- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 08.คุณหนูเสิ่น ท่านคงไม่อยากให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปหรอกนะ
บทที่ 08.คุณหนูเสิ่น ท่านคงไม่อยากให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปหรอกนะ
​บทที่ 08.คุณหนูเสิ่น ท่านคงไม่อยากให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปหรอกนะ
​บทที่ 08.คุณหนูเสิ่น ท่านคงไม่อยากให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปหรอกนะ
​“สิ่งที่ฉานจิ้งทำไม่เป็น?”
​เซียวจวินหลินถือโอกาสวางมือลงบนต้นขาของเสิ่นจืออิน “นางไม่ยอมมีลูกให้ข้า แล้วเจ้าล่ะ จะมีให้ไหม?”
​เสิ่นจืออินชะงักไปเล็กน้อย
​นึกไม่ถึงว่าเซียวจวินหลินที่ปากบอกรักเดียวใจเดียว พอโดนนางยั่วนิดยั่วหน่อย ก็เผยธาตุแท้ออกมาจนได้
​ผู้ชาย... สันดานเหมือนกันหมดจริงๆ
​แต่นางไม่ลืมเป้าหมายของตัวเอง จึงรีบปรับสีหน้ายิ้มแย้ม “ซื่อจื่ออยากให้ข้ามีหรือเจ้าคะ? ขอเพียงท่านต้องการ ข้าย่อมเต็มใจ!”
​เสิ่นจืออินใช้วาจาและท่าทางยั่วยวนจนถึงขีดสุด จับมือของเซียวจวินหลินมาวางบนไหล่ตน
​รอแค่เซียวจวินหลินกระโจนใส่ นางก็จะตะโกนร้องให้คนช่วยว่าโดนลวนลาม ให้เซียวจวินหลินแก้ตัวไม่ขึ้น
​จากนั้นให้ซูฉานจิ้งออกหน้าไกล่เกลี่ยเรื่องราว อ้างเหตุผลเรื่องชื่อเสียงส่วนรวมกดเรื่องนี้ไว้
​เท่านี้ เซียวจวินหลินก็จะกลายเป็นลูกไก่ในกำมือซูฉานจิ้งไปตลอดกาล
​แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือ เซียวจวินหลินแค่ลูบคลำพอเป็นพิธี แล้วก็ผละตัวออกห่าง
​“แสดงละครพอหรือยัง? ลงเวทีได้แล้วมั้ง”
​รอยยิ้มเย็นเยียบกะทันหันของเซียวจวินหลิน ทำเอาเสิ่นจืออินหน้าเหวอ “ท่านซื่อจื่อ... ท่านพูดเรื่องอะไร ข้าไม่เข้าใจ!”
​“ไม่เข้าใจ?”
​เซียวจวินหลินยิ้มมุมปาก “ดูท่าเจ้าจะไม่อยากลงจากเวทีดีๆ สินะ”
​เซียวจวินหลินนึกขึ้นได้ว่ายังมีข้อมูลเด็ดอีกอย่างที่ยังไม่ได้ใช้
​“เสิ่นจืออิน ที่เจ้ามาจวนอ๋อง คงเพราะอยากหนีความวุ่นวายมาหาที่สงบๆ ใช่ไหม? ​ก็สมควรอยู่หรอก ช่วงนี้พ่อเจ้าแอบไปเลี้ยงอีหนูไว้ที่บ้านเช่าแถวตะวันตก แถมไข่ทิ้งไว้จนคลอดลูกชาย พอแม่เจ้ารู้เรื่องเข้า บ้านแตกสาแหรกขาดเลยนี่นา ​เรื่องงามหน้าแบบนี้... เจ้าคงไม่อยากให้คนอื่นรู้หรอกใช่ไหม?”
​รอยยิ้มยั่วยวนบนหน้าเสิ่นจืออินแข็งค้างทันที
​นางถอยกรูดไปข้างหลัง “เซียวจวินหลิน! เจ้าอย่ามาพูดพล่อยๆ นะ!”
​“ไม่ยอมรับ?” เซียวจวินหลินเลิกคิ้ว “ก็เอาสิ เรื่องแบบนี้จริงเท็จแค่ไหน เดี๋ยวข้าเขียนฎีกาทูลฝ่าบาท ให้ส่งคนไปตรวจสอบดู ก็รู้ผลแล้ว จริงไหม?”
​พูดจบ เซียวจวินหลินก็ทำท่าจะเดินหนี ​แต่ยังก้าวไม่ถึงสองก้าว ก็ถูกเสิ่นจืออินพุ่งเข้ามากอดแขนไว้แน่น
​“อย่านะ!”
​เสิ่นจืออินสติแตกโดยสมบูรณ์ ​ถ้าเรื่องนี้แดงออกไป ตำแหน่งขุนนางของพ่อมีหวังหลุดลอย แม่ของนางคงตรอมใจตาย
​“เจ้าบอกว่าอย่า แล้วข้าต้องฟังด้วยหรือ?”
