- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 07.เพื่อนรักของภรรยา
บทที่ 07.เพื่อนรักของภรรยา
บทที่ 07.เพื่อนรักของภรรยา
​บทที่ 07.เพื่อนรักของภรรยา
​สองชั่วยามถัดมา
​ซูฉานจิ้งนอนขดตัวอยู่ที่มุมเตียง เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย
​ดวงตาคู่งามฉายแววอัปยศอดสู สายตาที่มองเซียวจวินหลินเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
​“เจ้าสัตว์เดรัจฉาน! เจ้านี่มันไม่ใช่คนเลยจริงๆ! ยิ่ง... ยิ่งไม่รู้จักคำว่ารักถนอมบุปผา!”
​เซียวจวินหลินที่กำลังสบายเนื้อสบายตัว ผายมือออกอย่างคนบริสุทธิ์ใจ
​“คัมภีร์เฮงซวยของบ้านเจ้ามันมีปัญหาหรือเปล่า? ข้าเพิ่งจะลองฝึกตามไปนิดเดียว ก็รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว ควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ไม่อย่างนั้น เจ้าคิดว่าข้าจะมีอารมณ์มาแตะต้องเจ้าหรือไง?”
​“เจ้า!”
​ซูฉานจิ้งโกรธจนกัดฟันกรอด “เจ้าคิดว่าข้าเต็มใจให้เจ้าแตะต้องนักหรือ!”
​“ไม่เต็มใจงั้นหรือ?”
​เซียวจวินหลินเลิกคิ้วกวนๆ ก่อนตะโกนเสียงดังไปทางหน้าประตู “เสี่ยวชุ่ย! เข้ามานี่หน่อย! มาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนเปียกๆ ของพระชายาเร็วเข้า!”
​“เจ้า!! หุบปากเดี๋ยวนี้!!!”
​ซูฉานจิ้งทั้งอายทั้งโกรธ ใบหน้าสวยแดงก่ำไปหมด รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง แล้วเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา
​“เป็นเจ้าที่ฝึกผิดวิธีต่างหาก! พอได้แล้ว! ข้าจะสอนเจ้าฝึกด้วยตัวเอง พอใจหรือยัง!?”
​ซูฉานจิ้งจำใจต้องยอม อย่างน้อยก็ปูพื้นฐานวรยุทธ์ให้เซียวจวินหลินสักหน่อย ดีกว่าปล่อยให้เขาฝึกมั่วซั่วจนธาตุไฟเข้าแทรกแล้วมาลงที่นางอีก
​“เจ้า? เจ้าสอนได้เหรอ?” เซียวจวินหลินทำท่าสงสัย
​ซูฉานจิ้งสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “ข้าอ่านตำราเคล็ดวิชามาเป็นร้อยสำนัก ท่องจำได้ขึ้นใจตั้งแต่เด็ก เจ้าว่าข้าสอนได้ไหมล่ะ!”
​เซียวจวินหลินยักไหล่ “จริงดิ งั้นก็ดี ถ้ารู้เร็วกว่านี้ ข้าคงไม่ธาตุไฟเข้าแทรก และเจ้าก็คงไม่ต้องมาเสียเปรียบข้าแล้ว!”
​“หน้าด้าน...” ซูฉานจิ้งข่มโทสะ “เจ้านั่งดีๆ รอข้าชี้จุดชีพจรให้ทีละจุด แล้วค่อยเดินลมปราณ!”
​หลังจากนั้น ซูฉานจิ้งก็ตั้งใจสอนเซียวจวินหลินอย่างจริงจัง
​และเซียวจวินหลินก็เข้าสู่สภาวะสมาธิในการฝึกยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว
​เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปอีกสองชั่วยาม
​ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว
​ซูฉานจิ้งทุบไหล่ที่ปวดเมื่อย แต่สีหน้ากลับฉายแววชื่นชม
​เคล็ดวิชาเดินลมปราณที่นางสอน คนทั่วไปต้องใช้เวลาฝึกเป็นปีกว่าจะเข้าถึงแก่นแท้
​แต่น่าประหลาดใจที่เซียวจวินหลินเพิ่งจะเดินลมปราณได้ครบรอบจักรวาลภายในเวลาสั้นๆ
​หมอนี่... พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์สูงส่งขนาดนี้เชียวหรือ?
