- หน้าแรก
- ผู้คุมซ่อนคม ข้ามีระบบแก้ไขวรยุทธ์
- บทที่ 8 - อาเฉิงผู้จิตใจดี
บทที่ 8 - อาเฉิงผู้จิตใจดี
บทที่ 8 - อาเฉิงผู้จิตใจดี
บทที่ 8 - อาเฉิงผู้จิตใจดี
ผู้ที่รุดมาถึงมีทั้งหมดสี่คน คนนำขบวนอายุราวสามสิบกว่าปี คิ้วเข้มหน้าเหลี่ยม รูปร่างสูงใหญ่กำยำ สวมเครื่องแบบกองปราบระวังเมืองสีดำลายเมฆ เอวห้อยดาบยาว เขาคือหลิวอวิ๋นเฟิง หัวหน้ามือปราบประจำกองปราบสาขาย่านหรูอี้ เขตใต้
อีกสามคนเป็นลูกน้องมือปราบในสังกัดของหลิวอวิ๋นเฟิง
"ไอ้เฉินเอ้อร์มันฆ่าคน!
ใต้เท้าเจ้าขา ช่วยพวกเราแม่ลูกด้วย ขอความเป็นธรรมให้พวกเราด้วยเจ้าค่ะ!"
แม่ม่ายเถียนพอเห็นเจ้าหน้าที่กองปราบมาถึง ก็รีบตะเกียกตะกายเข้าไปคุกเข่าโขกหัวให้หลิวอวิ๋นเฟิง ร้องห่มร้องไห้ฟ้องร้องทันที
"หุบปาก!"
มือปราบหนุ่มที่มีแผลเป็นยาวที่แก้มซ้าย ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังหลิวอวิ๋นเฟิง ตวาดเสียงดัง มือจับด้ามดาบเตรียมพร้อม
กฎหมายราชวงศ์ต้าอวี๋นั้นเข้มงวดกวดขัน เจ้าหน้าที่กองปราบไม่ใช่คนที่จะมาล้อเล่นด้วยได้ ชาวบ้านตาดำๆ อยู่อย่างสงบก็แล้วไป แต่ถ้ากล้าก่อเรื่องจนถึงมือเจ้าหน้าที่ เบาะๆ ก็โดนซ้อมน่วม หนักหน่อยก็โดนลากเข้าคุกไปทรมาน
อย่าว่าแต่ชาวบ้านร้านตลาดเลย ต่อให้เป็นพวกนักเลงหัวไม้ในยุทธภพ เจอเจ้าหน้าที่ทางการก็ยังต้องหลบฉาก
แม่ม่ายเถียนตกใจจนตัวสั่น รีบหุบปากเงียบกริบ
หลิวอวิ๋นเฟิงสีหน้าเคร่งขรึม แผ่รังสีอำมหิต กวาดตามองคนในเหตุการณ์ปราดเดียวก็รู้เรื่องราวคร่าวๆ
ทะเลาะวิวาท!
ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ถ้ามือปราบเจอเหตุการณ์แบบนี้ โดยทั่วไปก็จะจับคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาซ้อมสั่งสอน แล้วก็เลิกแล้วต่อกัน
เว้นแต่จะมีฝ่ายใดบาดเจ็บสาหัสพิการ หรือถึงขั้นมีคนตาย ถึงจะจับกุมตัวไปดำเนินคดี
แน่นอนว่านี่เป็นวิธีปฏิบัติสำหรับชาวบ้านทั่วไป ใช้กับพวกคนใหญ่คนโตในเมืองไม่ได้
สถานการณ์วันนี้แม้ไม่มีลูกท่านหลานเธอเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็มีความพิเศษอยู่นิดหน่อย คนลงมือสวมชุดผู้คุม ดูท่าจะเป็นคนของคุกใต้
เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ในที่ทำการ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธุรการ มือปราบ หรือฝ่ายใช้แรงงาน ล้วนเป็นพวกเดียวกัน แต่ผู้คุมสังกัดฝ่ายใช้แรงงาน ย่อมต้องเกรงใจมือปราบอยู่ส่วนหนึ่ง
ตามหลักแล้วผู้คุมที่อยู่นอกคุก ก็ยังอยู่ใต้อำนาจของมือปราบ ผู้คุมหนุ่มตรงหน้าสวมชุดระดับล่างสุด หลิวอวิ๋นเฟิงสามารถใช้อำนาจจัดการลงโทษทั้งสองฝ่ายได้ทันที
แต่ทว่า พอเห็นหม่าลิ่วนอนดิ้นพราดๆ อยู่บนพื้น แขนขาห้อยรุ่งริ่ง เห็นชัดว่ากระดูกหัก
ส่วนคนลงมือคือผู้คุมหนุ่มน้อยท่าทางธรรมดา รูปร่างค่อนไปทางผอมบาง แต่บนตัวกลับไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย ไม่เพียงไม่บาดเจ็บ สีหน้ายังเรียบเฉย ไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิด
ดูท่าทางแล้ว การหักแขนหักขาคนสำหรับเขา คงเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
"หักแขนหักขาคนได้ง่ายๆ แบบนี้ ไอ้หนูผู้คุมคนนี้ ไม่ธรรมดา!"
