- หน้าแรก
- ระบบวินัยพิชิตใจตนเอง
- 114 - สำนักจะมีค่ายกลกงล้อวัฏจักรได้อย่างไร
114 - สำนักจะมีค่ายกลกงล้อวัฏจักรได้อย่างไร
114 - สำนักจะมีค่ายกลกงล้อวัฏจักรได้อย่างไร
114 - สำนักจะมีค่ายกลกงล้อวัฏจักรได้อย่างไร
หลายวันมานี้เหยาเซิ่งรู้สึกไม่สงบใจมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นพอรุ่งสางเขาจึงลงจากเขา ตั้งใจจะไปดูที่ยอดเขาเทียนจีเสียหน่อย
ครั้นพอถึงเชิงเขา ดวงตาเขาก็พลันหรี่ลง
เขาขยับเท้าเพียงแผ่วเบา ร่างก็เลือนหายไปในทันที
"พวกเจ้ามาทำกระไรที่นี่?"
ในอึดใจต่อมา เขาก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหลังหนุ่มสาวทั้งสิบเอ็ดคน ทำเอาจูเก๋อเหลียนเฉิงและคนอื่นๆ ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
ครั้นเมื่อเห็นว่าเป็นเหยาเซิ่ง ทุกคนต่างก็รีบประสานมือคารวะโดยพร้อมเพรียง
"คารวะอาจารย์อาเหยา"
เหยาเซิ่งหัวเราะเยาะหยัน "อย่างไรกัน ยามนี้พวกเจ้าว่างงานกันนักหรือ ถึงได้มาคอยเฝ้าสังเกตการณ์ข้าถึงที่นี่?"
หานเซียวศิษย์คนที่สองรีบกล่าวว่า "ไม่กล้า ไม่กล้า อาจารย์อาเหยาโปรดอย่าเข้าใจผิด พวกเราเพียงแค่... เพียงแค่..."
"พวกเราเพียงแต่มารอหลี่ต้าน มันรังแกศิษย์น้องเล็ก อาจารย์อาเหยา หลี่ต้านยังอยู่บนเขาใช่หรือไม่?" สวินฟางศิษย์คนที่สี่เห็นศิษย์พี่รองอึกอัก จึงชิงเอ่ยขึ้นมาแทน
เหยาเซิ่งเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เมื่อวานหลี่ต้านกับหลี่รั่วอวี่มาแสดงงิ้วให้เขาดูต่อหน้า ก่อนจะถูกพาตัวไปยังผาสำนึกตน ยามนี้สภาพคงไม่สู้ดีนักกระมัง
เหยาเซิ่งกล่าวว่า "ข้าไม่รู้เห็น เขาอาสาจะไปขอขมาชางต๋าด้วยตนเอง ส่วนตัวข้านั้นมัวแต่วุ่นอยู่กับการปิดด่านฝึกตน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าก็รออยู่ที่นี่เถิด ข้ายังมีธุระอื่น"
การมาล้างแค้นแทนศิษย์น้องหญิง ก็นับว่าสมเหตุสมผลอยู่
"น้อมส่งอาจารย์อาเหยา!" ทุกคนรีบคารวะส่งอีกครั้ง
เมื่อเห็นเหยาเซิ่งจากไปแล้ว หานเซียวและคนอื่นๆ ก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีก ต่างพากันเดินออกมา
กลุ่มคนถือไม้พายไม้พลอง ยืนเขย่าขาเรียงหน้ากระดานรอคอยหลี่ต้านลงจากเขาอย่างขึงขัง
...
เหยาเซิ่งมาถึงยอดเขาถานฮวา ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศอันหนักอึ้งและกดดัน
"คารวะอาจารย์เหลียว ไม่ทราบว่าเรื่อง 'คัมภีร์โอสถ' มีเบาะแสบ้างหรือไม่? จับตัวคนโฉดได้หรือยัง?" เหยาเซิ่งเห็นเหลียวซิงฮั่นเดินเข้ามาจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
เหลียวซิงฮั่นเงยหน้าขึ้นด้วยสายตาเหม่อลอย เมื่อเห็นว่าเป็นเหยาเซิ่งก็ยิ้มขื่น "ที่แท้คือปรมาจารย์เหยานี่เอง ยามนี้ยังไม่มีเบาะแส ขอบน้ำใจที่เป็นห่วง แต่ทว่า... คงใกล้จะได้รู้ความจริงแล้ว"
"ใกล้แล้วหรือ? มีเบาะแสอะไรหรือ?" ดวงตาของเหยาเซิ่งพลันสว่างวาบ
เหลียวซิงฮั่นส่ายหน้า อย่างไรเสียคนตรงหน้าก็ถือว่าเป็นคนกันเอง
ในโถงตำหนักใหญ่ล้วนถูกท่านเจ้าสำนักและคนอื่นๆ ตรวจสอบตามร่างกายอย่างละเอียดเพื่อหาบาดแผลแล้ว ไม่ใช่ผู้ที่น่าสงสัย
อีกทั้งทั้งสองก็ยังถือว่าเป็นคนคุ้นเคยกันมานาน
"ยามนี้ยังไม่มีร่องรอย ทว่าที่ข้าบอกว่าใกล้นั้น เป็นเพราะท่านเจ้าสำนักเตรียมการมาหลายวัน และจะเริ่มเดินเครื่อง'ค่ายกลกงล้อวัฏจักร'ภายในวันนี้" เหลียวซิงฮั่นกล่าว
เหยาเซิ่งที่เดิมทีคิดจะซักไซ้รายละเอียดต่อ พลันหน้าถอดสีอย่างรุนแรง
"ค่ายกลกงล้อวัฏจักร? สำนักของเรามีของเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน นั่นไม่ใช่สิ่งที่ปรมาจารย์ค่ายกลระดับแปดเท่านั้นจึงจะวางค่ายกลได้หรอกหรือ?"
เหลียวซิงฮั่นกล่าวว่า "ถูกต้อง ทว่านี่เป็นเพียงส่วนที่มสมบูรณ์ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ข้ากับท่านเจ้าสำนักไปร่วมงานประมูล หลังจากประมูลใบสั่งยาที่ต้องการได้แล้ว ทรัพย์สินยังพอมีเหลืออยู่บ้าง จึงได้ครอบครองค่ายกลนี้มา"
"หากค่ายกลกงล้อวัฏจักรที่สมบูรณ์ถูกเปิดใช้งาน ย่อมสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของสิ่งมีชีวิตในรัศมีร้อยหลี่ได้ในชั่วพริบตา ไม่ว่าเจ้าจะบาดเจ็บสาหัสเพียงใด ก็เปรียบเสมือนการชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพ ทว่าส่วนที่ไม่สมบูรณ์นี้ก็มีประโยชน์มหาศาล หลายวันนี้ท่านเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดในสำนักต่างร่วมกันแก้ไขทั้งวันทั้งคืน และในวันนี้ยังทุ่มศิลาจิตวิญญาณลงไปถึงสามล้านชิ้น"
"สามล้านชิ้นเชียวนะ! ด้วยนิสัยขี้เหนียวของท่านเจ้าสำนักแต่กลับไม่กระพริบตาเลยสักนิด ทันทีที่ค่ายกลเริ่มทำงาน มันจะครอบคลุมไปทั่วทั้งเทียนหยาไห่เกอ ถึงแม้เรื่องจะผ่านไปสิบกว่าวันแล้ว ทว่า 'กงล้อวัฏจักร' ก็คือการหมุนวงล้อเวลา กลับไปสู่ภาพเหตุการณ์ในวันที่เกิดเรื่อง"
"ถึงเวลานั้น ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในช่วงเวลานั้นจะปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนบนจานค่ายกล และจะถูกกำหนดตัวในทันที เมื่อถึงตอนนั้น ความแค้นของโจวไท่และที่อยู่ของ 'คัมภีร์โอสถ' จะถูกเปิดเผยอย่างแจ่มแจ้ง ข้าล่ะอยากรู้นักว่า คนที่ซ่อนตัวอยู่ในสำนักผู้นั้นจะเป็นใครกันแน่ ช่างซ่อนตัวได้ลึกล้ำเสียจริง"
เมื่อมองดูเหลียวซิงฮั่นที่กล่าวด้วยท่าทางกัดฟันกรอก เหยาเซิ่งก็หรี่ตาลงทันที สีหน้าท่าทางดูเจื่อนลง "นั่นสิ ข้าเองก็นึกสงสัยยิ่งนัก ว่าคนผู้นั้น... จะเป็นใครกันแน่"
ทว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ภายใต้แขนเสื้อของเหยาเซิ่ง สองมือของเขามีเปลวเพลิงสีดำที่เกรี้ยวกราดกำลังแผดเผาอย่างรวดเร็ว
"อาจารย์เหลียว ที่แท้ท่านอยู่นี่เอง ศิษย์พี่เหยาก็อยู่ด้วยหรือ" ในอึดใจต่อมา เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เปลวเพลิงในฝ่ามือของเหยาเซิ่งมลายหายไปทันที เขาเงยหน้ามองผู้มาใหม่ พร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า "ศิษย์น้องจู..."
จูอวี้จวินปรมาจารย์ยอดเขาอิงลั่วเดินเข้ามา "อาจารย์เหลียว ข้ารับคำสั่งมาจากท่านเจ้าสำนักมารับโอสถผสมปราณสิบเม็ด เพื่อใช้เป็นจุดศูนย์กลางค่ายกลขั้นสุดท้าย"
"อ้อ ได้สิ เมื่อวานข้าหลอมเสร็จแล้ว ยามนี้ยังอุ่นอยู่ในเตาหลอมโอสถ เจ้าตามข้ามาเถิด..."
เหลียวซิงฮั่นรีบพยักหน้า เดินหลังค่อมนำทางไปยังห้องปรุงยา
จูอวี้จวินเดินไปได้สองก้าวก็หันกลับมาถามด้วยความฉงน "ศิษย์พี่เหยา ท่านไม่เข้าไปด้วยกันหรือ?"
เหยาเซิ่งรีบกล่าว "ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร พวกเจ้าเชิญตามสบาย ข้ายังมีธุระบางประการต้องไปรายงานท่านเจ้าสำนัก"
"ได้เลย เช่นนั้นไว้พบกันใหม่!" จูอวี้จวินกล่าวจบ ก็เดินตามเหลียวซิงฮั่นเข้าไปในโถงตำหนักใหญ่
ในยามนี้ ใบหน้าของเหยาเซิ่งพลันมืดครึ้มลงทันที ทั้งยังเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมอย่างลึกล้ำ
"ช่างคำนวณไม่ถึงจริงๆ ไม่คาดว่าในสำนักจะมีของอย่างค่ายกลกงล้อวัฏจักรอยู่ด้วย ประมาทไปเสียแล้ว หากถึงเวลาตรวจเจอ ข้าคงไม่อาจแก้ตัวได้อีก และยามนี้อาการบาดเจ็บก็ไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป หากข้ารู้ว่าใครเป็นคนฆ่าโจวไท่และชิง 'คัมภีร์โอสถ' ไป ข้าจะทำให้มันอยู่ไม่สู้ตายแน่!"
เหยาเซิ่งพึมพำกับตนเอง พลางหันมองภาพเหตุการณ์รอบกายและยอดเขาอื่นๆ ที่เห็นอยู่ลิบๆ ดวงตาส่อแววอาลัยอาวรณ์ จากนั้นจึงกระโจนลง มุ่งหน้าตรงไปยังประตูสำนักในทันที...
..................
