- หน้าแรก
- น้องกวางจอมเซ่อคนนี้แหละ คือตัวช่วยลับของพระเอก
- บทที่ 17: อย่าเพิ่งโมโห
บทที่ 17: อย่าเพิ่งโมโห
บทที่ 17: อย่าเพิ่งโมโห
บทที่ 17: อย่าเพิ่งโมโห
"ศิษย์พี่ ปล่อยข้า! ข้าจะฆ่าไอ้ลิงน่ารังเกียจนั่นให้ตายคามือ!"
ดวงตาของศิษย์น้องเล็กแดงก่ำ เส้นผมสีดำสยายปลิวไสวไปด้านหลัง เขาจ้องมองจินกังน้อยเขม็งพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเคียดแค้น
ชายหนุ่มผู้เป็นศิษย์พี่ดูจะสุขุมกว่าเล็กน้อย ทว่าน้ำเสียงกลับเย็นยะเยือกดุจดังมาจากยมโลก "ให้ข้าลงมือเอง ข้าไม่ต้องการให้เลือดของมันเปื้อนมือแม้แต่หยดเดียว"
จางซู่ปรายตามองจินกังน้อยราวกับกำลังมองคนตาย จากนั้นจึงหันมามองลู่ฉางเกอพร้อมกับสะบัดแขนเสื้อกว้าง
ฆ่า!
สีหน้าของลู่ฉางเกอพลันเคร่งขรึม ภายใต้พลังวิญญาณที่พลุ่งพล่าน ผืนน้ำที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังครอบคลุมพื้นที่กว้างไกลหลายร้อยเมตร เขารีบส่งกระแสจิตอย่างรวดเร็ว "พวกเจ้าสองคนหาคู่ต่อสู้ของตัวเองซะ!"
สิ้นเสียง วังวนน้ำขนาดมหึมาก็พวยพุ่งขึ้นจากพื้นดิน ถาโถมเข้าใส่ฝั่งตรงข้ามโดยตรง
ส่งผลให้หนึ่งคนหนึ่งลิงได้เผชิญหน้ากับศิษย์สองคนที่ถูกวังวนน้ำแยกออกจากกัน และการต่อสู้ก็ปะทุขึ้น ลู่ฉางเกอไม่ได้เข้าปะทะกับจางซู่โดยตรง นอกจากจะคอยถ่วงเวลาการโจมตีของอีกฝ่ายแล้ว เขายังคอยสนับสนุนหนึ่งคนหนึ่งลิงที่กำลังถูกทุบจนสะบักสะบอมเป็นระยะ
"ถ้าแน่จริงก็เข้ามาสู้กันซึ่งๆ หน้า อย่าทำให้ข้าต้องดูถูกเจ้า"
จางซู่โกรธจัดจนตะโกนก้อง
ลู่ฉางเกอปรายตามองเขาด้วยสายตาราวกับมองคนปัญญาอ่อน ก่อนจะโยนทักษะการรักษาออกไปอีกสองครั้งอย่างไม่ยี่หระ
"ติ๊ง! ท่านได้รักษาผู้ฝึกจิตระดับสาม โชคชะตาระดับเก้าดาว เผ่ามนุษย์ ได้รับแต้มรักษา +900"
"ติ๊ง! ท่านได้รักษาผู้ฝึกจิตระดับสาม โชคชะตาระดับหกดาว สัตว์ร้ายบรรพกาล ได้รับแต้มรักษา +80"
หนานกงอวี่ที่เดิมทีสภาพร่อแร่ใกล้ตาย พลันกลับมามีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยม เขาควงหอกยาวอย่างรัดกุม แสงไฟลุกโชนราวกับจะเผาผลาญป่าทั้งป่า และรุกไล่อย่างดุเดือดยิ่งกว่าเดิม
เมื่อมีลู่ฉางเกอคอยหนุนหลัง ทั้งสองจึงต่อสู้ด้วยวิธีการแลกชีวิตอย่างบ้าดีเดือด ยอมเจ็บแลกเจ็บ ซึ่งทำให้ศิษย์ของสำนักโลหิตเทพเกิดความลังเลอยู่ชั่วขณะ