​ซูฉานจิ้งมองเซียวจวินหลิน ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในใจเป็นครั้งแรก ดูท่าหมอนี่จะไม่ได้ไร้ประโยชน์ไปเสียทุกอย่างสินะ
​“เอาล่ะ จำที่ข้าสอนไปเมื่อครู่ให้ดี แค่นี้ก็พอให้เจ้าใช้ฝึกได้แล้ว วันหลังอย่ามาหาเรื่องรังแกข้าอีก!”
​เซียวจวินหลินค่อยๆ ลืมตาขึ้น รู้สึกว่ากระดูกและเส้นเอ็นทั่วร่างเบาสบายขึ้นมาก
​“เจ้าสอนได้ไม่เลว”
​“ไม่เลว?” ซูฉานจิ้งทำหน้าไม่พอใจ
​เซียวจวินหลินแกล้งทำปากยื่น ทำหน้าขยะแขยง
​“คำว่าไม่เลวนี่ก็ให้เกียรติเจ้ามากแล้วนะ เห็นแก่ที่เจ้ายังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง คืนนี้ข้าอนุญาตให้นอนที่นี่ได้ แต่ทำตัวให้สงบเสงี่ยมเจียมตัวหน่อย เข้าใจไหม?”
​เซียวจวินหลินลุกขึ้น บิดขี้เกียจ แล้วหันหลังเดินออกไปทันที
​ซูฉานจิ้งถึงกับงง
​“เจ้าจะไปไหน?”
​“กลับห้องใหญ่ไปนอนน่ะสิ จะให้ข้ามานอนเบียดกับเจ้าหรือไง?”
​เซียวจวินหลินตอบโดยไม่หันมามอง โบกมือลาส่งๆ
​ซูฉานจิ้งมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของเขาด้วยความโกรธจัด คว้าหมอนมาทุบลงบนเตียงระบายอารมณ์
​“เมื่อกี้ข้าต้องโดนผีเข้าแน่ๆ ถึงได้มองเห็นข้อดีในตัวคนอย่างมัน… เสี่ยวชุ่ย! เข้ามาเปลี่ยนผ้าปูที่นอน!”
​สาวใช้เสี่ยวชุ่ยเดินตัวสั่นงันงกเข้ามา พอเห็นสภาพเตียงที่เละเทะ ก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจ “ฮูหยิน เจ้าคะ... นี่ท่านทำน้ำชาหกหรือเจ้าคะ?”
​ซูฉานจิ้งกัดฟันกรอด “ซื่อจื่อของพวกเจ้าน่ะสิ เขาฉี่รดที่นอน!”
​......
​ห้องนอนใหญ่เรือนตะวันออก
​เซียวจวินหลินกลับมาถึงก็นั่งขัดสมาธิทันที ​สัมผัสถึงลมปราณบริสุทธิ์ที่อัดแน่นอยู่ในจุดตันเถียน ​เขามั่นใจแล้วว่าตอนนี้เขาสามารถฝึกยุทธ์ได้แล้ว
​ตามคำบอกของพ่อบ้านจ้าว การที่เขาเริ่มฝึกได้เร็วขนาดนี้ พิสูจน์ว่าสิ่งที่ซูฉานจิ้งสอนเมื่อครู่คือ ‘คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นไท่ชู’ ของจริง
​“ถึงจะสอนแค่ขั้นแรก แต่แม่นี่ก็ถือว่าพอมีประโยชน์อยู่บ้าง”
​เซียวจวินหลินไม่รีรอ ขจัดความคิดฟุ้งซ่าน แล้วเริ่มเดินลมปราณตาม ‘คัมภีร์วิถีสวรรค์ฝังนภา’ วิชาประจำตระกูลเซียวทันที
​ด้วยรากฐานที่มั่นคงจาก ‘คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นไท่ชู’ ความรู้สึกติดขัดที่เคยมีก่อนหน้านี้หายไปเป็นปลิดทิ้ง
​ลมปราณอันเกรี้ยวกราดเริ่มไหลเวียนพลุ่งพล่านไปตามเส้นชีพจรทั่วร่าง
​......
