เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

112 - 113

112 - 113

112 - 113


112 - อาจารย์ปลอม

ในพุ่มหญ้า ภาพเหตุการณ์ประหลาดพลันบังเกิด

ร่างกายของหลี่ต้านเริ่มขยายสูงขึ้น ใบหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

แม้แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ยังแปรเปลี่ยนไปตาม

ครู่ต่อมา 'เหยาเซิ่ง' ที่เหมือนตัวจริงไม่มีผิดเพี้ยนก็ลุกขึ้นมาจากพุ่มหญ้า

หลี่ต้านมองดูการเปลี่ยนแปลงรอบกายพลางนึกอัศจรรย์ใจ

ช่างเป็นของดีแท้ๆ

ดูท่าขอเพียงมีแต้มบุญ ก็สามารถแลกเปลี่ยนได้ทุกสรรพสิ่งจริงๆ

"แค่น... แค่น..."

หลี่ต้านลองไอออกมา เสียงที่เปล่งออกมาไม่ใช่เสียงเดิมอีกต่อไป หากแต่เป็นเสียงเดียวกับเหยาเซิ่งไม่มีผิดเพี้ยน

เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาด หลี่ต้านก็ไขว้มือไว้เบื้องหลัง เดินวางท่าอย่างภาคภูไม่ใจมุ่งหน้าสู่ยอดเขาต่อไป

ณ ยอดของผาสำนึกตน ยามนี้ชางต๋านั่งอยู่เพียงลำพังด้วยความอ้างว้าง

ปราณในกายขั้นชุมนุมวิญญาณสั่นสะเทือนไม่กขาดสาย

รอบกายเต็มไปด้วยเศษหินที่ถูกทุบจนแหลกละเอียด

บนหินทุกก้อนล้วนสลักชื่อของหลี่ต้านไว้ทั้งสิ้น

"หลี่ต้าน หลี่ต้าน รอจนถึงวันที่ข้าได้ออกไป ข้าจะทำให้เจ้าตายอย่างไร้ที่กลบฝัง!" ชางต๋าชกหมัดลงไปอีกครั้ง จนพื้นดินกลายเป็นหลุมลึก

เป็นเพราะมันแท้ๆ ข้าจึงกลายเป็นตัวตลกของทั้งสำนัก

วาสนาที่ควรจะเป็นของข้า กลับต้องมลายหายไปเช่นนี้

ด่านแรกในเขตแรงโน้มถ่วง เดิมทีข้าควรจะเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุด เป็นผู้ที่จะได้ครอบครองสมบัติมากที่สุด

ทว่าสุดท้ายเล่า ข้ากลับทำได้เพียงย่ำอยู่กับที่

โดยเฉพาะในตอนท้ายที่สุสานโบราณพังทลายลง เหล่าผู้อาวุโสมากมายก้าวเข้ามา กลับมีเพียงข้าที่นอนฟุบอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง

ยามนี้พอนึกถึงขึ้นมา เขาก็ยังรู้สึกอับอายจนแทบจะทนไม่ได้

เป็นมัน... เป็นเพราะมันคนเดียว!

หลี่ต้านอุตส่าห์ปีนขึ้นมาได้สำเร็จ เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย

นี่เจ้าโกรธแค้นข้าถึงเพียงนี้เชียวรึ

เจ้าดูข้านี่สิ หากไม่ใช่เพราะต้องมาเช็คอิน ข้าแทบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ

เหตุใดเจ้าจึงยังฝังใจเจ็บอยู่ได้ ช่างไม่เป็นผลดีเอาเสียเลย

เราต่างก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน ควรจะสร้างนิสัยรักใคร่ปรองดองกันไว้จึงจะถูก

"ใครกัน?"

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจากทางด้านหลัง ชางต๋าก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที

ครั้นเห็นว่าเป็นอาจารย์ ชางต๋าก็รีบพยุงกายลุกขึ้น "คารวะอาจารย์!"

