- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 09.ความสามารถพิเศษของเพื่อนรัก
บทที่ 09.ความสามารถพิเศษของเพื่อนรัก
​บทที่ 09.ความสามารถพิเศษของเพื่อนรัก
​บทที่ 09.ความสามารถพิเศษของเพื่อนรัก
​ในขณะเดียวกัน ภายในห้อง
​เสิ่นจืออินครุ่นคิดไปเองว่า ที่เซียวจวินหลินแสดงออกแบบนี้ ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก คงแค่กลัวซูฉานจิ้งยอดดวงใจเข้าใจผิดเท่านั้น
​ท่านซื่อจื่อผู้นี้ยังคงให้ความสำคัญกับความรู้สึกของพี่น้องของนางอยู่ดี
​ตอนนี้ซูฉานจิ้งก็เชื่อใจในตัวเซียวจวินหลินแล้ว ตัวนางเองก็ช่วยแก้ต่างให้จนพ้นมลทิน
​พอคิดได้ดังนั้น เสิ่นจืออินก็กลับมาสวมมาดนางพญาผู้สูงศักดิ์ กอดอกเชิดหน้าขึ้นทันที
​“เอาล่ะ เซียวจวินหลิน เมื่อครู่ข้าช่วยแก้ต่างให้เจ้าต่อหน้าฉานจิ้งไปแล้ว นางคงไม่โกรธเคืองเจ้าอีก ​ทีนี้ เจ้าคงพอใจแล้วสินะ? ​เรื่องในครอบครัวข้า... เจ้าคงรู้นะว่าควรจะทำตัวยังไง?”
​ท่าทีถือดีเช่นนี้ ทำเอาเซียวจวินหลินถึงกับนิ่งอึ้งไป ​ให้ตายสิ คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่คงนึกว่าตอนนี้ข้ากำลังโดนเจ้าบีบไข่อยู่กระมัง?
​แยกไม่ออกหรือไงว่าใครถือไพ่เหนือกว่า?
​เซียวจวินหลินแค่นเสียงหัวเราะ
​“พอใจ?”
​เขาก้าวเท้าเข้าไปประชิด ร่างสูงใหญ่แผ่กลิ่นอายกดดันรุนแรง จนสัญญาณเตือนภัยในใจเสิ่นจืออินร้องลั่น
​“เสิ่นจืออิน เจ้าคิดว่าข้ายังเป็นไอ้หน้าโง่ที่คอยวิ่งกระดิกหางตามก้นซูฉานจิ้งต้อยๆ อยู่อีกหรือ? ​เจ้าพูดพล่อยๆ ไม่กี่คำ คิดว่าข้าต้องสำนึกในบุญคุณเจ้าจนน้ำตาไหลพรากเลยรึไง? ​คิดว่าไอ้ละครลิงฉากเมื่อกี้ มันจะลบล้างเรื่องที่พ่อเจ้าไปแอบไข่ทิ้งไว้จนมีลูกนอกสมรสได้หรือ?”
​เสิ่นจืออินถูกต้อนจนถอยกรูดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแผ่นหลังชนกับขอบโต๊ะเย็นเฉียบ หมดหนทางหนี
​นางเงยหน้ามองผู้ชายที่แผ่รังสีอำมหิตตรงหน้า เสียงเริ่มสั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้
​หรือว่าข้าเข้าใจผิด?
​เซียวจวินหลินไม่ได้แคร์ซูฉานจิ้งขนาดนั้น?
​หรือว่าเขาแค่แกล้งทำ?
​เสิ่นจืออินลองหยั่งเชิงถาม “งั้น... งั้นเจ้าต้องการอะไรกันแน่?”
