เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

​บทที่ 06.ย้อมแมวขาย

​บทที่ 06.ย้อมแมวขาย

​บทที่ 06.ย้อมแมวขาย


​บทที่ 06.ย้อมแมวขาย

​เซียวจวินหลินยืนมองสตรีโฉมงามที่กำลังกรึ่มได้ที่จากที่สูงกว่า สตรีผู้นี้มีความงดงามที่แตกต่างจากซูฉานจิ้ง

​หากซูฉานจิ้งคือดอกกุหลาบที่งดงามสะดุดตาเหนือบุปผาทั้งปวง

​ตู๋กูชิวเสียก็เปรียบเสมือนดอกกล้วยไม้ในหุบเขา งามสง่าและลึกลับ ​ยิ่งไปกว่านั้น ฐานะของนางยังสูงส่งกว่าซูฉานจิ้งขั้นหนึ่ง

​ตู๋กูชิวเสียคือบุตรีของอัครเสนาบดี คลุกคลีกับเรื่องอำนาจและการเมืองมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่สตรีในหอห้องทั่วไปที่รู้แต่เรื่องเย็บปักถักร้อย

​การที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้นางแต่งกับองค์ชายสามเจียงจ้าน ถือเป็นการแสดงเจตนาที่ชัดเจน

​ดังนั้นคนทั้งราชสำนักจึงปักใจเชื่อไปแล้วว่า นางคือว่าที่พระชายารัชทายาท และว่าที่ฮองเฮาในอนาคต

​เมื่อเห็นเซียวจวินหลินมาเยือน ตู๋กูชิวเสียก็เกิดความระแวดระวังขึ้นทันที

​เจิ้นเป่ยอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ล้มลงแล้ว เซียวจวินหลินในฐานะทายาท ถือเป็นกุญแจสำคัญของอำนาจทหารแดนเหนือ

​“ซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง มาเยือนยามวิกาลเช่นนี้ ไม่ทราบมีธุระอันใด?”

​ตู๋กูชิวเสียไม่ได้ลุกขึ้นต้อนรับ แววตาภายใต้แสงจันทร์ฉายแววพินิจพิเคราะห์แบบผู้ที่อยู่เหนือกว่า

​แม้เซียวจวินหลินจะยืนอยู่กลางพายุแห่งการแย่งชิงอำนาจ แต่ในเมื่อสิ้นไร้ไม้ตอกปราศจากบิดาคุ้มกะลาหัว

​เขาก็ยังไม่คู่ควรให้บุตรีขุนนางใหญ่อันดับหนึ่งอย่างนางต้องชายตามอง

​เซียวจวินหลินดูออกว่าอีกฝ่ายไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ​ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เขาหมดที่พึ่งพิงเล่า ​แต่ก็ช่างปะไร ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย เดี๋ยวเขาจะกู้คืนมาเอง

​เซียวจวินหลินหัวเราะเบาๆ

​“องค์ชายสามยอมทิ้งขว้างภรรยาตัวเองเพื่อไปตามตื๊อผู้หญิงที่ไม่รักเขา พระชายาสามไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจบ้างหรือ?”

​ประโยคนี้แทงใจดำตู๋กูชิวเสียเข้าอย่างจังจนความหยิ่งยโสพังทลาย

​มือเรียวขาวผ่องที่ถือจอกสุราสั่นระริก สุราในจอกกระเพื่อมไหวเป็นวง สีหน้าของตู๋กูชิวเสียบิดเบี้ยวขึ้นทันตาเห็น

​“ข้ากับองค์ชายสามรักใคร่กลมเกลียวกันดี เซียวจวินหลิน เจ้าอย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อ!”

​น้ำเสียงของนางเย็นเยียบ แต่​เซียวจวินหลินไม่ใส่ใจ โน้มตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อย

​“ที่จวนข้ามีหมอเทวดาอยู่ท่านหนึ่ง เขาเคยดูโหงวเฮ้งองค์ชายสาม แล้วฟันธงว่าเรื่องบนเตียง ‘ไม่ไหว’ จะเอาอะไรมารักใคร่กลมเกลียว?”