แต่ถึงกระนั้น ระดับพลังการบำเพ็ญเพียรของฝ่ายตรงข้ามก็สูงกว่ามาก สูงเกินไปจริงๆ ดาบโลหิตเล่มหนึ่งพุ่งทะลุกำแพงไฟรวดเร็วดุจสายฟ้า ตรึงร่างของหนานกงอวี่ไว้กับพื้นดิน
หนานกงอวี่จ้องมองไปข้างหน้าเขม็ง ความรู้สึกราวกับย้อนกลับไปในคืนที่ตระกูลถูกล้างบาง ท่านปู่ตาย ท่านลุงท่านอาตาย และสุดท้ายแม้แต่ท่านพ่อท่านแม่ก็ตายจากไป ความรู้สึกไร้พลังนั้นทำให้เลือดทั่วร่างของเขาเดือดพล่านและลุกไหม้
เขากระชากดาบโลหิตออกจากร่างอย่างแรง พยุงตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล แสงสีแดงฉานพุ่งออกจากดวงตาเป็นประกายยาวหลายนิ้ว ร่างกายดูเหมือนจะสูญเสียสติสัมปชัญญะไปแล้ว ได้ยินเพียงเสียงพึมพำกับตัวเอง
"พวกเจ้า... สมควรตาย... สมควรตาย..."
ลู่ฉางเกอที่ตั้งใจจะร่ายเวทรักษาอีกครั้งเห็นดังนั้นจึงยังไม่รีบร้อนลงมือ เขาเห็นว่ากลิ่นอายทั่วร่างของหนานกงอวี่ตอนนี้ดูราวกับสัตว์ร้าย คุกคามป่าทั้งป่าโดยไม่แยกแยะมิตรหรือศัตรู
หัวใจของเขาเต้นแรงดั่งเสียงกลองศึก เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งระเบิดออก ลวดลายสีดำและแดงปกคลุมทั่วร่างราวกับรอยแตก กลิ่นอายของมารและเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ ร้อนแรงและพิสดาร
"เล่นลูกไม้!"
ศิษย์น้องเล็กข่มความหวาดกลัวในใจ ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างเย็นชา เกร็งมือขวาเป็นกรงเล็บแล้วแปลงกายเป็นเงาโลหิต พุ่งตรงเข้าใส่หัวใจของหนานกงอวี่หมายปลิดชีพ
ทว่า เขากลับต้องผิดหวัง วินาทีที่เข้าประชิดตัว มือขวาของเขากลับถูกหนานกงอวี่คว้าเอาไว้แน่น
จากนั้น ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มือของหนานกงอวี่ก็แทงสวนเข้าไปที่ตำแหน่งหัวใจของศิษย์น้องเล็ก เป็นการเอาคืนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
"ศิษย์น้องเล็ก!"
ศิษย์คนอื่นๆ ร้องอุทานเสียงหลง เรียกความสนใจของทุกคนให้หันมามอง
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน รูม่านตาของจางซู่หดเกร็ง เขารีบตะโกนก้อง "หยุดนะ! เจ้ารู้ไหมว่าเขาเป็นใคร?"
หนานกงอวี่ได้สติกลับมาบ้างแล้วในตอนนี้ แต่ลวดลายมารบนร่างกายยังไม่จางหาย เขาหันมองไปทางต้นเสียง แววตานั้นชั่วร้ายและเปี่ยมด้วยความโอหังไร้เทียมทาน
เขากล่าวอย่างเรียบเฉย "หือ? มีฐานะอะไรที่มีค่าไปกว่าชีวิตของข้าด้วยงั้นรึ?"
