณในกายที่แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า แต่ในใจเซียวจวินหลินกลับไม่ได้ยินดีปรีดาเท่าไหร่นัก
​ซูฉานจิ้งที่อยู่ข้างๆ เกือบโดนแรงกระแทกบาดเจ็บ แต่นางกลับไม่ห่วงตัวเอง ปากเริ่มบ่นว่าเซียวจวินหลินทันที
​“เจ้าคนโง่! อยากตายหรือไง!
​วิถีแห่งการฝึกยุทธ์ รีบร้อนไปก็ไม่ถึงฝั่ง! รากฐานเจ้ายังไม่แน่น แต่ดันใจร้อนอยากเก่งทางลัด ครั้งนี้ถือว่าเจ้าโชคดี ครั้งหน้าเส้นเอ็นเจ้าได้ขาดสะบั้นแน่!”
​นางรอคำขอบคุณจากเขา รอให้เขามองนางด้วยสายตาซาบซึ้ง
​ทว่า เซียวจวินหลินเพียงแค่ปรายตามองนางด้วยสายตาเย็นชา
​“พูดจบหรือยัง? จบแล้วก็กลับไป เสื้อผ้าเอาไว้ซักต่อพรุ่งนี้”
​“เจ้า!”
​ซูฉานจิ้งโกรธจนตัวสั่น หน้าอกกระเพื่อมไหวรุนแรง นางอุตส่าห์ช่วยชีวิตเขาไว้แท้ๆ คำขอบคุณสักคำยังไม่มี?
​เมื่อกี้ข้าต้องโดนผีสิงแน่ๆ ถึงได้ไปช่วยเจ้า
​พอนึกได้ว่าเผลอสอนเคล็ดวิชาขั้นที่สองให้เขาไปแล้วด้วย
​ซูฉานจิ้งยิ่งรู้สึกขาดทุนย่อยยับ
​นางกระที่บเท้าปึงปังด้วยความเจ็บใจ แล้วสะบัดหน้ากระแทกประตูเดินหนีออกไป
​ฟังเสียงฝีเท้าที่ห่างออกไป เซียวจวินหลินค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ
​“ซูฉานจิ้งพูดถูก ข้าใจร้อนเกินไปจริงๆ
​การทะลวงด่านครั้งนี้อันตรายมาก ถ้าไม่ใช่เพราะนางเข้ามาพอดี ผลลัพธ์คงดูไม่จืด”
​เซียวจวินหลินปรับลมปราณให้คงที่ หยุดพักการฝึกไว้ก่อน
​จังหวะนั้น เสียงระบบก็ดังขึ้นในหัว
​[รีเฟรชระบบข่าวกรอง]
​[ข่าวที่ 1: สุนัขบ้านจางคนขายเนื้อฝั่งตะวันออก เมื่อคืนปีนกำแพงเข้าไปในบ้านแม่ม่ายหวัง แล้วจัดการ 'ฟีเจอริ่ง' กับแมวที่แม่ม่ายเลี้ยงไว้เรียบร้อยแล้ว]
​[ข่าวที่ 2: องค์ชายสามเจียงจ้าน ได้ติดสินบนผู้บัญชาการหวัง นายทวารบาลรักษาการณ์เมืองหลวง เตรียมสร้างสถานการณ์ 'อีกาโลหิตร่ำไห้' ที่หน้าประตูเมืองในวันพรุ่งนี้ขณะขบวนศพเจิ้นเป่ยอ๋องเคลื่อนเข้าเมือง เพื่อป้ายสีว่าเจิ้นเป่ยอ๋องเป็นตัวกาลกิณี หวังบั่นทอนขวัญกำลังใจกองทัพแดนเหนือ]
​[ข่าวที่ 3: เสิ่นจืออินถูกพ่อสั่งกักบริเวณในห้องนอน ทุกวันนางเอาเข็มมาทิ่มตุ๊กตาฟางที่เขียนชื่อเจ้า ตอนนี้ทิ่มไปแล้ว 249 เข็ม... 250 เข็ม... 251 เข็ม...]
​“พอแล้วๆ!”
​เซียวจวินหลินอ่านข่าวพวกนี้แล้วมุมปากกระตุก ไม่รู้จะเริ่มตบมุกกับข่าวไหนก่อนดี
​ทันใดนั้น จ้าวมั่นฝูเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
​“ซื่อจื่อ สาวใช้จากจวนองค์ชายสามมาขอเข้าพบ แจ้งว่า... พระชายาสามตู๋กูชิวเสีย ต้องการนัดพบท่านขอรับ”
​ในที่สุดก็ติดเบ็ด
​“ลุงจ้าว” เซียวจวินหลินเงยหน้าขึ้น เอ่ยถามช้าๆ “ท่านปรุงยาพิษเป็นไหม?”