ด้วยประสบการณ์อันโชกโชน หลิวอวิ๋นเฟิงประเมินในใจ
"เจ้าเป็นคนอัดสามคนนี้งั้นรึ?" หลิวอวิ๋นเฟิงจ้องหน้าเฉินเฉิง ถามเสียงเข้ม
ถึงยังไงเขาก็เป็นหัวหน้ามือปราบคุมเขตนี้ ต่อให้ไอ้หนูผู้คุมนี่จะมีฝีมือ แต่ก็ไม่ควรมาทำกร่างในถิ่นของเขา หลิวอวิ๋นเฟิงยอมไม่ได้ที่จะให้ใครมาข้ามหน้าข้ามตา ยิ่งเป็นแค่ผู้คุมชั้นผู้น้อยด้วยแล้ว
"เรียนหัวหน้าหลิว ผู้น้อยไหนเลยจะกล้าตบตีชาวบ้านกลางถนน ฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง? ผู้น้อยเพียงแค่ป้องกันตัวเท่านั้นขอรับ"
เฉินเฉิงประสานมือคารวะ ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ท่าทางนอบน้อมแต่ไม่ถึงกับยอมสยบ
"เจ้ารู้จักข้า?" หลิวอวิ๋นเฟิงประหลาดใจ
แม้เขาจะเป็นหัวหน้ามือปราบระดับเก้าชั้นโท แต่ย่านหรูอี้มีคนตั้งหลายหมื่น ถนนหนทางที่เขาดูแลมีชาวบ้านเป็นพัน เขาจำไม่ได้หรอกว่าเคยไปรู้จักมักจี่กับผู้คุมคนนี้ตอนไหน
เฉินเฉิงยิ้ม "ข้าทำงานอยู่กับหัวหน้าเจี่ยง เคยเห็นหัวหน้าหลิวผ่านไปมาหลายครั้งขอรับ"
"อ้อ ที่แท้ก็ลูกน้องพี่เจี่ยงนี่เอง มิน่าล่ะ" หลิวอวิ๋นเฟิงนึกอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยังจำไม่ได้ว่าเจี่ยงเฉิงมีลูกน้องคนนี้อยู่ด้วย เลยถามต่อ "เจ้าชื่อแซ่อะไร?"
เฉินเฉิงตอบ "ผู้น้อยชื่อ เฉินเฉิง ขอรับ"
"เฉินเฉิง... ชื่อนี้คุ้นหูชอบกล เหมือนเคยได้ยินพี่เจี่ยงพูดถึง..." หลิวอวิ๋นเฟิงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง จู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมา "หรือว่าเจ้าคือ อาเฉิงคนโหด?"
เฉินเฉิงเกาหัวแก้เขิน ยิ้มแหยๆ "นั่นเป็นชื่อที่พี่ๆ เขาเรียกกันเล่นๆ สนุกปากเฉยๆ ความจริงข้าเป็นคนจิตใจดีจะตายไป"
จิตใจดี? ลงมือทีหักแขนหักขาคน นี่เรียกว่าจิตใจดี? หลิวอวิ๋นเฟิงหางตากระตุกยิกๆ
เขามองผู้คุมหนุ่มหน้าซื่อตาใสตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ไอ้หนูนี่สมฉายา อาเฉิงคนโหด จริงๆ!
พอเห็นเฉินเฉิงรู้จักกับหัวหน้าหลิว แถมดูท่าทางจะคุยกันถูกคอ แม่ม่ายเถียนก็ร้อนรน รีบร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย
"เฉินเฉิงมันรุมทำร้ายพวกเราสามคน ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ขอท่านหลิวช่วยให้ความเป็นธรรมด้วยเจ้าค่ะ!"
หลิวอวิ๋นเฟิงขมวดคิ้ว มือปราบหน้าบากที่อยู่ด้านหลังรู้เจ้านายดี ตบเปรี้ยงเข้าที่หน้าแม่ม่ายเถียนจนหน้าหัน
"ท่านหัวหน้ากำลังพูด ใครใช้ให้เอ็งสอด!"
แก้มแม่ม่ายเถียนบวมเป่ง ปวดจนต้องสูดปาก แต่ไม่กล้าปริปากบ่น
"เฉิน... อาเฉิง เรื่องวันนี้มันเป็นมายังไง?" หลิวอวิ๋นเฟิงถาม รู้สึกว่าเรียกอาเฉิงมันคล่องปากกว่า
เฉินเฉิงฟังออกว่าอีกฝ่ายเริ่มมีไมตรี จึงทำหน้าตาใสซื่อเล่าความเท็จปนจริง "เรียนหัวหน้าหลิว เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อวานเจ้าทึ่มรองลูกแม่ม่ายเถียนเอาหินปาหัวเมียข้า ข้าโมโหเลยไปเตะสั่งสอนมันทีนึง
แม่ม่ายเถียนก็มาอาละวาด จะข่วนหน้าข้า ข้าก็ต้องป้องกันตัว เผลอถีบนางไปทีนึง
ส่วนเจ้าหม่าลิ่วนี่ มันถือไม้จะตีหัวข้า ข้าร่างกายอ่อนแอ ขืนโดนไม้ฟาดคงตายคาที่ เลยจำใจต้องป้องกันตัว พลั้งมือทำเขารับบาดเจ็บเล็กน้อยไปหน่อย
เพื่อนบ้านแถวนี้เห็นเหตุการณ์กันหมด เป็นพยานให้ข้าได้
ข้าเฉินเฉิงเป็นคนจิตใจเมตตา ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ข้าไม่ลงไม้ลงมือหรอกขอรับ"
แขนหักขาหัก นี่เรียกว่าบาดเจ็บเล็กน้อย? หลิวอวิ๋นเฟิงพูดไม่ออก แต่เห็นเฉินเฉิงอ้างพยานบุคคล คิดว่าคงไม่ได้โกหก จึงหันไปถามชาวบ้านตรอกต้นหวายที่มุงดูอยู่
"ที่เฉินเฉิงพูดมา เป็นความจริงหรือไม่?"
