- หน้าแรก
- ผู้คุมซ่อนคม ข้ามีระบบแก้ไขวรยุทธ์
- บทที่ 5 - พวกปลาซิวปลาสร้อยรับมือยาก
บทที่ 5 - พวกปลาซิวปลาสร้อยรับมือยาก
บทที่ 5 - พวกปลาซิวปลาสร้อยรับมือยาก
บทที่ 5 - พวกปลาซิวปลาสร้อยรับมือยาก
"ลองวัดแรงดูหน่อยซิ!"
เฉินเฉิงกระโดดลงจากกำแพง เดินไปที่โอ่งน้ำกลางลานบ้าน ตักน้ำใส่ถังไม้จนเต็ม
ถังไม้เปล่าๆ หนักสิบกว่าชั่ง พอใส่น้ำเต็มก็น่าจะหนักสักห้าหกสิบชั่ง
"ฮึบ!"
เพียงแค่ออกแรงเบาๆ เฉินเฉิงก็ใช้มือเดียวหิ้วถังน้ำขึ้นมา แล้วยกสูงจนเสมอไหล่ สุดท้ายชูขึ้นเหนือหัว ค้างไว้นิ่งๆ
"ยังมีแรงเหลือ แต่ก็ไม่มาก!"
ยกค้างไว้สักพัก พอเริ่มรู้สึกเมื่อยแขน เฉินเฉิงก็วางถังน้ำลง พอจะประเมินฝีมือตัวเองได้คร่าวๆ
"เดิมทีข้าเป็นคนผอมแห้งแรงน้อย แรงน้อยกว่าผู้ชายทั่วไปหน่อยนึง แต่ตอนนี้พอสำเร็จวิชาเกราะเหล็กขั้นต้น พละกำลังน่าจะมากกว่าคนทั่วไปโข เผลอๆ อาจจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับพวกคนงานแบกหามร่างยักษ์ได้เลย
นี่แค่เรื่องพละกำลัง ความว่องไวของข้าก็เหนือกว่าคนทั่วไปมาก
ถ้าไปเจอพวกตัวใหญ่แต่แรงเยอะกว่า ข้าสู้ไม่ได้ก็ยังวิ่งหนีทัน!"
นับดูแล้ว เพิ่งฝึกวิชาเกราะเหล็กมาได้แค่ครึ่งเดือน แค่ขั้นเริ่มต้นยังเทพขนาดนี้!
ถ้าฝึกจนถึงขั้นเชี่ยวชาญ ขั้นสูง หรือขั้นสมบูรณ์ จะเก่งกาจขนาดไหน?
"อนาคตไกล! อนาคตไกลแน่ๆ!"
เฉินเฉิงยิ้มแก้มปริด้วยความปิติยินดี!
"กินข้าวได้แล้วจ้ะ"
มู่เสี่ยวหว่านยกกับข้าวออกมาจากครัว เห็นเฉินเฉิงยืนยืดอกภูมิใจอยู่หน้าโอ่งน้ำ หัวใจเธอกระตุกวูบ สีหน้าฉายแววกังวล
เธอจำได้แม่นว่าไม่นานมานี้ พี่เฉินหลงใหลการฝึกยุทธ์ ฝึกเช้าฝึกเย็นไม่หลับไม่นอน จนสุดท้ายล้มป่วยเจียนตาย
เพิ่งจะหายดีได้ไม่กี่วัน พี่เฉินก็กลับมามีอาการแบบเดิมอีก หรือว่าโรคเก่าจะกำเริบ?
"พี่เฉิง พี่เริ่มฝึกยุทธ์อีกแล้วเหรอ ร่างกายพี่เพิ่งจะฟื้นตัว ห้ามฝึกซี้ซั้วเด็ดขาดนะจ๊ะ ถ้าเกิดเป็นอะไรไปอีก หนูตัวคนเดียวจะทำยังไง?