​“บังอาจ!” ตู๋กูชิวเสียยังคงพยายามปกปิด “ใส่ร้ายเชื้อพระวงศ์ โทษถึงประหาร เจ้ารู้หรือไม่!”

​ไม่ยอมรับความจริงสินะ?

​ก็ถูกของนาง เรื่องน่าอับอายพรรค์นี้ ขืนแพร่งพรายออกไป ทั้งนางและเจียงจ้านคงเอาหน้ามุดดิน

​“เดิมทีข้าหวังดีอยากจะช่วยพระชายาสาม แต่ในเมื่อท่านไม่จริงใจ งั้นก็ช่างเถอะ... ลาก่อน”

​เซียวจวินหลินประสานมือคารวะ หมุนตัวเดินจากไปทันที ไม่มีอิดออดแม้แต่น้อย

​แผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ทำให้ตู๋กูชิวเสียชะงักงัน

​“เดี๋ยวก่อน!”

​แต่เสียงเรียกของนางรั้งเซียวจวินหลินไว้ไม่ได้ ​เมื่อเห็นเงาร่างนั้นหายไปแล้ว ความเสียดายก็ถาโถมเข้าใส่จิตใจตู๋กูชิวเสียทันที

​“หรือว่าเขาจะรู้วิธีรักษาท่านพี่จริงๆ...”

​ตู๋กูชิวเสียกัดริมฝีปากล่างเบาๆ “รู้อย่างนี้ เมื่อครู่ข้าควรถามให้รู้เรื่อง ไม่น่าปากแข็งกลัวเสียหน้าเลย... โง่จริง!”

​โรคที่บอกใครไม่ได้ขององค์ชายสามคือปมในใจที่ใหญ่ที่สุดของนาง

​มีเพียงการได้ร่วมหอกับเจียงจ้านอย่างแท้จริง หรือมีทายาทสืบสกุลเท่านั้น นางถึงจะมั่นคงในตำแหน่งพระชายาสาม

​ถึงจะมีสิทธิ์ฝันถึงตำแหน่งพระชายารัชทายาท... หรือแม้กระทั่งฮองเฮา

​แต่โอกาสที่ลอยมาถึงตรงหน้า ดันถูกนางปัดทิ้งไปเสียแล้ว

​“หรือว่า... ข้าควรหาเรื่องไปไหว้ศพเจิ้นเป่ยอ๋อง แล้วถือโอกาสถามเซียวจวินหลินดู?”

​......

​อีกด้านหนึ่งที่จวนกั๋วกง ​ซูฉานจิ้งที่ถูกไล่ตะเพิดกลับมาเป็นรอบที่สอง ​กำลังเขย่าแขนซูเฉิงผู้เป็นบิดา ร้องไห้น้ำตานองหน้าดุจดอกสาลี่ต้องสายฝน

​ซูเฉิงฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว กลับไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง

​“เจ้าเด็กเซียวจวินหลินอยากได้ ‘คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นไท่ชู’ ก็ให้มันไปสิ”

​ซูเฉิงหยิบคัมภีร์ปกเหลืองเก่าคร่ำครึเล่มหนึ่งออกมา ส่งให้ซูฉานจิ้ง “ผู้ชายน่ะ บางครั้งก็หลอกง่ายจะตาย”

​ซูฉานจิ้งหยุดร้องไห้ ทำหน้าประหลาดใจ “ท่านพ่อ ท่านจะให้เขาจริงๆ หรือเจ้าคะ?”

​“เจ้าลองเปิดดูก่อนสิ”

​ซูเฉิงยิ้มอย่างมีเลศนัย

​ซูฉานจิ้งเปิดดูเพียงสองหน้า คิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากัน “ท่านพ่อ นี่มันแค่วิชาบริหารร่างกายธรรมดาๆ นี่นา!”