​รุ่งเช้าวันใหม่ เมื่อแสงตะวันสาดส่องเข้ามาในห้อง ​เซียวจวินหลินลืมตาขึ้นช้าๆ รู้สึกกระปรี้กระเปร่าสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
​เขาลองซัดฝ่ามือใส่โต๊ะข้างตัวเบาๆ ปรากฏว่าพลังที่ส่งออกไปรุนแรงจนขาโต๊ะแหลกเป็นเสี่ยงๆ
​“นี่ข้า... บรรลุวรยุทธ์ขั้นไหนแล้วเนี่ย?”
​เซียวจวินหลินค่อนข้างพอใจกับฝ่ามือนี้ “ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยไปถามลุงจ้าว”
​ทันใดนั้น เสียงดีดพิณอันไพเราะเสนาะหูก็ลอยลมมาจากในสวน
​“เสียงกู่เจิงนี่ช่างไพเราะ...”
​เซียวจวินหลินเดินตามเสียงออกไป
​ที่ลานเรือนข้าง ซูฉานจิ้งกำลังนั่งฟังหญิงสาวนางหนึ่งบรรเลงพิณ
​หญิงสาวผู้นั้นสวมชุดยาวสีเขียวอ่อน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น กิริยาสง่างาม ​นิ้วเรียวงามพริ้วไหวบนสายพิณ
​นางคือเพื่อนสนิทในหอห้องของซูฉานจิ้ง บุตรีเสนาบดีกรมคลังนามว่า เสิ่นจืออิน
​เสิ่นจืออินได้รับฉายาว่า ‘ยอดฝีมือพิณอันดับหนึ่ง’ แห่งต้าเซี่ย
​และยังเป็นที่หมายปองของเหล่าคุณชายทั่วเมืองหลวง ​แต่นางมีมาตรฐานสูงลิบลิ่ว ไม่เคยชายตามองชายใด
​เมื่อบทเพลงจบลง
​“จืออิน ฝีมือพิณของเจ้าล้ำเลิศขึ้นอีกแล้วนะ” ซูฉานจิ้งฝืนยิ้มออกมา
​“ดูสภาพเจ้าตอนนี้สิ อยู่ที่จวนเจิ้นเป่ยอ๋องนี่คงไม่มีความสุขเลยสินะ?”
​เสิ่นจืออินเก็บพิณ เอื้อมมือไปกุมมือซูฉานจิ้งไว้ สายตาเต็มไปด้วยความสงสาร
​“เจ้าเซียวจวินหลินนั่นกล้าให้เจ้ามานอนเรือนข้าง บ้าบอที่สุด!”
​พอเพื่อนรักเอ่ยถึงเซียวจวินหลิน
​สีหน้าของซูฉานจิ้งก็หมองลงทันที นางระบายความอัดอั้นตันใจที่ได้รับมาทั้งหมดออกมาจนหมดเปลือก
​เสิ่นจืออินยิ่งฟังยิ่งโกรธ ตบโต๊ะผาง
​“จิ้งเอ๋อ เจ้าวางใจได้เลย แค้นนี้ข้าจะชำระให้เจ้าเอง ข้าจะทำให้เซียวจวินหลินชื่อเสียงป่นปี้ และต้องยอมสยบแทบเท้าเจ้าให้จงได้!”​
ซูฉานจิ้งกระพริบตาปริบๆ “ชื่อเสียงป่นปี้ยังไง?”
​“เอาตัวเข้าแลก!” เสิ่นจืออินกระซิบแผนการบางอย่างที่ข้างหูซูฉานจิ้ง
​ดวงตาของซูฉานจิ้งเป็นประกาย รีบพยักหน้าเห็นดีด้วยทันที “จืออิน ถ้าสำเร็จ ข้าต้องตอบแทนเจ้าอย่างงามแน่!”
​“ยัยโง่ ระหว่างเราสองคน ยังต้องเกรงใจอะไรกันอีก!”