​“ตอนที่เจ้าคุกเข่าอ้อนวอนข้าเมื่อกี้ เจ้าพูดเองไม่ใช่หรือว่า... ต้องการอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
​เซียวจวินหลินทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไท่ซือ จิบชาอย่างใจเย็น
​เสิ่นจืออินยืนเคว้งคว้างทำอะไรไม่ถูก นางเริ่มเดาอารมณ์สามีของเพื่อนรักคนนี้ไม่ถูกแล้วจริงๆ
​ที่สำคัญ ไม่รู้เขาไปเอาข้อมูลลับในบ้านนางมาจากไหน
​จนทำให้นางต้องตกเป็นเบี้ยล่างอยู่แบบนี้
​“เซียวจวินหลิน เจ้ามีข้อเรียกร้องอะไรก็ว่ามา! ข้ายอมรับว่าเมื่อกี้ข้ากับฉานจิ้งวางแผนจะเล่นงานเจ้าจริง พวกเราผิดเอง... แต่เจ้าก็อย่าให้มันมากเกินไปนัก!”
​เซียวจวินหลินยิ้มมุมปาก ​ถ้าเมื่อกี้เขาพลาดท่าให้สองสาวคู่นี้ ​อนาคตจะเป็นยังไงไม่อยากจะคิด ทั้งจวนเจิ้นเป่ยอ๋องคงตกอยู่ในกำมือพวกนางหมด
​ถึงตอนนั้นคนที่ต้องระเห็จไปนอนห้องเก็บของคงเป็นเขา เซียวจวินหลิน เพราะแม่ตัวดีซูฉานจิ้งวางแผนจะไล่เขาไปนอนห้องข้างตั้งแต่คืนเข้าหออยู่แล้ว
​ส่วนแม่เสิ่นจืออินคนนี้ ก็ร้ายพอกัน ศีลเสมอกันจริงๆ
​“ได้ยินว่าพวกผู้หญิงอย่างพวกเจ้า ไม่ยอมเอาความบริสุทธิ์ของตัวเองมาล้อเล่นใส่ร้ายใคร ดังนั้นข้ารู้ดีว่าเมื่อกี้เจ้าไม่ได้กะจะใส่ร้ายข้าเล่นๆ แต่เจ้ากะจะเอาจริง”
​พอฟังเซียวจวินหลินพูดจบ เสิ่นจืออินก็ของขึ้นทันที “เจ้า! ฝันไปเถอะ! คนตามจีบข้ายาวเหยียดจากเมืองหลวงไปถึงทะเลตงไห่! ข้าไม่มีวันเอาจริงกับเจ้าหรอก!”
​“ไม่เอาจริง? งั้นเจ้าก็เป็นพวกเลวโดยสันดานสินะ ช่างเถอะ ในเมื่อนิสัยเจ้าแย่ขนาดนี้ แถมพ่อเจ้าก็มีเรื่องฉาวโฉ่ ข้าเซียวจวินหลินคงต้องผดุงความยุติธรรมสักหน่อย...”
​เห็นเซียวจวินหลินทำท่าจะไปฟ้องฮ่องเต้อีกแล้ว เสิ่นจืออินก็สติแตก “อย่านะ! อย่าไป! ข้าขอร้อง!”
​นางรีบคว้ามือเซียวจวินหลินไว้ กัดริมฝีปากแน่น “นอกจากเรื่องเสียตัว... อย่างอื่นได้หมด!”
​“โอ้?” เซียวจวินหลินก้มลงกระซิบข้างหู “ข้าจำได้ว่า คุณหนูเสิ่นได้รับฉายาว่า ‘ยอดฝีมือพิณอันดับหนึ่ง’ เชี่ยวชาญดนตรีทุกประเภท... ไม่ทราบว่า... เป่าขลุ่ยเป็นไหม?”
