เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 - ภัยถึงตัว

บทที่ 9 - ภัยถึงตัว

บทที่ 9 - ภัยถึงตัว


บทที่ 9 - ภัยถึงตัว

ที่แย่ไปกว่านั้นคือเฉินเฉิงพูดจามีหลักการ แถมยังมีหัวหน้ามือปราบหนุนหลัง ถ้ากล้าปฏิเสธแม้แต่ครึ่งคำ หากพวกเจ้าหน้าที่ทางการเอาจริงขึ้นมา ผลที่ตามมาคงน่ากลัวเกินจินตนาการ

แม่ม่ายเถียนสมองหมุนติ้วหาทางออกอยู่นาน แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก สุดท้ายได้แต่ใช้สัญชาตญาณ คลานเข้าไปกอดขาเฉินเฉิง ร้องห่มร้องไห้อ้อนวอน

"อาเฉิง ฐานะทางบ้านข้าเจ้าก็รู้ดี ข้าไม่มีปัญญาหาเงินมากมายขนาดนั้นมาคืนหรอก

เราเป็นเพื่อนบ้านกันมานาน เห็นหน้าค่าตากันทุกวัน ขอร้องล่ะ ยกโทษให้ข้าเถอะ เห็นแก่หน้าผัวข้าที่ตายไปแล้ว ปล่อยพวกเราแม่ลูกไปเถอะนะ

ขอแค่เจ้ายอมยกหนี้ให้ จะให้ข้าทำอะไรข้าก็ยอม"

แม่ม่ายเถียนอายุสามสิบกว่า ปกติชอบแต่งหน้าทาปาก แถมหน้าอกหน้าใจก็ดูอวบอั๋น พอจะมีเสน่ห์อยู่บ้าง นางจงใจเบียดอกอวบๆ ถูไถไปกับขาของเฉินเฉิง...

เฉินเฉิงรู้ดีว่านางมั่วผู้ชายมาเยอะ ไม่ใช่หญิงดีงามอะไร รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาทันที เลยสะบัดขาเหวี่ยงนางกระเด็นออกไป

"ก็ได้! ข้ามันคนใจดี เห็นแก่ความเป็นเพื่อนบ้าน คืนมาแค่หนึ่งตำลึงก็แล้วกัน"

เห็นแม่ม่ายเถียนทำท่าจะเข้ามาตื๊ออีก เขาจึงพูดเสียงเย็น "หนึ่งตำลึง ห้ามขาดแม้แต่อีแปะเดียว! ขืนยังเรื่องมากอีก อย่าหาว่าข้าเปลี่ยนใจ!"

"ข้า... ข้าจ่าย" แม่ม่ายเถียนเห็นว่าแผนสาวงามใช้ไม่ได้ผล ในใจเจ็บแค้นที่เฉินเฉิงใจหินดั่งภูผา แต่ตอนนี้ตัวเองเป็นลูกไก่ในกำมือ จำต้องยอมจำนน

นางเทถุงเงินออกมานับอยู่นาน สุดท้ายนับได้แค่สามร้อยอีแปะ รวมกับห้าร้อยอีแปะเมื่อกี้ ก็ยังขาดอีกสองร้อย

"อาเฉิง ข้ามีแค่แปดร้อยอีแปะจริงๆ"

เฉินเฉิงยังไม่ยอมรับเงิน ปรายตามองไปทางหม่าลิ่ว "หม่าลิ่ว เอ็งว่าไง?"

หม่าลิ่วมีหรือจะไม่เข้าใจความหมาย ทำหน้าเหมือนกินยาขม ใช้มือซ้ายที่ยังดีอยู่ล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ควานหาอยู่นานกว่าจะหยิบเงินสองร้อยอีแปะออกมา

เฉินเฉิงถึงยอมฉีกสัญญาหนี้ทิ้ง แล้วรับเงินจากทั้งสองคนมาเก็บใส่กระเป๋า

"อาเฉิง ในเมื่อเรื่องจบแล้ว พวกข้าขอตัวก่อน ไว้เจอกันใหม่"

หลิวอวิ๋นเฟิงยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง วันนี้เขาได้เห็นฤทธิ์เดชของอาเฉิงคนโหดกับตาตัวเองแล้ว

อายุน้อยแค่นี้ แต่วิธีการจัดการเฉียบขาดโหดเหี้ยม เด็กคนนี้อนาคตไกลแน่นอน การได้ช่วยเหลือผูกมิตรไว้ถือว่าคุ้มค่า!

"หัวหน้าหลิว ไม่ต้องรีบ!"

เฉินเฉิงประสานมือ ยิ้มแย้ม "นี่ก็สายมากแล้ว หัวหน้าหลิวกับพี่ๆ มือปราบคงยังไม่ได้ทานข้าว ถ้าไม่รังเกียจ ให้ข้าเป็นเจ้ามือเลี้ยงเหล้าสักมื้อเถอะขอรับ?"