​สองสาวตกลงแผนการกันเป็นที่เรียบร้อย
​จังหวะนั้นเอง เซียวจวินหลินก็เดินหาวหวอดๆ แกล้งทำหน้าซื่อบื้อเหมือนคนเพิ่งตื่นเดินเข้ามา
​“อ้าว ฮูหยิน มีแขกมาหรือ?”
​เสิ่นจืออินเห็นเขา แววตาก็ฉายความรังเกียจวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบซ่อนไว้
​“คารวะท่านซื่อจื่อ ฉานจิ้งเพิ่งแต่งงาน ข้ากับนางรักกันดั่งพี่น้อง ย่อมต้องมาเยี่ยมเยียนเป็นธรรมดา”
​เสิ่นจืออินขยับเข้าไปใกล้เซียวจวินหลินก้าวหนึ่ง “ซื่อจื่อ ข้ามีเรื่องส่วนตัวอยากจะพูดคุยกับท่านตามลำพัง ไม่ทราบว่าจะขอเวลาสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
​ยังไม่ทันที่เซียวจวินหลินจะตอบ
​ซูฉานจิ้งก็ชิงอนุญาตแทนเขาเสร็จสรรพ “ไปคุยกันในห้องข้างเถอะ”
​หลังจากดันหลังทั้งคู่เข้าไปในห้องแล้ว ซูฉานจิ้งก็หาข้ออ้างปลีกตัวออกมา
​ภายในห้องเหลือเพียงเซียวจวินหลินและเสิ่นจืออินสองต่อสอง
​“แม่นางมีเรื่องอะไรจะคุยกับข้าหรือ?” เซียวจวินหลินทำหน้าใสซื่อ
​เสิ่นจืออินยังไม่ตอบ แต่บิดเอวอ้อนแอ้นเดินไปปิดประตูลงกลอน
​เซียวจวินหลินยืนดูการแสดงของนางเงียบๆ
​เสิ่นจืออินปิดประตูเสร็จก็เดินนวยนาดเข้ามาหาเขา แล้วค่อยๆ โน้มตัวลงต่ำต่อหน้าเขา
​คอเสื้อชุดสวยแยกออก เผยให้เห็นไหล่ขาวนวลเนียนและความอวบอิ่มที่วับๆ แวมๆ
​ตามมาด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยชวนให้กระดูกอ่อนระทวย
​“ท่านซื่อจื่อชอบพอแต่ซูฉานจิ้งมาตลอดหลายปี แต่ท่านเคยคิดบ้างไหมเจ้าคะ ว่าท่านเป็นถึงซื่อจื่อ ความจริงแล้ว... จะมีภรรยาหลายคน แบ่งปันความรักให้ทั่วถึงก็ย่อมได้?”
​เซียวจวินหลินตอบเสียงหนักแน่น “เจ้าหมายความว่า ให้ข้ามีเมียหลายคนงั้นรึ? ไม่ได้หรอก ข้ารักจิ้งเอ๋อคนเดียว!”
​ท่าทางซื่อบื้อแบบนี้ ทำให้เสิ่นจืออินมั่นใจว่าผู้ชายคนนี้ยังคงเป็นไอ้ทึ่มที่หลอกง่ายเหมือนเดิม
​นึกไม่ถึงว่าไอ้ทึ่มแบบนี้ จะกล้ารังแกซูฉานจิ้ง
​“ที่ท่านซื่อจื่อคิดว่าฉานจิ้งดีที่สุด ก็เพราะท่านไม่เคยลองชอบผู้หญิงคนอื่นดูบ้างไงล่ะเจ้าคะ ​ความจริงแล้ว… ​สิ่งที่ฉานจิ้งทำเป็น ข้าก็ทำเป็น!”
​เสิ่นจืออินเบียดร่างเข้าแนบชิดแขนเซียวจวินหลิน ริมฝีปากแดงระเรื่อเป่าลมร้อนรดใบหูเขาเบาๆ “สิ่งที่นางทำไม่เป็น... ข้าก็ทำเป็นเจ้าค่ะ!”