​“เป็น! ข้าเป่าเป็น!” เสิ่นจืออินถอนหายใจโล่งอก นึกว่าเซียวจวินหลินจะมีข้อเรียกร้องพิสดารอะไร
​ที่แท้ก็แค่อยากฟังนางเป่าขลุ่ย
​เรื่องแค่นี้ กล้วยๆ
​“ตกลง รบกวนคุณหนูเสิ่นด้วยแล้วกัน”
​“แต่ว่า... ที่นี่ไม่มีขลุ่ยนะ” เสิ่นจืออินมองหา
​“มีสิ... มีแน่ๆ” เซียวจวินหลินยิ้มกรุ้มกริ่ม
​……
​หน้าประตูห้อง
​ซูฉานจิ้งที่แอบเอาหูแนบฟัง ได้ยินแค่เซียวจวินหลินถามเสิ่นจืออินเรื่องความถนัดด้านดนตรี
​จากนั้นเสียงก็เงียบไป
​ความสงสัยในใจนางยิ่งทวีคูณ
​“ทำไมจู่ๆ เซียวจวินหลินถึงสนใจดนตรีขึ้นมา?”
​แต่นางก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง “นึกว่าพวกนั้นจะมีลับลมคมในอะไรกัน โชคดีที่แค่คุยเรื่องดนตรี ก็จริงนะ... ถึงเซียวจวินหลินช่วงนี้จะเปลี่ยนไป แต่เขาก็ยังคงรักข้าอยู่ จะไปยุ่งวุ่นวายกับผู้หญิงอื่นได้ยังไง ยิ่งเป็นเพื่อนรักข้าด้วย ต่อให้เขาอยาก จืออินก็ไม่มีทางยอมหรอก”
​ซูฉานจิ้งสบายใจขึ้น มองดูกองงานที่รออยู่ในลานบ้าน ​กัดฟันฮึดสู้ แล้วเดินไปทำงานต่อ
​……
​หนึ่งชั่วยามผ่านไป
​ไม่มีเสียงดนตรีดังลอดออกมาจากห้องแม้แต่แอะเดียว
​“ไม่เลว ไม่เลวเลยจริงๆ คุณหนูเสิ่นทำให้ข้านึกถึงประโยคหนึ่ง... ในเมืองหลวงมียอดฝีมือด้านการใช้ปาก...”
​ตรงหน้าเขา น้ำตาคลอเบ้าตาเสิ่นจืออิน ​ไม่รู้ว่าเพราะความคับแค้นใจ หรือเพราะสำลักกันแน่
​“พอใจหรือยัง... แค่ก... ถ้าพอใจแล้ว ชาตินี้เราอย่าได้เจอกันอีก!”
​เสิ่นจืออินลุกขึ้นเตรียมจะหนีไป
​ทันใดนั้น เซียวจวินหลินก็เอื้อมมือไปบีบแก้มเนียนที่เปื้อนคราบน้ำตาของนางไว้ “กลับไปฝากบอกพ่อเจ้า เสนาบดีเสิ่นชิงซาน ด้วยว่า ในกระแสเชี่ยวกรากของราชสำนัก หากอยากรักษาเก้าอี้ขุนนางไว้ให้มั่นคง ต่อไปนี้ให้ตัดขาดจากเจียงจ้าน แล้วมาสวามิภักดิ์ต่อข้า!”
​“เซียวจวินหลิน! เจ้า!” เสิ่นจืออินทั้งอายทั้งโกรธ “เมื่อกี้ข้าก็ยอมทำให้เจ้าขนาดนั้นแล้ว! เจ้ายังจะมาข่มขู่พ่อข้าอีก อย่าให้มันได้คืบจะเอาศอกนักนะ!”
​เซียวจวินหลินยังคงยิ้มเย็น
​“ขอแค่ท่านเสนาบดีให้ความร่วมมือ ข้ารับรองว่าตำแหน่งขุนนางเขาจะรุ่งโรจน์ แถมจะช่วยให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนั้นได้ใช้นามสกุลเสิ่นอย่างเปิดเผยด้วย แต่ถ้าไม่ยอม...”
​หน้าประตู
​ซูฉานจิ้งที่ทำงานจนเหงื่อท่วมตัว ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวข้างใน
​“แปลกจัง จืออินยังไม่กลับอีกเหรอ?”