​เซียวจวินหลินก้มลงมองนางด้วยแววตาเย็นชา “เมื่อกี้ใครกันที่คิดจะวางหลุมพรางดักข้า? บัญชีนี้จะชำระกันยังไง?”
​เสิ่นจืออินตัวสั่นเทิ้ม ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นดัง ‘ตุ้บ’
​“ท่านซื่อจื่อ เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าคนเดียว ข้าทำเองทั้งหมด จิ้งเอ๋อไม่เกี่ยวข้องด้วย! ได้โปรดอย่าดึงนางมายุ่งเกี่ยว! ท่าน... ท่านต้องการอะไร จืออินยอมทุกอย่าง!”
​เซียวจวินหลินมองสตรีที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอน เอื้อมมือไปเชยคางมนที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาขึ้นมา “ยอมทุกอย่างเลยหรือ?”
​ทันใดนั้นเอง
​ซูฉานจิ้งที่รอจังหวะอยู่ข้างนอกก็ผลักประตูผางเข้ามาตามแผน พร้อมตะโกนลั่น:
​“เซียวจวินหลิน! ไอ้คนไร้ยางอาย! กลางวันแสกๆ ยังกล้า...”
​ทว่าภาพตรงหน้า ทำให้นางต้องกลืนคำพูดประโยคหลังลงคอไป
​เซียวจวินหลินนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย
​ส่วนเพื่อนรักของนาง เสิ่นจืออิน กลับนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น น้ำตานองหน้า ราวกับกำลังอ้อนวอนขอชีวิตจากเซียวจวินหลิน
​ซูฉานจิ้งเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะถลันเข้าไปหาเพื่อน
​“จืออิน! เขา... เขาทำอะไรเจ้า!”
​นางกลัวจับใจ กลัวว่าตัวเองจะมาช้าไปจนเพื่อนรักต้องตกเป็นเหยื่อกามอารมณ์ของเซียวจวินหลินอีกคน
​แต่แล้วเสิ่นจืออินกลับเงยหน้าขึ้น ฝืนยิ้มทั้งน้ำตา “จิ้งเอ๋อ เจ้าพูดจาเลอะเทอะอะไร! ท่านซื่อจื่อเป็นสุภาพบุรุษผู้ทรงคุณธรรม จะมาทำอะไรข้าได้?”
​ซูฉานจิ้งถึงกับยืนบื้อ ​สมองอื้ออึงไปหมด ไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าแม้แต่น้อย
​เพื่อนรักที่ช่วยวางแผนเล่นงานเซียวจวินหลิน กลับมาบอกว่าเซียวจวินหลินเป็นสุภาพบุรุษ? ทรงคุณธรรม?
​คำพวกนี้มันเฉียดใกล้ตัวเซียวจวินหลินสักครึ่งตำลึงไหม? ​นางบ้าไปแล้วหรือเปล่า
​“จืออิน ลุกขึ้น! เจ้าถูกมันขู่ใช่ไหม? ไม่ต้องกลัวนะ พ่อข้าเป็นกั๋วกง ท่านลุงเสิ่นก็เป็นเสนาบดีกรมคลัง มันไม่กล้าทำอะไรเจ้าหรอก!”
​ซูฉานจิ้งพยายามฉุดเสิ่นจืออินให้ลุกขึ้น
​แต่เสิ่นจืออินกลับสะบัดมือออก แล้วยังคงนั่งคุกเข่าต่อไป
​“จิ้งเอ๋อ เลิกทำตัวโง่เขลาเสียที!”
​เสิ่นจืออินหันมาตวาดเพื่อนเสียงเข้ม:
​“ท่านซื่อจื่อมีน้ำใจกว้างขวาง ไม่ถือสาเอาความพวกเรา เจ้ายังจะทำผิดซ้ำซากอีกทำไม? ​เป็นภรรยาก็ควรรู้จักหน้าที่ ​เจ้ามัวแต่ก่อเรื่องวุ่นวายแบบนี้ ขายหน้าตัวเองไม่พอ ยังจะลามปามไปถึงจวนกั๋วกงด้วย ​ยังไม่รีบขอโทษท่านซื่อจื่ออีก!”
​คำพูดเหล่านี้เหมือนฝ่ามือที่ตบฉาดเข้าหน้าซูฉานจิ้งซ้ำๆ ​นางโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ​เซียวจวินหลินรังแกนางยังพอทน ​แต่เพื่อนรักที่สุดของนาง ทำไมถึงหันไปเข้าข้างเซียวจวินหลินแล้วมารุมรังแกนางด้วย
​“เจ้า... นังคนทรยศ!”
​มิตรภาพความเป็นพี่น้อง แตกสลายลงในพริบตา
​เสิ่นจืออินไม่สนใจนาง หันไปโขกศีรษะให้เซียวจวินหลินอย่างนอบน้อม
​“ท่านซื่อจื่อ เป็นข้าเองที่มีตาหามีแววไม่ เกือบจะทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ โชคดีที่ท่านซื่อจื่อช่วยเตือนสติ หวังว่าท่านซื่อจื่อจะ...”
