- หน้าแรก
- ทะลุมิติพร้อมระบบสุดเทพ ข้าจะสะกดมารพวกเจ้าภูตผีปีศาจเอง
- บทที่ 29 - ก้มหน้าคะนึงหาสาวงาม
บทที่ 29 - ก้มหน้าคะนึงหาสาวงาม
บทที่ 29 - ก้มหน้าคะนึงหาสาวงาม
บทที่ 29 - ก้มหน้าคะนึงหาสาวงาม
ภายในลานบ้าน
หลังจากส่งหลินเยี่ยนกลับไปแล้ว ท่านลู่กงก็หิ้วเนื้อรมควันตากแห้งขึ้นมา ตะโกนสั่งว่า "เย็นนี้เอาไปผัดพริก หุงข้าวเยอะๆ หน่อย วันนี้ข้าเจริญอาหาร อย่างน้อยต้องกินสักสามชาม!"
"ท่านลู่กงคุยกับเขาเรียบร้อยแล้วหรือขอรับ?" ในเวลานี้ ชายวัยกลางคนผู้ดูซื่อบื้อถึงได้ถือมีดทำครัวเดินออกมา "ข้านึกว่าท่านผู้เฒ่าจะรั้งเขาให้อยู่กินข้าวด้วยกันเสียอีก"
"ตามธรรมเนียมแล้ว ก็ควรจะรั้งให้อยู่กินข้าว อย่างน้อยก็ควรจะชวนตามมารยาทสักสองสามคำ แต่การพบปะกันครั้งแรก ยากที่จะเปิดอกคุยกันได้หมด รั้งให้อยู่กินข้าวก็รังแต่จะอึดอัดใจเปล่าๆ"
ท่านลู่กงโบกมือ แล้วกล่าวอีกว่า "อีกอย่าง วันนี้เขาคงยุ่งมากแน่ๆ"
ชายวัยกลางคนพยักหน้า ทำท่าจะกลับเข้าครัว แต่จู่ๆ ก็ชะงักฝีเท้า
"ช้าก่อน!"
"ความหมายของท่านคือ เจ้าเด็กนั่นยังซ่อนคมระแวงท่านอยู่อีกรึ?"
"ท่านผู้เฒ่ามีคุณธรรมสูงส่ง เป็นที่เคารพนับถือ ให้ความสำคัญกับมันขนาดนี้ มันยังจะระแวงหาพระแสงของ้าวอะไรอีก?"
ชายวัยกลางคนหน้าบึ้งทันที กล่าวว่า "คราวหน้าถ้ามาอีก ต่อให้ท่านรั้งให้อยู่กินข้าว ข้าก็จะไม่ลงมือทำกับข้าว จะสอนให้มันทำกินเอง!"
ท่านลู่กงลูบเคราหัวเราะ ไม่เพียงไม่โกรธ กลับดูชอบใจเป็นอย่างยิ่ง
"โลกใบนี้ วุ่นวายโกลาหล แม้ในเมืองเกาหลิ่วจะดูเหมือนมีระเบียบมั่นคง แต่ความจริงแล้วคลื่นใต้น้ำยังเชี่ยวกราก ปีศาจแฝงกายซ่อนเร้น"
"คนผู้นี้อายุน้อย แต่รู้จักระแวดระวังตัว แสดงให้เห็นว่าจิตใจเป็นผู้ใหญ่ สุขุมรอบคอบ ไม่ใช่พวกบ้าระห่ำอวดดี และยิ่งไม่ใช่คนหูเบาเชื่อง่าย"
"ในจุดนี้ ข้าค่อนข้างพอใจทีเดียว"
ท่านลู่กงกล่าวช้าๆ ว่า "อีกอย่าง ข้ารู้ระดับตบะที่แท้จริงของเขาแล้ว ก็เปรียบเสมือนได้ถอดเสื้อผ้าเขาออกไปชั้นหนึ่ง เห็นรูปร่างที่แท้จริงของเขาแล้ว..."
เขายิ้มพลางกล่าวว่า "ต้องเหลือความลับให้คนเขาบ้าง หากข้าบีบให้เจ้าเด็กนี่คายออกมาหมดไส้หมดพุง มิเท่ากับว่าข้าไปจับเขาแก้ผ้าจนล่อนจ้อนเลยรึ?"
ชายวัยกลางคนเกาหัว แย้งว่า "แล้วมันจะเป็นไรไปเล่า? ข้ายังแก้ผ้าอาบน้ำในลานบ้าน ให้ท่านดูจนหมดเปลือกอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่รึ?"
"วันนี้เขามาเยี่ยมคารวะ เป็นการพบหน้ากับข้า ครั้งที่สอง"
ท่านลู่กงกล่าวเนิบๆ "เจอกันแค่สองครั้ง ก็ถูกมองจนทะลุปรุโปร่ง ถอดจนล่อนจ้อน หากเปลี่ยนเป็นเจ้า ยังจะอยากไปมาหาสู่กับข้าอีกไหม?"
"ข้าอยาก! ข้าอยากสิขอรับ! ท่านลู่กง... ท่านจะไปไหน?"