คราวนี้ไม่ใช่แค่หลิวอวิ๋นเฟิง แม้แต่มือปราบอีกสามคนรวมถึงเจ้าหน้าบาก ก็ต้องมองเฉินเฉิงใหม่ด้วยความชื่นชม

คนเราเมื่อมีคนให้เกียรติหนึ่งศอก ก็ต้องตอบแทนหนึ่งวา ถ้าเฉินเฉิงเอาแต่ใช้กำลัง ไม่รู้จักมารยาททางสังคม ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไปได้ไม่ไกล

อาเฉิงคนโหด รู้จักวางตัว!

ยังไม่ทันที่หลิวอวิ๋นเฟิงจะตอบรับ มือปราบหน้าบากก็เดินเข้ามาโอบไหล่เฉินเฉิงอย่างสนิทสนม "น้องเฉิน บนถนนถัดไปมีภัตตาคารเปิดใหม่รสชาติเด็ดดวง วันนี้พี่น้องเราต้องดื่มกันให้เมาไปข้าง!"

"ขอถามพี่ชาย ท่านมีนามว่ากระไร?"

"เลี่ยวซาน ข้าแก่กว่าเจ้าไม่กี่ปี เรียกข้าพี่ซานก็พอ"

......

ชาวบ้านตรอกต้นหวายมองดูเฉินเฉิงเดินคุยอย่างถูกคอกับพวกมือปราบจนลับตาไป ต่างก็ใจสั่นขวัญหาย

เป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งนาน เพิ่งจะรู้ว่าเฉินเฉิงเป็นคนจริงถึงขนาดนี้!

โดยเฉพาะพวกที่ยืมเงินพ่อเฉินเฉิงแล้วไม่คืน ต่างอกสั่นขวัญแขวนหวาดกลัวไปตามๆ กัน

ถ้าเฉินเฉิงไม่ไปทวงหนี้แม่ม่ายเถียน แต่มาทวงพวกเขา ป่านนี้คนที่ต้องเจ็บตัวคงเป็นพวกเขาแล้ว

ส่วนแม่ม่ายเถียนกับลูกน้อง รีบมุดหัวกลับเข้าบ้าน ปิดประตูลั่นดาลเงียบกริบ

......

ถนนถัดไป ภัตตาคารหรงเหอ

นี่เป็นร้านเหล้าเปิดใหม่ ลูกค้าค่อนข้างแน่น

ทั้งกลุ่มเลือกนั่งในห้องส่วนตัว เฉินเฉิงใจป้ำ สั่งขาหมูน้ำแดง ห่านย่าง ไก่พะโล้ กระดูกแกะตุ๋นน้ำแดง ผัดผักอีกสองสามอย่าง และเหล้าขาวอีกสองไห

การสั่งอาหารแบบจัดเต็มขนาดนี้ ซื้อใจหลิวอวิ๋นเฟิงได้ไม่น้อย ส่วนเลี่ยวซานกับมือปราบอีกสองคน ยิ่งยกย่องเฉินเฉิงขึ้นหิ้ง

เพราะเงินเดือนมือปราบก็ไม่ได้มากกว่าผู้คุมเท่าไหร่ ปกติพวกเขาก็แทบไม่ได้มากินร้านอาหารดีๆ แบบนี้

พอเหล้าเข้าปากไปไม่กี่จอก เฉินเฉิงก็สนิทกับทุกคน

"จริงสิ หัวหน้าหลิว เมื่อวานเห็นหัวหน้าเจี่ยงคุมตัวนักโทษคนหนึ่งเข้าคุก ได้ยินว่าเป็นจอมโจรเจียงหยางที่ก่อคดีฆ่าล้างตระกูล หลังจากหัวหน้าเจี่ยงสอบสวนด้วยตัวเองแล้ว ก็พากำลังออกไปจับกุม ไม่ทราบว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้างขอรับ?"

อาศัยจังหวะกรึ่มๆ เฉินเฉิงแกล้งถามลอยๆ เพราะนักโทษคนนั้นเคยเสนอเงินให้ร้อยห้าสิบตำลึง ถ้าสืบข่าวที่เป็นประโยชน์ได้บ้างก็คงดี

"จอมโจรเจียงหยาง? เจ้าหมายถึงคดีตระกูลโจวย่านหรูอี้รึ?" หลิวอวิ๋นเฟิงหน้าเปลี่ยนสีทันที เคร่งเครียดขึ้นมา "อาเฉิง เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง?"

ไม่ใช่แค่หลิวอวิ๋นเฟิง เลี่ยวซานกับมือปราบคนอื่นก็หน้าตึงเครียดขึ้นมาทันควัน

เฉินเฉิงใจหายวาบ นี่เขาแค่ถามไปงั้นๆ ดันไปแหย่รังแตนเข้าให้แล้วเหรอ?