หลี่ต้านฮัมเพลงเบาๆ เดินลงมาจากผาสำนึกตน ศิษย์นำทางที่รออยู่ตั้งแต่เมื่อวานมองหลี่ต้านที่เดินลงมาในสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วนด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
หนึ่งคืนเต็มๆ เลยนะ! เขาเตรียมตัวจะไปเรียกคนจากยอดเขาไท่ฮวามาหามตัวคนลงไปแต่เช้าแล้ว ไม่คาดเลยว่าคนผู้นี้จะเดินลงมาได้อย่างมีชีวิตชีวาเช่นนี้?
หรือว่าศิษย์พี่ชางต๋าจะให้อภัยเขาแล้ว?
ตามที่เขารู้จักศิษย์พี่มา มันไม่ควรเป็นเช่นนี้นี่นา
"ขอบน้ำใจน้องชายข้าไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของอาจารย์อาเหยาแล้วล่ะ วางใจเถิด ศิษย์พี่ชางยอมรับคำขอขมาของข้าด้วยความยินดี ทั้งยังหลั่งน้ำตาสำนึกผิดในการกระทำของตนที่สุสานโบราณ ยามนี้พวกเราสนิทสนมกันยิ่งกว่าพี่น้องคลานตามกันมาเสียอีก ศิษย์พี่ชางช่างมีใจกว้างขวางนัก ข้ายังสู้ไม่ได้เลย!"
หลี่ต้านกล่าวด้วยท่าทางชื่นชมยิ่งนัก ก่อนจะเดินจากไปท่ามกลางความตกตะลึงจนอ้าปากค้างของอีกฝ่าย
ศิษย์พี่ชาง... เปลี่ยนนิสัยแล้วหรือ?
ยามนี้หลี่ต้านเพียงอยากรีบกลับไปยังยอดเขาไท่ฮวา เพื่อชื่นชมทักษะการปรุงยาของตน เพราะในเทียนหยาไห่เกอมีเพียงอาจารย์เหลียวคนเดียวที่เป็นนักหลอมโอสถระดับสี่
ทว่ายามนี้ ตัวเขาแอบกลายเป็นนักหลอมระดับหกไปเสียแล้ว พูดออกไปใครจะเชื่อ
เขาต้องฝึกฝนความชำนาญให้ดี และจากนี้ไปก็คือช่วงเวลาแห่งโบนัสของเขา
ประจบสอพลอแลกค่าความกตัญญูต่อ คำนวณดูแล้วยังเหลือเวลาอีกตั้งสองเดือน
ต้องขยายกิจการเสียหน่อย ยอดเขาอื่นๆ อีกสิบกว่าแห่งก็ต้องทำควบคู่กันไป
แล้วอาจารย์อาเกาเสวียนผู้นี้ เหตุใดจึงไม่ได้ยินเสียงความหลงตัวเองของเขาเลยเล่า
นิสัยเช่นนี้ไม่ดีเลย ยุ่งเพียงใดก็ห้ามมาขัดขวางข้านะ
วันสองวันนี้ ต้องหาเวลาไปเยี่ยมเยียนเขาอีกสักรอบ
ทว่าไม่คาดคิด พอมาถึงเชิงเขา ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนขวางทางเขาอยู่แต่ไกล
จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากจูเก๋อเหลียนเฉิงและพรรคพวกแห่งยอดเขาชิงอิน
เกือบจะในทันที หลี่ต้านก็เข้าใจว่าเพราะเหตุใด
นี่ไม่ใช่ความผิดของข้าจริงๆ นะ ยามนี้ข้ายังมึนงงอยู่เลย ว่าคำพูดคำไหนไปกระตุ้นให้หลี่รั่วอวี่มีอาการกำเริบขึ้นมา
เขารีบแอบไปด้านข้าง มองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็น จึงสวมเสื้อกั๊กจำแลงอีกครั้ง
อย่างไรเสียของสิ้นเปลืองชิ้นนี้ ก็จะหมดอายุในช่วงบ่ายวันนี้น่ะนะ
ณ เชิงเขา กลุ่มคนที่รอคอยจนเริ่มหมดความอดทน ต่างพากันตาค้างเมื่อเห็น 'อาจารย์อาเหยา' เดินลงมาจากบันไดหิน...
………………..