​เซียวจวินหลินปรายตามองซูฉานจิ้งอย่างเย็นชา “อย่าให้มีคราวหน้า”
​น้ำเสียงที่แฝงแววข่มขู่กดดัน ทำให้ซูฉานจิ้งกลัวจนพูดไม่ออก
​แต่เซียวจวินหลินไม่ได้สนใจความรู้สึกนางแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่ชายตามองนางแวบหนึ่ง
​“ออกไปก่อน ข้ากับนางยังมีธุระต้องคุยกันต่อ”
​ซูฉานจิ้งแม้จะไม่เต็มใจ แต่ก็จำใจต้องถอยออกจากห้องไป
​เสิ่นจืออินรีบลุกขึ้นมายืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังเซียวจวินหลิน พอมองเห็นเพื่อนรักปิดประตูห้องเดินจากไป นางก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
​ที่ลานหน้าเรือน ซูฉานจิ้งยืนโดดเดี่ยวอ้างว้าง ราวกับตัวตลกที่ถูกทิ้ง
​ทำไม?
​นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
​เซียวจวินหลินที่เคยคุกเข่าสยบยอมนางมาหลายปี ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนไปจนน่ากลัวขนาดนี้?
​เพื่อนรักที่คบกันมานาน ทำไมจู่ๆ ถึงแปรพักตร์ไปเชื่อฟังเซียวจวินหลินราวกับเป็นทาส?
​ระหว่างที่นางกำลังยืนเหม่อลอย จ้าวมั่นฝูเดินโค้งตัวเข้ามาหา
​“ฮูหยิน ท่านซื่อจื่อสั่งไว้ว่า ในเมื่อท่านเลือกที่จะอยู่ต่อ งานบ้านงานเรือนในจวน ท่านก็ควรเรียนรู้ที่จะแบ่งเบาบ้างขอรับ”
​“เจ้าว่าไงนะ?!”
​ซูฉานจิ้งเงยหน้าขวับ นึกว่าหูฝาด งานบ้าน? นางแต่งเข้ามาเป็นนายหญิงนะ ไม่ได้มาเป็นคนใช้… ​แต่จ้าวมั่นฝูยื่นรายการยาวเหยียดมาให้
​“ท่านซื่อจื่อสั่งว่า นับจากวันนี้ไป เสื้อผ้าทุกชุดของท่านซื่อจื่อ ฮูหยินต้องเป็นคนซักด้วยมือตัวเอง ​อ้อ... ใบไม้ที่ร่วงในสวนดอกไม้ด้านหลัง ก็ขอให้ฮูหยินกวาดให้เกลี้ยงก่อนฟ้ามืดด้วยนะขอรับ”
​เหมือนมีระเบิดตูมลงกลางหัวซูฉานจิ้งอีกรอบ
​ให้นางไปซักผ้า?
​กวาดใบไม้?
​นางคือคุณหนูจวนกั๋วกงนะ… ​ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยหยิบจับงานหนัก วันนี้จะให้นางไปทำงานของพวกบ่าวไพร่ชั้นต่ำเนี่ยนะ?
​“ข้าไม่ทำ! เซียวจวินหลินมีสิทธิ์อะไรมาสั่งข้า!” ซูฉานจิ้งปฏิเสธเสียงแข็ง
​จ้าวมั่นฝูทำหน้าลำบากใจ ​เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ ท่านซื่อจื่อถึงเลิกไยดีซูฉานจิ้ง
​แต่ในเมื่อเป็นคำสั่ง เขาทำได้แค่ถ่ายทอดให้ครบถ้วน
​“ฮูหยิน นี่เป็นคำสั่งท่านซื่อจื่อ แล้วท่านซื่อจื่อก็ฝากบอกมาอีกว่า ถ้าท่านไม่เต็มใจทำ ประตูจวนอยู่ทางนั้น เชิญกลับได้ตลอดเวลา ​แต่หากคิดจะกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง เงื่อนไขคงไม่ใช่แค่คัมภีร์เล่มเดียวแล้วนะขอรับ”
​พูดจบ จ้าวมั่นฝูก็รีบจ้ำอ้าวหนีไป กลัวโดนลูกหลงผัวเมียทะเลาะกัน
​เกิดวันดีคืนดีเขาคืนดีกัน คนแก่หนังเหี่ยวอย่างเขาจะซวยเอา
​ซูฉานจิ้งยืนเคว้งคว้างท่ามกลางสายลม
​มองไม้กวาดที่วางอยู่มุมกำแพง ความหยิ่งทระนงกับความเป็นจริงกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดในใจ
​ยิ่งคิดยิ่งแค้น “ไม่ได้! งานน่ะทำก็ได้ แต่ข้าต้องรู้ให้ได้ว่านังเสิ่นจืออินกับเซียวจวินหลินทำเรื่องบัดสีอะไรกันในห้อง!”
​คิดได้ดังนั้น นางก็ย่องเบาๆ เขย่งปลายเท้าไปที่หน้าประตูห้อง เอาหูแนบฟังความเคลื่อนไหว...