​ใจนางเต้นตึกตัก
​กำลังจะผลักประตูเข้าไป ก็เห็นเสิ่นจืออินวิ่งถลันออกมาด้วยสภาพจิตหลุด
​ใบหน้าที่เคยเชิดฉายหยิ่งยโส บัดนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษ ดวงตาแดงบวมเหม่อลอย ริมฝีปากแดงก่ำผิดปกติ หางตายังมีคราบน้ำตาเกาะอยู่
​นางวิ่งโซซัดโซเซผ่านหน้าซูฉานจิ้งไปโดยไม่แม้แต่จะทักทาย
​ซูฉานจิ้งตกใจสุดขีด รีบพุ่งเข้าไปในห้อง ภาพที่เห็นคือเซียวจวินหลินกำลังใช้ผ้าไหมสีขาวเช็ดกางเกงอย่างใจเย็น
​ซูฉานจิ้งขมวดคิ้วแน่น ตวาดถามด้วยความโมโห
​“เซียวจวินหลิน! เจ้าทำอะไรจืออิน? ​พวกเจ้าคุยอะไรกันข้างในตั้งนานสองนาน! ทำไมนางถึงร้องไห้หนักขนาดนั้น?”
​เซียวจวินหลินเงยหน้ามองนางแวบหนึ่ง แล้วโยนผ้าไหมผืนนั้นทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ไยดี
​“เขาเป็นถึงยอดฝีมือพิณอันดับหนึ่ง ข้าคุยกับนาง ก็ต้องคุยเรื่องดนตรีสิ”
​เขาทำหน้าใสซื่อมองซูฉานจิ้ง “ทำไม หรือเจ้าอยากคุยด้วย? เจ้าคุยรู้เรื่องเหรอ?”
​“ข้า...”
​ซูฉานจิ้งจุกจนพูดไม่ออก “ข้าเล่นไม่เป็นแล้วมันจะทำไม! แค่เล่นดนตรีเป็นมันวิเศษวิโสนักหรือไง!”
​พูดจบก็นางก็สะบัดตูดเดินหนีไปด้วยความโมโห
​เซียวจวินหลินคร้านจะสนใจนาง
​พ่อของเสิ่นจืออินคือเสนาบดีกรมคลัง เสิ่นชิงซาน ถือเป็นขุนนางที่มีอำนาจในระดับที่สามของราชสำนัก ด้วยความลับเรื่องลูกนอกสมรส บวกกับเหตุการณ์ ‘ลิ้มรสเพียงผิวเผิน’ กับเสิ่นจืออินเมื่อครู่ ถือว่าเสิ่นชิงซานตกอยู่ในกำมือเขาแล้ว
​ขั้วอำนาจในราชวงศ์ต้าเซี่ย อันดับหนึ่งคืออำนาจจักรพรรดิ มีเพียงฮ่องเต้ผู้เดียว
​รองลงมาคือเชื้อพระวงศ์ อันประกอบด้วยเหล่าองค์ชายทั้งเก้าและพระสนม ที่รวมกลุ่มกันแย่งชิงบัลลังก์ เจียงจ้านก็เป็นหนึ่งในนั้น
​ระดับที่สามคือเหล่าขุนนางผู้มีอำนาจ นำโดยอัครเสนาบดีและกั๋วกง ตามมาด้วยเสนาบดีหกกรม และสำนักตรวจสอบ
​แน่นอนว่า ราชสำนักก็ส่วนราชสำนัก เหนือกว่าอำนาจทั้งปวง คือ ‘สัจธรรม’
​อย่างเช่นกองทัพม้าเหล็กแดนเหนือนับล้าน นั่นแหละคือสัจธรรมที่แท้จริง
​“แค่เสนาบดีกรมคลังคนเดียวยังไม่พอ หากสามารถควบคุมตู๋กูอัครเสนาบดีได้... บางที ข้าอาจจะเริ่มจากตู๋กูชิวเสีย...”
​……
​ในขณะที่เซียวจวินหลินกำลังวางแผน ทางด้านซูฉานจิ้งที่กำลังน้อยเนื้อต่ำใจ คิดจะหนีกลับบ้านเดิม ก็ได้รับข่าวข่าวหนึ่ง
​“อะไรนะ? ท่านพ่อข้าเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท?”