ถ้าพี่อยากฝึกยุทธ์จริงๆ พวกเราประหยัดกินประหยัดใช้ เก็บหอมรอมริบสักพัก ค่อยไปหาอาจารย์สอนดีๆ เถอะจ้ะ"
มู่เสี่ยวหว่านเป็นสะใภ้เลี้ยงที่พ่อของเฉินเฉิงซื้อมาเมื่อสามปีก่อน ได้รับการอบรมสั่งสอนจากพ่อของเขาเป็นอย่างดี แม้อายุยังน้อยแต่ก็รู้ความมาก ครึ่งปีก่อนตอนพ่อเฉินเสียชีวิต เฉินเฉิงต้องไปทำงานที่คุก เธอก็ดูแลจัดการงานบ้านทุกอย่างได้เรียบร้อย
ตอนที่เฉินเฉิงป่วยนอนซม ก็ได้เธอนี่แหละคอยเช็ดตัวป้อนข้าวป้อนน้ำไม่ห่าง
พูดถึงสะใภ้เลี้ยงบ้านนี้ เพื่อนบ้านต่างพากันชื่นชม ยกนิ้วให้กันเป็นแถว
"อืม พี่จะฟังเจ้านะ"
เฉินเฉิงไม่อยากให้เธอเป็นห่วง จึงยิ้มรับปากไปส่งเดช
มู่เสี่ยวหว่านยิ้มออก จูงมือเฉินเฉิงเข้าครัว
ครัวบ้านตระกูลเฉินทั้งแคบทั้งซอมซ่อ นอกจากเตาไฟก็มีแค่โต๊ะไม้เล็กๆ กับเก้าอี้เตี้ยๆ สองตัว
บนโต๊ะมีกับข้าววางรออยู่ ข้าวสองถ้วย หมูน้ำแดงหนึ่งชาม แกงจืดผักกาดขาวหนึ่งชาม และหัวไชเท้าดองอีกหนึ่งจาน
ข้าวถ้วยหนึ่งเป็นข้าวฟ่างพูนถ้วย อีกถ้วยเป็นข้าวฟ่างปนข้าวกล้องและถั่วเหลือง ปริมาณก็ไม่มาก มีแค่ค่อนถ้วย
"พี่เฉิง ทานข้าวสิจ๊ะ" มู่เสี่ยวหว่านยื่นถ้วยข้าวฟ่างให้เฉินเฉิง
เธอยืนกรานจะให้เฉินเฉิงกินของดีๆ โดยอ้างว่าเขาทำงานหนัก ส่วนเธออยู่บ้านไม่ได้ทำอะไรมาก
เฉินเฉิงเคยดุเธอไปหลายรอบ แต่เธอก็หัวดื้อไม่ฟัง ถ้าดุแรงเข้า เธอก็จะทำหน้าเศร้า ก้มหน้าน้ำตาซึม
เฉินเฉิงแพ้น้ำตาผู้หญิง เลยต้องปล่อยเลยตามเลย
"เมียดีขนาดนี้ หาที่ไหนไม่ได้แล้ว ไว้ข้ารวยเมื่อไหร่ จะเลี้ยงดูให้อยู่ดีกินดีเลยคอยดู"
คิดในใจพลางยิ้มรับถ้วยข้าว สายตาเหลือบไปเห็นข้างเตาไฟ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที
ข้างเตาไฟมีกิ่งไม้แห้งกองโตวางอยู่ มู่เสี่ยวหว่านแอบหนีเขาไปเก็บฟืนนอกเมืองกับพวกป้าๆ อีกแล้ว
ยุคนี้ข้าวยากหมากแพง บ้านเมืองระส่ำระสาย ในเมืองมีทหารลาดตระเวนยังไม่ค่อยจะสงบ มีเรื่องตีรันฟันแทง ลักวิ่งชิงปล้นไม่เว้นวัน
นอกเมืองยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไร้กฎหมายควบคุม โจรผู้ร้ายชุกชุม ยิ่งเหิมเกริมหนัก ทั้งโจรป่า โจรภูเขา พวกคนชั่วสารพัดรูปแบบ มู่เสี่ยวหว่านเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ถ้าไปเจอเข้า ผลที่ตามมาคงไม่ต้องเดา
"เสี่ยวหว่าน ทำไมเจ้าไม่ฟังที่พี่พูดอีกแล้ว?"
"ปัง!" ถ้วยดินเผากระแทกลงบนโต๊ะ ข้าวฟ่างกระเด็นออกมาหลายเม็ด!
พี่เฉิงโกรธจริงแล้ว!
มู่เสี่ยวหว่านสะดุ้งโหยง รีบลุกขึ้นยืน ก้มหน้ามองพื้น เสียงอ่อย
"พี่... พี่เฉิง ฟืนที่บ้านใกล้หมดแล้ว ตอนนี้ฟืนแพงมาก หนูคิดว่าไปกับป้าชุ่ยฮวา เก็บกิ่งไม้ที่คนตัดฟืนทิ้งๆ ไว้ น่าจะช่วยประหยัดเงินได้บ้าง
พี่วางใจเถอะ พวกเราไปกันตั้งสิบกว่าคน เก็บกันแค่ชายป่าแถวประตูเมือง ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ"
มู่เสี่ยวหว่านพูดจบ บรรยากาศในครัวก็เงียบกริบ
ถ่านในเตาไฟยังแดงระเรื่อ ส่งเสียงแตกเปรี๊ยะเบาๆ เป็นระยะ
พี่เฉิงไม่พูด แสดงว่าโกรธจัด!
มู่เสี่ยวหว่านก้มหน้าต่ำลงไปอีก
ผ่านไปสักพัก เธอแอบเงยหน้าชำเลืองมองเฉินเฉิง เห็นเขายังทำหน้านิ่ง ก็รีบก้มหน้ากลับไปใหม่
"ช่างเถอะ! กินข้าว!"
เฉินเฉิงถอนหายใจเบาๆ ยกถ้วยข้าวขึ้นมา เก็บเม็ดข้าวที่หกบนโต๊ะใส่ปาก แล้วคีบหมูน้ำแดงหลายชิ้นใส่ถ้วยมู่เสี่ยวหว่าน
ต่างคนต่างกินเงียบๆ
หมูหนึ่งชั่งที่ซื้อมา มู่เสี่ยวหว่านทำไปแค่ครึ่งเดียว หมูน้ำแดงชามนั้นมีอยู่ไม่กี่ชิ้น ตอนนี้ครึ่งหนึ่งย้ายไปอยู่ในถ้วยเธอแล้ว
เธออยากจะคีบคืนให้เฉินเฉิง แต่เห็นเขากำลังอารมณ์บ่อจอย เลยไม่กล้า ได้แต่คีบเข้าปากคำเล็กๆ อย่างน่าสงสาร
เฉินเฉิงเห็นท่าทางนั้นก็อดสงสารไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ราชวงศ์ต้าอวี๋ก่อตั้งมาเกือบพันปี เมืองหลินจี้เป็นเมืองเก่าแก่หลายร้อยปี มีประชากรกว่าล้านคน ป่าไม้รอบๆ ถูกตัดเหี้ยนไปนานแล้ว
ภูเขาที่มีป่าไม้อยู่ใกล้ที่สุดก็ห่างไปสิบกว่าลี้ แถมยังถูกพวกแก๊งคนตัดฟืนกับพวกเศรษฐีที่ดินยึดครอง คนจะไปตัดฟืนต้องจ่ายค่าคุ้มครอง
ใครไม่มีเงินจ่าย ก็ต้องถ่อไปตัดในป่าลึกที่ไกลออกไปอีก
หลายปีมานี้ภัยหนาวรุนแรง ชาวบ้านยากจนในเมืองหนาวตายกันทุกปี
ปีนี้ยิ่งหนัก เพิ่งเข้าหน้าหนาวหิมะก็ตก ทุกที่กลายเป็นน้ำแข็ง ราคาฟืนพุ่งสูงจนชาวบ้านตาดำๆ เอื้อมไม่ถึง
เฉินเฉิงตั้งใจไว้แล้วว่าได้เงินเดือนมาจะไปซื้อฟืน
ทั้งสองกินข้าวกันเงียบๆ จนอิ่ม มู่เสี่ยวหว่านก็รีบเก็บจานชามไปล้าง
เฉินเฉิงถามขึ้นทันทีว่า "รอยช้ำที่หน้าผากไปโดนอะไรมา? บอกความจริงมานะ!"
"คือเจ้าทึ่มรอง..." มู่เสี่ยวหว่านไม่กล้าปิดบัง เล่าเรื่องที่เจอหม่าลิ่วกับเจ้าทึ่มรองระหว่างทางกลับบ้านให้ฟังอย่างละเอียด
กลัวเฉินเฉิงจะดุ จึงรีบเสริมว่า
"พี่เฉิง ปกติหนูระวังตัวมากนะจ๊ะ ครั้งนี้... ครั้งนี้หนูพลาดเอง"
เฉินเฉิงจะไปดุมู่เสี่ยวหว่านลงได้ยังไง? คนที่ต้องโทษคือไอ้หม่าลิ่วกับเจ้าทึ่มรองที่มารังแกเธอต่างหาก
ยมบาลยังพอคุยได้ แต่ภูตผีตอแยไม่เลิก เฉินเฉิงเป็นภูตผีในคุก ไอ้หม่าลิ่วพวกนี้ก็เป็นภูตผีในสลัม
"ยังเจ็บอยู่ไหม"
เฉินเฉิงลูบหน้าผากมู่เสี่ยวหว่านอย่างเบามือ
มู่เสี่ยวหว่านรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ จับมือเฉินเฉิงไว้เบาๆ แล้วยิ้ม "ตอนโดนเจ็บมากเลยจ้ะ แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว"
"ดีขึ้นก็ดีแล้ว" เฉินเฉิงพูดเสียงนุ่ม "จำที่พี่เคยบอกได้ไหม"
"ที่บอกไว้?" มู่เสี่ยวหว่านงุนงงเล็กน้อย พอสบตากับดวงตาที่สว่างไสวดุจดวงดาวแต่แฝงความเด็ดเดี่ยวของเฉินเฉิง เธอก็เข้าใจทันที รีบพยักหน้าหงึกหงัก
"พี่เฉิง ต่อไปหนูจะไม่ไปเก็บฟืนแล้วจ้ะ ไม่... ไม่ใช่แค่ไม่ไปเก็บฟืน เวลาอยู่คนเดียวหนูจะไม่ออกไปไหนเลย"
"อืม เด็กดี!"
เฉินเฉิงยิ้ม บีบแก้มเธอเบาๆ แล้วเดินออกจากครัว
มู่เสี่ยวหว่านรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เก็บจานชามด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงกว่าปกติ
เฉินเฉิงหยิบดาบประจำกาย เดินออกจากรั้วบ้าน มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านแม่ม่ายเถียนทันที
[จบแล้ว]