พูดจบ เขาก็ออกแรงบีบมือขวาที่กำหัวใจของอีกฝ่ายไว้อย่างไม่ใส่ใจ
เด็กหนุ่มวัยสิบหกสิบเจ็ดปีส่งเสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสทันที ใบหน้าที่เคยเกลี้ยงเกลาบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความทรมาน
"อย่า! รีบหยุดเดี๋ยวนี้! ศิษย์น้องเล็กเป็นบุตรชายคนเดียวของผู้อาวุโสฝ่ายนอกแห่งสำนักโลหิตเทพ หากเจ้าฆ่าเขา เจ้าต้องตายแน่ เรามาคุยกันดีๆ อย่าเพิ่งวู่วาม"
จางซู่ไม่มีท่าทีเยือกเย็นและเหี้ยมเกรียมเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว ในเวลานี้สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกขณะพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างร้อนรน
ผู้อาวุโสฝ่ายนอกมีบุตรยากเมื่ออายุมาก จึงรักใคร่เอ็นดูบุตรชายคนนี้อย่างยิ่ง ศิษย์น้องเล็กหนีออกจากสำนักก่อนจะบรรลุระดับ 'ขอบเขตวิญญาณสำนัก' แต่ครั้งนี้เขาแอบตามพวกตนมาตลอดทาง กว่าจะรู้ตัวก็เข้ามาในป่าหมอกแล้ว จึงจำต้องพาติดสอยห้อยตามมาด้วย
"หากศิษย์น้องเล็กตาย พวกเราก็คงไม่มีชีวิตรอดกลับไปแน่"
เมื่อคิดได้ดังนั้น จางซู่ก็รู้สึกขมปร่าในปาก พวกคุณหนูคุณชายที่มีเบื้องหลังใหญ่โตนี่มันน่ารำคาญจริงๆ
"โอ้ ~ สำนักโลหิตเทพ สำนักชั้นสูง ยิ่งใหญ่จริงๆ"
หนานกงอวี่ชะงักไปเล็กน้อย ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ การไปยั่วโมโหสำนักชั้นสูงดูจะไม่ฉลาดนัก แต่ทว่า...
ศิษย์น้องเล็กเห็นชายหนุ่มตรงหน้าหยุดมือ จึงรีบกล่าว "ขอแค่เจ้าปล่อยข้าไป ไม่ว่าเจ้าต้องการอะไร หากข้ามี ข้าจะยกให้เจ้าทั้งหมด"
พูดจบ เขาก็มองหนานกงอวี่ด้วยสายตาเว้าวอน แต่ลึกลงไปในแววตากลับซ่อนความอาฆาตแค้นไว้อย่างรุนแรง หากเขารอดกลับไปได้ เขาจะให้ท่านพ่อมาจับตัวคนผู้นี้และสัตว์เดรัจฉานสองตัวนี้ ถลกหนัง เลาะเส้นเอ็น ทรมานทั้งวันทั้งคืนให้อยากตายก็ตายไม่ได้
ด้วยทักษะเนตรสวรรค์ ลู่ฉางเกอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเคียดแค้นและเกลียดชังจากตัวศิษย์น้องเล็ก เขาจึงยิ้มมุมปากเล็กน้อย เยี่ยมมากไอ้หนู เจ้าหาทางตายให้ตัวเองแท้ๆ
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยเตือน ก็เห็นดวงตาของศิษย์น้องเล็กเบิกโพลงด้วยความโกรธแค้นราวกับจะถลนออกมา เขามองหนานกงอวี่อย่างไม่อยากจะเชื่อ ริมฝีปากขยับพะงาบๆ แต่ไร้เสียง แสงสีแดงสายหนึ่งหายวูบเข้าไปในมือขวาของหนานกงอวี่ที่ยังคงฝังอยู่ในอกของเขา
ศิษย์น้องเล็ก เสียชีวิต สิริอายุสิบหกปี ช่างน่าเสียดายจริงๆ!