​“ลูกพ่อฉลาดจริงๆ”

​ซูเฉิงพยักหน้าชมเชย สายตาที่มองบุตรสาวแฝงแววเสียดายลึกๆ

​“จิ้งเอ๋อ เจ้ามีพรสวรรค์จริงๆ แค่เห็นคัมภีร์ยุทธ์ผ่านตาแวบเดียว ก็แยกแยะของจริงของปลอม รู้ซึ้งถึงแก่นแท้ได้ ​น่าเสียดาย... ที่เจ้าเกิดเป็นหญิง แถมร่างกายอ่อนแอมาแต่เด็ก ไม่อาจฝึกยุทธ์ได้ ​ไม่อย่างนั้น ตระกูลซูคงไม่ต้องกลัวว่าจะไร้ผู้สืบทอด”

​บ่นพึมพำเสร็จ ซูเฉิงก็วกกลับเข้าเรื่อง

​“เจ้าเซียวจวินหลินนั่นมันก็แค่พวกคุณชายเจ้าสำราญ ใช้วิชาเก๊เล่มนี้ตบตามันก็พอแล้ว มันดูไม่ออกหรอก”

​ซูฉานจิ้งยังกังวล “จะดีหรือเจ้าคะ?”

​“วางใจเถอะ! รีบกลับไปจวนอ๋องซะ เจ้าต้องเข้าใจนะว่าตอนนี้มีคนจับตาดูที่นั่นมากแค่ไหน ขืนเจ้าหย่ากับเซียวจวินหลินจริงๆ จวนกั๋วกงเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”

​ซูเฉิงกำชับ พอลูกสาวกลับไปแล้ว ซูเฉิงค่อยเบาใจลง ​เขายืนโดดเดี่ยวกลางโถง มองท้องฟ้ายามราตรี แล้วถอนหายใจยาว

​คิดถึงเจิ้นเป่ยอ๋องเซียวอู๋เลี่ยงสมัยก่อน ช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก น่าเสียดายที่พ่อพยัคฆ์ดันมีลูกสุนัขซะได้

​“แต่เป็นลูกสุนัขที่ไม่ดุร้ายก็ดีไปอย่าง จะได้อยู่อย่างสงบสุข ไม่ต้องเหมือนพ่อที่เก่งกล้าจนเจ้าชีวิตหวาดระแวง สุดท้ายต้องจบชีวิตลงแบบกะทันหันเช่นนั้น!”

​......

​จวนเจิ้นเป่ยอ๋อง

​ซูฉานจิ้งพกคัมภีร์ปลอมกลับมา ​นางโยนมันลงบนโต๊ะ วางมาดนางพญา:

​“ข้าอยู่ที่นี่ได้แล้วใช่ไหม? บอกไว้ก่อนนะว่าเปิ่นเสียวเจี่ย เป็นคนมีระดับ ต้องมีสาวใช้ต้นห้องคอยดูแลสองคน!”

​“ได้”

​เห็นซูฉานจิ้งยอมเอา ‘คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นไท่ชู’ มาให้จริงๆ เซียวจวินหลินก็ยอมไว้หน้านางบ้าง “ไปนอนเรือนข้างทิศตะวันตก สาวใช้เจ้าไปเลือกเอาเองในจวน”

​“เรือนข้าง?!”

​ซูฉานจิ้งหน้าตึง “ข้าอุตส่าห์เอาของมาให้เจ้าแล้วนะ เจ้า!”

​“หรือจะนอนเรือนใหญ่?” เซียวจวินหลินเสียงแข็ง “อย่ามากเรื่อง จะอยู่ก็อยู่ ไม่อยู่ก็ไป”

​ซูฉานจิ้งโกรธจนหน้าอกกระเพื่อม ​แต่นึกถึงคำสั่งพ่อได้ นางจึงกัดฟันข่มความโกรธ เอ่ยเตือนว่า

​“เซียวจวินหลิน เจ้าก็ตั้งใจฝึกให้ดีๆ ล่ะ! ถ้าเจ้ารู้จักรักดีขึ้นมาบ้าง ข้าอาจจะมองเจ้าดีขึ้นก็ได้! ฮึ!”