แม่ม่ายเถียนไม่ใช่คนดี หม่าลิ่วก็เป็นนักเลงหัวไม้ที่ชอบรังแกชาวบ้าน คนในตรอกต้นหวายเอือมระอากันมานาน พอได้ยินคำถาม ทุกคนก็พร้อมใจกันพยักหน้ารับรอง
"ตามกฎหมายต้าอวี๋ เฉินเฉิงกระทำการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีความผิด"
หลิวอวิ๋นเฟิงคร้านจะยุ่งเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ จึงตัดสินไปตามเรื่องตามราว จากนั้นหันไปมองแม่ม่ายเถียน สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาอีกครั้ง
"ข้าตัดสินแบบนี้ พวกเจ้าสามคนยอมรับหรือไม่?"
แม่ม่ายเถียนไม่ยอม จะอ้าปากเถียง หม่าลิ่วรู้ฤทธิ์เดชเจ้าหน้าที่ดี รีบกระตุกขากางเกงนาง กัดฟันข่มความเจ็บปวดพูดว่า "ท่านหลิว พวกข้ายอมรับ ยอมรับทุกอย่างขอรับ"
"ฮึ! ยอมรับก็ดี! ถ้าพวกเอ็งกล้าก่อเรื่องอีก อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี!"
หลิวอวิ๋นเฟิงแค่นเสียงเตรียมจะพาลูกน้องกลับ
เฉินเฉิงรีบพูดขึ้น "หัวหน้าหลิว ผู้น้อยมีอีกเรื่อง รบกวนหัวหน้าหลิวช่วยเป็นสักขีพยานให้หน่อยขอรับ"
พูดพลางล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
"แม่ม่ายเถียนยืมเงินพ่อข้าไปห้าร้อยอีแปะเมื่อสองปีก่อน นี่คือสัญญาเงินกู้"
หลิวอวิ๋นเฟิงรับสัญญาไปกวาดตามองผ่านๆ แล้วหันไปถามแม่ม่ายเถียน "จริงหรือไม่?"
หลักฐานคาตา แม่ม่ายเถียนดิ้นไม่หลุด แต่ใจจริงไม่อยากคืนเงิน เลยแกล้งบีบน้ำตาเรียกคะแนนสงสาร
"จริงเจ้าค่ะ แต่สามีข้าตายจาก เหลือแค่แม่ม่ายลูกกำพร้า ไร้ที่พึ่งพิง..."
"พอ!" หลิวอวิ๋นเฟิงตัดบท "เป็นหนี้ต้องใช้คืน เป็นสัจธรรมค้ำจุนโลก เป็นหนี้ก็ต้องจ่าย นี่คือกฎ"
พูดจบ เขาก็ปรายตามองไปที่กระสอบผ้าป่านกับไก่สองตัวที่หน้าประตูบ้าน แววตาเย็นชา
"มีไก่กินด้วยนี่ ชีวิตความเป็นอยู่ดีถมไปไม่ใช่รึ!"
"ท่านหลิว ข้าคืน ข้าคืนเดี๋ยวนี้แหละเจ้าค่ะ" แม่ม่ายเถียนรู้ว่าปิดไม่มิด จำใจควักถุงเงินออกมานับเหรียญอีแปะห้าร้อยเหรียญ ยื่นให้เฉินเฉิงด้วยมือที่สั่นเทา
เฉินเฉิงไม่รับ ยืนนับนิ้วคำนวณเสียงเรียบ "ตอนนั้นยืมพ่อข้าไปห้าร้อยอีแปะ ส่วนดอกเบี้ย... คิดเรทต่ำสุดให้เลยนะ กู้เก้าคืนสิบสาม เดือนนึงก็ห้าร้อยหกสิบห้าอีแปะ ทบต้นทบดอกยืมไปสองปีเป็นเท่าไหร่? ข้าลองคำนวณดู... ช่างเถอะ ข้าเป็นคนใจดี คิดแค่สองตำลึงเงินก็พอ"
"หา! สองตำลึง?" แม่ม่ายเถียนตกใจเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงกับพื้น แทบอยากจะกัดลิ้นตาย
[จบแล้ว]