วินาทีที่หัวใจของศิษย์น้องเล็กถูกบดขยี้ ร่างกายของจางซู่ก็ราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนหมดสิ้น ดวงตาของเขาเลื่อนลอย จบสิ้นกัน!
จบสิ้นทุกอย่างแล้ว เขาไม่สามารถกลับไปที่สำนักชั้นสูงได้อีก อนาคตดับวูบลงทันที
เมื่อคิดได้ดังนั้น ดวงตาของจางซู่ก็เบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นแทบจะถลนออกมาไม่แพ้ศิษย์น้องเล็ก เขาจ้องมองฆาตกรเขม็ง กัดฟันพูดทีละคำ "ไอ้หนู! ข้า! จะ! ฆ่า! แก!"
สิ้นเสียง ค่ายกลโลหิตก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง และคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็รุนแรงยิ่งกว่าเดิม เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังกึกก้องสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ราวกับราชาแห่งสัตว์ร้ายทั้งมวลกำลังจะหลุดพ้นจากพันธนาการ
ร่างของลู่ฉางเกอวูบไหว ทิ้งเงาจันทร์ไว้ที่จุดเดิม แล้วไปปรากฏกายตรงหน้าหนานกงอวี่
"ข้ารู้ว่าเจ้าโกรธมาก แต่อย่าเพิ่งรีบโกรธ"
เขาโยนทักษะการรักษาใส่หนานกงอวี่ที่อยู่ด้านหลังอย่างไม่ใส่ใจ ภายใต้การระเบิดพลังกะทันหันเมื่อครู่ อวัยวะภายในของเด็กหนุ่มบอบช้ำจนพรุนไปหมดแล้ว
"ติ๊ง! ท่านได้รักษาผู้ฝึกจิตระดับสี่ โชคชะตาระดับเก้าดาว เผ่ามนุษย์ ได้รับแต้มรักษา +1000"
"แต้มรักษา: 3630"
"ในที่สุดก็ครบเสียที!"
เสี่ยวหนานจื่อคือ 'ตัวปั๊มค่าประสบการณ์' ของข้าจริงๆ ลู่ฉางเกอไม่ลังเลอีกต่อไป ระดับการบำเพ็ญเพียรจงเพิ่มขึ้น!
แต้มรักษา - 3000
"ระดับการบำเพ็ญเพียร: ปรมาจารย์วิญญาณ ขั้นหนึ่ง"
หลังจากทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์วิญญาณ ลู่ฉางเกอจึงสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง พลังวิญญาณหนาแน่นกว่าเดิมถึงยี่สิบเท่า และการควบคุมพลังวิญญาณก็เหนือล้ำกว่าระดับผู้ฝึกจิตอย่างเทียบไม่ติด
ทว่า ปรมาจารย์วิญญาณของสำนักโลหิตเทพคนนี้ ดูเหมือนจะไม่เท่าไหร่เลยแฮะ?
เก็บความสงสัยเอาไว้ก่อน ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ท่าไม้ตายก้นหีบของจางซู่ก็สำแดงฤทธิ์เต็มที่แล้ว จากใจกลางค่ายกลโลหิต สัตว์ยักษ์ตนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ร่างกายแดงฉานดั่งโลหิต ไม่สิ มันคือโลหิตนั่นแหละ... วิชาลับสำนักโลหิตเทพ 'อสูรโลหิต'
อสูรโลหิตคำรามก้องฟ้า ปากมหึมาอ้ากว้าง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ชั่วร้ายอำมหิตจนน่าขนลุก
จางซู่ยืนอยู่ใต้อสูรโลหิต ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความบ้าคลั่ง
"ข้าจะทำให้เจ้าเสียใจที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้ จงซึมซับช่วงเวลาสุดท้ายไว้ซะ!"
พูดจบ อสูรโลหิตขนาดมหึมาก็พุ่งเข้ากลืนกินลู่ฉางเกอและหนานกงอวี่ทันที