​พูดจบ นางก็สะบัดก้นเดินไปทางเรือนข้าง

​เซียวจวินหลินหยิบคัมภีร์บนโต๊ะขึ้นมา

​ไม่ได้มีท่าทีลิงโลดใจแต่อย่างใด

​“ลุงจ้าว ตรวจสอบหน่อยว่าของจริงหรือเปล่า”

​จ้าวมั่นฝูที่อยู่ด้านหลังรับไปเปิดดูเพียงไม่กี่หน้า ก็ส่งคืนให้อย่างนอบน้อม

​“ซื่อจื่อ นี่เป็นแค่วิชาออกกำลังกายพื้นฐาน ไม่ใช่ ‘คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นไท่ชู’ แน่นอนขอรับ!”

​ตอนพูด จ้าวมั่นฝูรู้สึกคับแค้นใจแทนเจ้านาย

​ตระกูลซูช่างกล้า เอาของปลอมมาย้อมแมวขายเป็นสินเดิม

​ต่อให้นายท่านเพิ่งสิ้น แต่ตระกูลเซียวก็เป็นขุนนางภักดีหกชั่วคน มีศักดิ์ศรีของตนเอง จะมายอมให้คนหยามเกียรติเช่นนี้ได้หรือ?

​ตรงกันข้ามกับพ่อบ้าน เซียวจวินหลินกลับยิ้มออกมา เก็บตำราเข้าอกเสื้อ “ไม่ผิดจากที่คิดไว้ ซูฉานจิ้งนะซูฉานจิ้ง ชอบเล่นลูกไม้ตื้นๆ ใช่ไหม? สงสัยจะคันคะเยออยากโดนดีอีกแล้ว!”

​เขาเดินตรงดิ่งไปยังเรือนข้างทันที

​......

​ภายในเรือนข้าง

​ซูฉานจิ้งสั่งให้สาวใช้สองคนทำความสะอาดห้องจนเอี่ยมอ่อง แล้วค่อยเข้าไป

​“เซียวจวินหลินไอ้คนสารเลว กล้าให้ข้ามานอนในห้องเล็กเท่ารูหนูแบบนี้!”

​พอนึกขึ้นได้ นางก็เริ่มกังวล “ไม่รู้ป่านนี้เขาอ่านคัมภีร์หรือยัง... ช่างเถอะ คนทึ่มๆ แบบเขา คงดูไม่ออกหรอกว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม...”

​ซูฉานจิ้งกำลังจะปลดอาภรณ์เข้านอน หัวไหล่ขาวเนียนเพิ่งจะโผล่พ้นร่มผ้า ทันใดนั้น

​“ปัง!”

​เซียวจวินหลินถีบประตูห้องเปิดผาง

​ซูฉานจิ้งตกใจจนสะดุ้งโหยง

​“เซียวจวินหลิน! เจ้าจะทำอะไร!”

​เซียวจวินหลินไม่ตอบ แต่หายใจหอบถี่สาวเท้าเข้าหานางทีละก้าว

​“เจ้า... เจ้าอย่าเข้ามานะ!”

​ซูฉานจิ้งสัมผัสได้ถึงอันตราย นางถอยกรูดไปด้านหลัง จนสะดุดล้มลงบนเตียง

​เซียวจวินหลินโถมตัวลงทาบทับนางทันที “นังตัวดี! เจ้าเอาคัมภีร์บ้าอะไรมาให้ข้า ทำไมข้าฝึกแล้วถึงธาตุไฟเข้าแทรก!”

​“จะเป็นไปได้ยังไง! นั่นมันก็แค่...”

​ยังไม่ทันที่ซูฉานจิ้งจะพูดจบ เซียวจวินหลินก็คำรามต่ำแล้วตะปบเข้าใส่

​“กรี๊ด! อย่านะ... อื้ออ...”

​แสงเทียนในห้องวูบไหว สองเงาร่างกอดรัดฟัดเหวี่ยงทาบทับเป็นเงาเดียว

จบบทที่ ​บทที่ 06.ย้อมแมวขาย

คัดลอกลิงก์แล้ว