"หัวหน้าหลิว ผู้คุมตัวเล็กๆ อย่างข้าจะไปรู้อะไร ก็แค่เห็นหัวหน้าเจี่ยงสอบสวนนักโทษด้วยตัวเอง เลยไปถามน้าหลี่เทาเข้า

เมื่อวานพอหัวหน้าเจี่ยงสอบสวนเสร็จ สั่งให้เก็บชีวิตมันไว้ ข้าเลยเป็นคนไปทำแผลให้"

"ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้" หลิวอวิ๋นเฟิงสีหน้าผ่อนคลายลง ก่อนจะกดเสียงต่ำกระซิบ "อาเฉิง เรื่องนี้สำคัญมาก มันเกี่ยวพันไปถึงผู้ลากมากดีตระกูลใหญ่ในเมืองชั้นใน

ในสายตาของพวกคนใหญ่คนโตในเมืองชั้นใน อย่าว่าแต่เจ้าเลย แม้แต่ข้าก็พร้อมจะโดน..."

หลิวอวิ๋นเฟิงทำท่าปาดคอตัวเอง

"เชื่อคำแนะนำของข้า อย่าไปสืบสาวราวเรื่อง และอย่าพยายามไปยุ่งกับนักโทษคนนั้นเด็ดขาด"

"ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณหัวหน้าหลิวที่เตือนสติ"

เฉินเฉิงประสานมือขอบคุณด้วยความจริงจัง

แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง แต่ในใจคลื่นลมโหมกระหน่ำ

หลิวอวิ๋นเฟิงเป็นถึงจอมยุทธ์ระดับขัดเกลาผิวหนัง เป็นหัวหน้ามือปราบระดับเก้า ในสายตาชาวบ้านถือว่ามีอำนาจล้นฟ้า ขนาดเขายังกลัวหัวหด ความอันตรายของเรื่องนี้คงไม่ต้องพูดถึง

"โลกนี้น่ากลัวจริงๆ ข้าเกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งเพราะความอยากรู้อยากเห็นซะแล้ว!

ฝีมือข้ายังอ่อนด้อยนัก ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้!"

คิดได้ดังนั้น เฉินเฉิงก็ไม่กล้าถามอะไรต่อ

หลิวอวิ๋นเฟิงกับเลี่ยวซานก็จงใจเลี่ยงหัวข้อนี้ไปคุยเรื่องอื่น

พอกินอิ่มดื่มกันจนพอใจ หลิวอวิ๋นเฟิงกับลูกน้องต้องไปเข้าเวรช่วงบ่าย จึงรีบขอตัวกลับ

เฉินเฉิงไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ มื้อนี้หมดไปสามร้อยแปดสิบอีแปะ เท่ากับค่าอาหารบ้านตระกูลเฉินเกือบทั้งเดือน เล่นเอาปวดใจจี๊ด

"เงินนี้จ่ายไปไม่เสียเปล่า อย่างน้อยก็ได้คำเตือนจากหลิวอวิ๋นเฟิง ช่วยให้รอดพ้นจากหายนะมาได้ แถมยังได้ผูกมิตรกับพวกมือปราบ ต่อไปชีวิตในตรอกต้นหวายคงสงบสุขขึ้นเยอะ!"

เฉินเฉิงปลอบใจตัวเอง พลางเดินใจลอยออกจากร้านอาหาร จนเกือบจะชนเข้ากับเด็กสาวที่กำลังเดินสวนเข้ามา

โชคดีที่เฉินเฉิงปฏิกิริยาไว ขยับตัวหลบได้ทัน

เด็กสาวคนนั้นอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ด รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาสะสวย สวมชุดทะมัดทะแมงสีเขียวอ่อน คลุมทับด้วยเสื้อขนสัตว์ ที่เอวห้อยกระบี่สั้นคู่ สีหน้าดูบึ้งตึง

"นะ... นี่เจ้า เฉินเฉิง? เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"

เฉินเฉิงชะงักไปเล็กน้อย เหมือนเขาจะไม่รู้จักเด็กสาวคนนี้ พยายามขุดความทรงจำอยู่นาน ในที่สุดก็นึกออกว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นคู่หมั้นคู่หมายของเขา เจียงอวิ๋น นั่นเอง

เฉินเฉิงเคยเจอเจียงอวิ๋นแค่ครั้งเดียวเมื่อสามปีก่อน ตอนที่ยังไม่ระลึกชาติ เลยจำไม่ได้ในทันที

น้ำเสียงของเจียงอวิ๋นไม่เป็นมิตร ท่าทางวางก้ามข่มคน เฉินเฉิงก็ไม่ใช่คนที่จะยอมลงให้ใครง่ายๆ จึงตอบกลับไปห้วนๆ "นี่มันร้านอาหาร ข้าก็ต้องมากินข้าวน่ะสิ"

"กินข้าว? อย่างเจ้าเนี่ยนะ? ผู้คุมกระจอกๆ คนหนึ่ง?

เจ้ารู้หรือเปล่าว่าค่าอาหารในภัตตาคารหรงเหอมันราคาเท่าไหร่?"

เจียงอวิ๋นทำเหมือนได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก พูดจาถากถางด้วยความดูแคลน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 9 - ภัยถึงตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว