เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

119 - เจ้าคือยอดดวงใจของพวกเรา!

119 - เจ้าคือยอดดวงใจของพวกเรา!

119 - เจ้าคือยอดดวงใจของพวกเรา!


119 - เจ้าคือยอดดวงใจของพวกเรา!

หลี่ต้านกระทำการสำเร็จผล ทั้งยังสามารถต้านทานทัณฑ์เม็ดยาเอาไว้ได้

เซี่ยหว่านหรงโผเข้าหาในทันใด นางรวบตัวประคองหลี่ต้านที่กำลังล้มพับลงไปไว้ในอ้อมแขน

หลี่ต้านที่นอนซบอยู่ในอ้อมอกของเซี่ยหว่านหรงมีสติเลอะเลือนนัก เขาพยายามเค้นเสียงอันแหบพร่าออกมา "ท่าน... ท่านอาจารย์หญิง เร็ว... รีบช่วยอาจารย์..."

เซี่ยหว่านหรงหลั่งน้ำตาพลางพยักหน้าด้วยความตื้นตัน "ได้ ได้ ได้ ไม่เป็นไรแล้ว ทุกอย่างไม่ต้องกังวลแล้ว ขอบใจเจ้าเหลือเกิน ขอบใจเจ้ามาก..."

เหลียวซิงฮั่นก้าวเข้ามาเบื้องหน้า เขาวาดมือรับเม็ดยานั้นไว้ แล้วเร่งรุดไปป้อนให้เถียนเจิ้นกลืนลงไป

เพียงชั่วพริบตา กระแสปราณสีเขียวสายแล้วสายเล่าพุ่งพล่านไปทั่วทุกส่วนในร่างกายของเถียนเจิ้น ทำให้เส้นเอ็น กระดูก และโลหิตที่จวนจะแตกสลายเหล่านั้น กลับมามีแสงเรืองรองอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งยังกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครา ประดุจต้นกล้าที่ได้รับหยาดพิรุณในฤดูใบไม้ผลิ

นี่คือการซ่อมแซมร่างกายอย่างสมบูรณ์ในทุกมิติอย่างแท้จริง

เมื่อเห็นภาพนี้ เหลียวซิงฮั่นจึงผ่อนลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก "ยังทันกาลอยู่ บางทีครานี้อาจเป็นวาสนาที่ยากจะพบพานสำหรับปรมาจารย์เถียน เม็ดยาระดับหกนั้นไม่ใช่ว่าผู้ใดก็จะมีวาสนาได้กิน โดยเฉพาะในยามที่สิ้นหวังไร้หนทางเช่นนี้"

เฉาเจิ้งหยางปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า เขาเร่งเข้ามาหาเซี่ยหว่านหรง

"ส่งเด็กคนนี้ให้ข้าเถิด"

เซี่ยหว่านหรงมองดูเฉาเจิ้งหยาง นางยื่นมือออกไปหยิบเศษผลึกที่ปักอยู่ตามร่างกายและใบหน้าของหลี่ต้านออกอย่างเบามือ แล้วปล่อยให้เฉาเจิ้งหยางอุ้มเขาไปวางไว้ใจกลางค่ายกลกงล้อวัฏจักร

ในทันใดนั้น พลังปราณสีขาวบริสุทธิ์ที่เข้มข้นจนเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของหลี่ต้านอย่างต่อเนื่อง

เฉาเจิ้งหยางสะบัดมือคราหนึ่ง ปล่อยผลึกปราณนับแสนก้อนลงไปในค่ายกล

ปรมาจารย์ยอดเขาคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็ไม่รอช้า ต่างพากันนำผลึกปราณที่มีติดกายออกมาจนสิ้น

เพียงพริบตา พลังปราณจากผลึกนับล้านก้อนก็ก่อตัวเป็นหมอกหนาปกคลุมร่างของคนทั้งสองภายในค่ายกลไว้

ผู้อาวุโสเร้นลับท่านหนึ่งเดินเข้ามา ตบบ่าเฉาเจิ้งหยางเบาๆ พลางส่งเสียงแหบพร่าออกมาจากลำคอ

"จงทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อขัดเกลาเด็กผู้นี้ บางทีความรุ่งโรจน์ของสำนักในภายภาคหน้า อาจต้องพึ่งพาเขาแล้ว"

เฉาเจิ้งหยางมองดูหลี่ต้านที่หมดสติไปพลางพยักหน้าเห็นด้วย

"นั่นสิ เด็กคนนี้มักจะสร้างความประหลาดใจที่เหนือความคาดหมายให้เราเสมอ ต่อไปเขาคือสมบัติล้ำค่าของสำนักเรา เป็นยอดดวงใจเชียวล่ะ"

ครู่ต่อมา มีปรมาจารย์ยอดเขาเดินออกมาจากด้านใน สั่งให้ผู้คนที่มุงดูแยกย้ายกันไป และกำชับไม่ให้เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นภายในนั้นแม้เพียงครึ่งคำ

ทว่าเหล่าศิษย์สายตรงต่างก็พอจะคาดเดาได้ว่า ในภายหลังพวกเขาคงจะได้รู้ความจริง เพียงแต่ยามนี้ยังไม่สะดวกที่จะเปิดเผยเท่านั้น

มีแสงเจ็ดสายพุ่งทะยานมาแต่ไกล นั่นคือเหล่าปรมาจารย์ยอดเขาที่ออกไปไล่ล่าเหยาเซิ่ง

แต่ละคนมีสีหน้าปั้นยากนัก หลังจากมองตากันครู่หนึ่งก็เดินเข้าไปด้านในตำหนัก เพียงครู่เดียวก็เดินกลับออกมาด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้ม...

---

สามวันต่อมา ณ หลังเขาไท่ฮวา คลื่นพลังอันน่าหวาดหวั่นม้วนตัวไปมาไม่หยุดหย่อน จนส่งผลให้ท้องนภาเหนือบริเวณนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง

สภาวะเช่นนี้ดำเนินไปนานถึงห้าชั่วยาม จนกระทั่งมีร่างหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แผ่ซ่านกลิ่นอายของระดับเปลี่ยนทารกออกมา

สวีจงหัวเราะร่าด้วยความยินดี

ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ

เขามีพลังเพียงพอที่จะออกตามหาร่องรอยของศิษย์พี่ใหญ่แล้ว

"อาจารย์ ท่านอาจารย์หญิง เสี่ยวอู๋ ข้าทะลวงเข้าสู่ระดับเปลี่ยนทารกแล้ว! เหตุใดจึงไม่มีใครมาแสดงความยินดีกับข้าเลยเล่า?"

สวีจงใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความดีใจ รีบมุ่งหน้าไปยังยอดเขาเพื่อแจ้งข่าวดี

ทว่าเพียงครู่เดียว ใบหน้าของเขาก็กลับกลายเป็นซีดเผือด เขาเร่งรุดไปยังตำหนักของเจ้าสำนักเฉาเจิ้งหยางทันที

ที่นั่นถูกคุ้มกันอย่างหนาแน่นด้วยยอดฝีมือหลายชั้น

เจ้าสำนักเฉาเจิ้งหยางเฝ้าอยู่หน้าตำหนักด้วยตนเอง เมื่อเห็นกลิ่นอายของสวีจงที่ยังไม่มั่นคงนัก เขาก็ยิ้มออกมาพลางชูนิ้วหัวแม่มือให้

"ยอดเยี่ยม พวกเจ้าทุกคนยอดเยี่ยมมาก..."

"อาจารย์ลุงเจ้าสำนัก อาจารย์กับท่านอาจารย์หญิงล่ะ" สวีจงถามด้วยความร้อนใจ

เฉาเจิ้งหยางเบี่ยงตัวออก ทางด้านหลังที่มืดสลัว มีบุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเอามือไพล่หลังออกมาอย่างช้าๆ

ใบหน้าของเขาแม้จะยังดูซีดขาวไปบ้าง แต่สภาพจิตใจกลับดีเยี่ยมอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะกลิ่นอายรอบกายที่เป็นระดับสถิตเทพขั้นกลาง ซึ่งเพิ่งจะทะลวงผ่านและยังไม่อาจปกปิดได้เช่นเดียวกับเขา

เมื่อเห็นผู้นี้ สีหน้าที่ตึงเครียดของสวีจงก็ผ่อนคลายลงทันที

"อาจารย์..."

ด้วยความช่วยเหลือจากพลังปราณอันมหาศาลและการซ่อมแซมร่างกายด้วยเม็ดยาระดับหก เถียนเจิ้นจึงฟื้นคืนสติมาตั้งแต่เมื่อวาน และสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับสถิตเทพขั้นกลางได้สำเร็จ

เขากลายเป็นปรมาจารย์ยอดเขาคนที่สามของสำนักที่เป็นระดับขั้นกลาง

เขาคิดไม่ถึงเลยว่าครานี้จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ และยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยกระตุ้นให้เสี่ยวอู๋แสดงความสามารถออกมา

เมื่อมีคนบอกเขาว่า เด็กคนนั้นคือนักปรุงยาระดับหก ต่อให้เขาต้องตายอีกรอบเขาก็ไม่มีทางเชื่อ

นี่มันเรื่องเหลวไหลชัดๆ

ทว่าเซี่ยหว่านหรงไม่มีทางกล่าวเท็จ

หลี่ต้านที่ยังคงสลบไสลอยู่ในค่ายกลกงล้อวัฏจักรก็ไม่มีทางกล่าวเท็จ

ชีวิตของเขานั้น เด็กผู้นี้เป็นคนช่วยไว้จริงๆ

บัดนี้เมื่อออกมาเห็นสวีจง ศิษย์คนที่สองก้าวเข้าสู่ระดับเปลี่ยนทารกได้สำเร็จ เขาก็ยิ่งมีความสุขจนปิดไม่ดอยู่

ช่างดียิ่งนัก!

"เสี่ยวอู๋มีการเปลี่ยนแปลง!" ในตอนนั้นเอง เซี่ยหว่านหรงวิ่งออกมาด้วยความร้อนรน ขอบตาของนางดำคล้ำจากการไม่ได้พักผ่อน

ทุกคนได้ยินดังนั้นก็รีบกรูเข้าไปข้างใน

ค่ายกลกงล้อวัฏจักรยังคงทำงานอยู่ หลี่ต้านที่เคยนอนอยู่กับพื้น บัดนี้ลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้ว

รอบกายของเขามีวังวนพลังงานก่อตัวขึ้นจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า พลังปราณสีขาวบริสุทธิ์พุ่งเข้าสู่เส้นเอ็นของเขาประดุจกรวยน้ำ พลุ่งพล่านไปทั่วร่าง

กลิ่นอายของหลี่ต้านทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในชั่วขณะนี้

เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของเขาโบกสะบัดไปมาทั้งที่ไร้ลม

ลมหายใจต่อมา หลี่ต้านลืมตาขึ้นฉับพลัน แววตาเป็นประกายคมกล้า หมัดทั้งสองกำแน่น แล้วแหงนหน้ากู่ร้องยาวนานไปถึงชั้นฟ้า

ตูม!

คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวทะลวงผ่านพันธนาการในทันที แรงปะทะทำให้หมอกเมฆม้วนตัวกระจัดกระจาย

ในที่สุด หลี่ต้านก็ก้าวเข้าสู่ระดับชุมนุมวิญญาณขั้นกลางได้ในคราเดียว!

เขาก้าวมาถึงระดับเดียวกับศิษย์พี่สี่ หลิงเฟิง ผู้ซึ่งหวาดกลัวมาตลอดว่าหลี่ต้านจะตามเขาทัน นับตั้งแต่หลี่ต้านจากไปจนถึงตอนนี้ ยังไม่นับเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มด้วยซ้ำ

โชคดีที่หลิงเฟิงไม่อยู่ ไม่เช่นนั้นคงได้อับอายขายหน้าเป็นแน่

หลี่ต้านหอบหายใจรัว ใบหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปน ดูแล้วให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขาม

เมื่อสัมผัสได้ถึงการทะลวงระดับ สติของเขาจึงค่อยๆ กลับคืนมาอย่างช้าๆ

เขาเลื่อนสายตามองดูมือทั้งสองข้างของตนเอง

"เกิด... เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?"

เฉาเจิ้งหยางลูบเคราพลางยิ้มกว้าง "คนหนึ่งเข้าสู่ระดับสถิตเทพขั้นกลาง คนหนึ่งเข้าสู่ระดับเปลี่ยนทารกขั้นต้น และอีกคนเลื่อนสู่ระดับชุมนุมวิญญาณขั้นกลาง ครอบครัวของพวกเจ้านี่ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ไม่ตบมือให้ไม่ได้เสียแล้ว"

เถียนเจิ้นและเซี่ยหว่านหรงหัวเราะร่า

"นี่คือศิษย์ของข้า ลูกของข้า ข้าภูมิใจยิ่งนัก!"

สวีจงเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน เขาเกาศีรษะพลางกล่าวว่า "ไม่ทราบเพราะเหตุใด ในยามนี้ข้ากลับรู้สึกกดดันเหมือนที่เจ้าสี่เคยรู้สึกเสียแล้ว"

…………

การที่เถียนเจิ้นรอดชีวิตกลับมาได้ ทำให้ทุกคนปรีดายิ่งนัก

ทว่าเรื่องที่หลี่ต้านเป็นนักปรุงยาระดับหกนั้น นอกจากเหล่าปรมาจารย์ยอดเขาและผู้อาวุโสเร้นลับไม่กี่ท่านแล้ว ไม่มีการเปิดเผยให้ผู้ใดล่วงรู้เลย

รวมถึงเหล่าศิษย์สายตรงด้วยเช่นกัน

พวกเขาทุกคนต่างรู้ดีว่าฐานะของหลี่ต้านนั้นสำคัญเพียงใด อีกทั้งในสำนักยังมี ‘คนทรยศ’ ที่ยังหาตัวไม่พบ ดังนั้นพวกเขาจึงปิดปากเงียบสนิท

ศิษย์สายตรงบางคนที่อยากรู้อยากเห็น ต่างก็ถูกอาจารย์ของตนตำหนิอย่างรุนแรง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาเสวียน ปรมาจารย์ยอดเขาชิงอิน เมื่อทราบว่าหลี่รั่วอวี่ ศิษย์ใหม่ถูกหลี่ต้านรังแก แทนที่จะโกรธเคือง กลับเรียกมาซักถามด้วยความยินดีถึงรายละเอียดการถูกรังแกนั้น

มีการสานสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้นหรือไม่

เมื่อทราบว่าเป็นเพียงความเข้าใจผิด และอย่างมากที่สุดก็เพียงแค่จูงมือกัน เขาก็แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาทันที

สีหน้าเช่นนั้นทำให้หลี่รั่วอวี่และศิษย์คนอื่นๆ ถึงกับตะลึงงัน

ท่านยังใช่อาจารย์ของพวกเราอยู่หรือไม่

เหตุใดเมื่อเห็นศิษย์ของตนไม่ได้ถูกรังแก ท่านกลับดูไม่พอใจเสียอย่างนั้น

จูอวี้จวิน ปรมาจารย์ยอดเขาอิงลั่ว ก็เรียกตัวลู่ซือเหยาไปถามถึงความคืบหน้าของคนทั้งสองเช่นกัน

ลู่ซือเหยาแม้จะงุนงง แต่ก็ตอบตามความจริง

นางไม่อยากคิดเรื่องทำนองนี้อีกแล้ว ระยะห่างระหว่างนางกับเขานั้นมีแต่จะกว้างขึ้นเรื่อยๆ

บางทีมันอาจจะเป็นความผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น ยามนี้นางเพียงต้องการทะลวงระดับให้จงได้

จูอวี้จวินเห็นพ้อง และเริ่มชี้แนะแผนการบำเพ็ญเพียรให้นางด้วยตนเอง

ในตอนนี้ทั้งสองอาจจะมีระยะห่างกันจริง แต่ลู่ซือเหยานั้นมีศักยภาพสูง ต้องรีบเร่งมือเสียหน่อย

และที่น่าประหลาดใจยิ่งคือ ครานี้ไม่มีผู้ใดเอ่ยถามหลี่ต้านเลยว่าเขามีวิชาปรุงยาได้อย่างไร?

เหตุใดจึงมีสูตรยาระดับหกอยู่ในมือ?

แม้แต่เหลียวซิงฮั่นก็ไม่ได้ไปหาหลี่ต้านที่ยอดเขาไท่ฮวาเพื่อขอคำชี้แนะ ทุกคนดูเหมือนจะเลือกที่จะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นไปจนสิ้น

ไม่อาจถาม และไม่อาจสืบสาวราวเรื่อง

ทุกคนต่างก็มีเค้าความลับเป็นของตนเอง

ในเมื่อเป็นความลับ ก็ไม่ควรสอดรู้สอดเห็น รู้ให้น้อยย่อมเป็นการดีที่สุด และตัวหลี่ต้านเองก็จะปลอดภัยขึ้นด้วย

ในยามนี้พวกเขามีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว คือดูแลหลี่ต้านดั่งสมบัติล้ำค่า หรือแม้กระทั่งขัดเกลาเขาให้กลายเป็นว่าที่เจ้าสำนักคนต่อไปของเทียนหยาไห่เกอ

เมื่อไม่มีผู้ใดถาม หลี่ต้านก็สำราญใจยิ่งนัก เขาเองก็กลัวว่าจะไม่รู้จะอธิบายให้ผู้อื่นฟังเช่นไร

เขายังคงประจบสอพลอผู้คนตามเดิมในทุกวัน

ทว่าในไม่ช้าเขาก็พบว่า นอกจากท่านอาจารย์หญิงแล้ว ต่อให้เขาจะยิ้มแย้มประจบเพียงใด ก็ไม่มีการแจ้งเตือนแต้มความกตัญญูขึ้นมาเลย

แม้แต่ปรมาจารย์ยอดเขาคนอื่นๆ ก็เช่นกัน

สายตาที่พวกเขามองมาที่เขานั้น ไม่ใช่สายตาที่ผู้ใหญ่มีต่อผู้น้อยอีกต่อไป แต่กลับเต็มไปด้วยความยำเกรงอย่างยิ่ง

บางคนถึงกับยิ้มแห้งๆ ให้เขา

ประหนึ่งว่าเพียงเจ้ามีความสุข พวกเราก็พอใจแล้ว

หลี่ต้านรู้สึกท้อแท้ยิ่งนัก

เป็นเช่นนี้จนกระทั่งครึ่งเดือนผ่านไป ณ หน้าประตูสำนัก มีสตรีนางหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในสภาพเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล ร่างกายของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต นางหยิบแผนที่ออกมาเปรียบเทียบกับภาพเบื้องหน้า ก่อนจะตะโกนออกมาด้วยริมฝีปากที่แห้งผาก

"ข้าลู่เอี้ยนหยา จากวังดารามาขอพบหลี่ต้านแห่งเทียนหยาไห่เกอ รบกวนช่วยรายงานให้ด้วย!"

………………..

จบบทที่ 119 - เจ้าคือยอดดวงใจของพวกเรา!

คัดลอกลิงก์แล้ว