"ข้าไม่อยากไปมาหาสู่กับเจ้าแล้ว ว่าจะเปลี่ยนผู้พิทักษ์มรรคสักคน!"
"แล้วข้าวยังจะกินไหมขอรับ?"
"ไม่เจริญอาหารแล้ว!"
"แต่ว่า..."
"ไสหัวไป!"
...
หลินเยี่ยนเดินออกมานอกตรอก
เขาก้มมองดูยันต์แผ่นหนึ่งในมือ
นี่คือ ยันต์สยบมาร!
ตามคำบอกเล่าของท่านลู่กง ยันต์นี้เคยผ่านการทำพิธีบูชาในอารามเทพีอู๋ถงแห่งเมืองฉีเฟิ่งมาหนึ่งปีเต็ม
ตัวยันต์แฝงไว้ด้วยกระแสปราณแห่งท่านแม่เทพีอู๋ถง สามารถขับไล่ภูตพราย ข่มขวัญปีศาจ
วันนี้มาเยี่ยมคารวะ ของตอบแทนจากท่านลู่กง คือยันต์แผ่นนี้ ซึ่งในเมืองเกาหลิ่วถือว่ามีค่ามหาศาล ยากจะประเมินราคา
หากเขายอมขาย คนที่รออยู่นอกตรอกในขณะนี้ ย่อมยินดีทุ่มเงินมหาศาลเพื่อแย่งชิงกันซื้อมัน
"ขั้วอำนาจเมืองชั้นในพวกนี้ ช่างมีความพยายามเสียจริง เข้าหาท่านลู่กงไม่ได้ ก็คิดจะมาใช้ข้าเป็นสะพานเชื่อมงั้นรึ?"
หลินเยี่ยนคิดเช่นนี้ ก็ยัดยันต์สยบมารเก็บเข้าอกเสื้อ แล้วกระโดดข้ามกำแพงหลบออกไปดื้อๆ
และในขณะนี้ ที่สุดปลายตรอก มีตัวแทนจากหลายตระกูล กำลังรอคอยเด็กหนุ่มที่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบท่านลู่กงผู้นั้น
"สั่งคนไปสืบประวัติเด็กคนนั้นหรือยัง?"
"ไปแล้วขอรับ"
"ท่านลู่กงไม่ยอมพบพวกเรา แต่กลับยอมพบเด็กหนุ่มคนนี้ ย่อมต้องมีสาเหตุ"
"ดูจากการแต่งกายที่เรียบง่าย ชาติตระกูลคงไม่ดีเท่าไร น่าจะพอเข้าหาได้บ้าง"
"หากเป็นคนที่ท่านลู่กงให้ความสำคัญจริง อนาคตของเด็กคนนี้ คงรุ่งโรจน์โชติช่วงอย่างไม่ต้องสงสัย"
"อย่างแย่ที่สุด ผ่านทางเด็กคนนี้ ก็อาจทำให้เรารู้รสนิยมของท่านลู่กงมากขึ้น"
"เอ๊ะ? ทำไมเด็กคนนั้นยังไม่ออกมาอีก? หรือว่าถูกท่านลู่กงรั้งให้อยู่กินข้าวแล้ว?"
พ่อบ้านผู้นั้นชะโงกหน้าออกไปดู ด้วยความสงสัยใคร่รู้ จึงสั่งคนรับใช้ข้างกายว่า "โจวอัน เจ้าลองไปดูซิ"
หลินเยี่ยนหันกลับไปมองจากระยะไกล รู้สึกว่าคนพวกนี้คงต้องรอเก้อจนมืดค่ำแน่ๆ
เขาสีหน้าเย็นชา ไม่สนใจอีก หิ้วถุงเกลือบริสุทธิ์ มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของพี่ชายรอง
บ้านหลังใหม่ที่พี่รองสร้าง เป็นบ้านมุงกระเบื้องสามห้อง หากเทียบในเมืองเกาหลิ่ว ก็ถือว่ากว้างขวางโอ่อ่าใช้ได้
เพิ่งก้าวเข้าลานหลังบ้าน ก็ได้ยินเสียงร้องเรียก
"อาตู... อาตู..."
นั่นคือเด็กน้อยวัยเตาะแตะ หน้าตาดีใจสุดขีด วิ่งต้วมเตี้ยมเข้ามาหา
ตุบ! ล้มหน้าคว่ำ
ปากก็เบะออกทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความน้อยใจ
ขอบตาแดงระเรื่อขึ้นมาฉับพลัน
"อาซื้อน้ำตาลมาให้สองก้อน"
"..."
ดวงตาของเด็กหญิงตัวน้อยพลันเป็นประกาย เสียงร้องไห้หยุดกึก
บนใบหน้าขาวผ่องอมชมพู รอยยิ้มแผ่กระจายออกมาทันที
ดวงตาที่มีหยาดน้ำตาคลอ ปรอยๆ วิบวับ
"เรียกอาสิ เดี๋ยวให้ขนม"
"อาตู"
"อา!"
"อาตู!"
"..."
หลินเยี่ยนถอนหายใจ ยื่นน้ำตาลให้ก้อนหนึ่ง แล้วอุ้มเด็กหญิงขึ้นมา บีบแก้มยุ้ยๆ ของนาง ถามอย่างจนใจว่า "พ่อเจ้าล่ะ?"
"มิรู้"
"..."
หลินเยี่ยนเดินเข้าบ้าน วางนางลง แล้วถามอีกว่า "ที่สอนไปคราวที่แล้ว จำได้หรือยัง? ถ้าท่องได้ น้ำตาลก้อนที่เหลือนี้ก็จะเป็นของเจ้า ตกลงไหม?"
"ได้จิ ได้จิ"
เด็กหญิงตัวน้อยเต็มไปด้วยความมั่นใจ ตะโกนเสียงใสแจ๋วว่า "แสงจันทร์กระจ่างหน้าเตียง นึกว่าแม่คะนิ้งบนดิน แหงนหน้ามองดวงจันทร์..."
แววตาของหลินเยี่ยนเริ่มฉายแววปลื้มปริ่ม
จากนั้นก็ได้ยินเสียงของเด็กหญิงแผ่วเบาลง เริ่มขาดความมั่นใจ
"ก้มหน้าคะนึง... นึก... นึก..."
เห็นได้ชัดว่านางลืมท่อนหลัง ติดอ่างอยู่นาน ถึงได้แอบเงยหน้ามองหลินเยี่ยนแวบหนึ่ง
หลินเยี่ยนส่งสายตาให้กำลังใจทันที ชี้ไปที่น้ำตาลอีกก้อน
นางมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาโข เอียงคอ นึกอยู่อึดใจ
ทันใดนั้นตาก็เป็นประกาย ตะโกนอย่างภาคภูมิใจว่า "ก้มหน้าคะนึงหาสาวงาม!"
เด็กผู้หญิงตัวกะเปี๊ยกอย่างเจ้า จะมาคะนึงหาสาวงามอะไรฮึ?
หลินเยี่ยนนวดขมับ ตั้งแต่เจ้าหนูคนนี้เริ่มหัดพูด เขาก็เริ่มสอนบทกวีบ้างแล้ว
แค่บทนี้บทเดียว เรียนมาเป็นปีแล้วเนี่ยนะ!
"ช่างเถอะ..."
หลินเยี่ยนคิดในใจ "หลานสาวคนนี้ ท่าทางจะไม่ใช่หัวทางนี้ รอหลานชายโตกว่านี้อีกหน่อย บางที... อาจจะพอมีความหวังให้เป็นบัณฑิตได้บ้าง..."
ในโลกหล้านี้ ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ประสบความสำเร็จ มีพลังยุทธ์แข็งแกร่ง จึงได้อยู่ในตำแหน่งสูงส่ง คือผู้แข็งแกร่ง!
ผู้อ่อนแอเปรียบเสมือนมดปลวก ต้องพึ่งพาผู้แข็งแกร่ง เพื่อเอาชีวิตรอดในยุคสมัยที่วุ่นวาย
แต่ตั้งแต่ก่อตั้งเมืองเกาหลิ่ว ระเบียบก็ค่อยๆ ฟื้นฟู อารยธรรมค่อยๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
แม้แต่กฎหมาย ก็จากการร่างขึ้นในตอนแรก ค่อยๆ ปรับปรุง แก้ไขเพื่อความสมบูรณ์
อย่างน้อยในเมืองเกาหลิ่วปัจจุบัน ความหมายของคำว่า "ผู้ยิ่งใหญ่" ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พลังยุทธ์อีกต่อไป!
ตัวอย่างเช่น ท่านลู่กง ก็ไม่ได้มีตบะวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งอะไร แต่ในเมืองเกาหลิ่ว เขายังคงเป็นบุคคลสำคัญที่ทุกขั้วอำนาจต้องให้ความเคารพยำเกรง
หากบอกว่าท่านลู่กง สูงส่งเกินเอื้อม ไม่อาจเทียบเคียงได้ เช่นนั้นอาลักษณ์หยางแห่งกองบัญชาการหลินเจียง ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง
แม้จะเป็นบัณฑิตที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่ แต่สถานะของอาลักษณ์หยาง ก็ยังสูงกว่าจอมยุทธ์ทั่วไป
"จวนผู้พิทักษ์เมืองเกาหลิ่ว ตอนนี้กำลังพยายามสร้างสถานศึกษาในเมืองชั้นใน เชิญท่านลู่กงไปเป็นผู้นำ"
หลินเยี่ยนคิดในใจ "แม้จะมีเจตนาผูกมิตรกับท่านลู่กง แต่นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เมืองเกาหลิ่วมีความตั้งใจจะปั้น 'บัณฑิต' ให้มากขึ้น"
เขาครุ่นคิด "ได้ยินว่าในบรรดาสิบสองผู้นำสวดอารามแห่งอารามท่านหลิว ก็มีถึงหกท่าน ที่ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์!"
[จบแล้ว]