เมื่อเห็นว่าชางต๋าที่มีสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่อาจจำตนได้ หลี่ต้านก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะวางท่าเคร่งขรึมเดินเข้าไปหาพลางไขว้มือไว้เบื้องหลัง

"ช่วงนี้ได้ทบทวนตัวเองดูบ้างหรือไม่?" หลี่ต้านเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้า ยืนอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของสถานที่แห่งนี้ พลางทอดถอนใจลึกในอก

นี่แหละคือจุดเช็คอินสุดท้ายของข้า

เมื่อได้ยิน 'อาจารย์' เอ่ยถาม ชางต๋าก็รีบกล่าวว่า "เรียนอาจารย์ หลายวันที่ผ่านมานี้ข้าคิดถึงถ้อยคำที่ท่านบอกแก่ข้าอยู่ตลอดเวลา ท่านกล่าวได้ถูกต้อง การแก้แค้นย่อมไม่อาจรอข้ามคืนได้ รอให้ผ่านไปอีกสักสองสามวันจนผู้คนเริ่มลืมเลือนเรื่องนี้ ท่านค่อยปล่อยข้าออกไป เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น ข้าจะไม่ให้ลามปามมาถึงอาจารย์อย่างแน่นอน"

หัวใจของหลี่ต้านพลันเต้นกระหน่ำรัว

พุทโธ่เอ๋ย เหยาเซิ่งผู้นี้ไปบอกกระไรเจ้ากันแน่

เหตุใดจึงได้โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้

ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจหลี่ต้านพลันเกิดความรู้สึกไม่สงบขึ้นมา

ดูท่าเหยาเซิ่งผู้นี้คงอยากให้ข้าตายใจจะขาด ไม่น่าเล่าถึงได้ปล่อยข้าเข้ามาโดยง่ายถึงเพียงนี้

นี่ข้าเดินเข้ามารนหาที่ตายชัดๆ

ถึงเวลานั้น อย่างมากเขาก็แค่ทำให้ชางต๋ากลายเป็นคนพิการ แต่ตัวข้านี่สิที่ต้องตายไปเปล่าๆ

ผ่านไปอีกไม่กี่ปี จะยังมีใครจำข้าได้อีกล่ะ

โชคดีที่ข้าปลอมแปลงตัวมา ไม่เช่นนั้นคงเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ๆ

เมื่อเห็น 'อาจารย์' นิ่งเงียบไป ชางต๋าก็โน้มกายเดินเข้ามาใกล้ พลางเอ่ยถามหยั่งเชิง

"อาจารย์ ที่ท่านมาในวันนี้ หรือว่าจะปล่อยข้าออกไปแล้ว?"

ปล่อยเจ้า?

ข้าจะปล่อยเจ้าออกไปให้ตัวข้าเองต้องลำบากเพื่อกระไรกัน

หลี่ต้านนึกด่าทออยู่ในใจ

"ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะปล่อยเจ้าออกไป รอไปอีกสักพักเถิด เพียงแต่หลายวันไม่ได้พบหน้า อาจารย์นึกเป็นห่วงเจ้าอยู่บ้าง" เมื่อหลี่ต้านกล่าวจบ ก็ทรุดตัวลงนั่ง มองดูแสงอัสดงที่กำลังลับขอบฟ้า

ชางต๋าได้ยินดังนั้น ดวงตาก็พลันแดงระรื่อ คุกเข่าลงกราบหลี่ต้านทันที

"ข้าขออภัยอาจารย์ เป็นเพราะศิษย์แท้ๆ ที่ทำให้ท่านต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย ทำให้ยอดเขาเทียนจีของพวกเราต้องเสื่อมเสีย"

"เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถิด เจ้ามานั่งนี่สิ มาดูพระอาทิตย์ตกดินเป็นเพื่อนอาจารย์หน่อย" หลี่ต้านตบที่นั่งข้างกาย

ชางต๋าขานรับคำหนึ่ง แล้วจึงทรุดตัวลงนั่งข้างๆ อย่างว่าง่าย

หลี่ต้านตั้งใจจะใช้ความรักและเหตุผลในการเกลี้ยกล่อมชางต๋า

อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นเพียงเยาวชนที่เดินหลงผิด เพราะหลงเชื่อคำยุยงของผู้อาวุโส หากขัดเกลาเสียหน่อย ก็อาจจะดึงกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้องและมอบค่านิยมที่เที่ยงตรงให้ได้

"ชางชางเอ๋ย เจ้าดูแสงอัสดงนี่สิ งดงามหรือไม่?" หลี่ต้านชี้ไปยังแสงสีแดงฉานที่อาบไล้ขุนเขาทางทิศตะวันตก

ชางต๋าส่ายหน้า "ไม่เห็นจะงาม!"

โธ่... เจ้าเด็กคนนี้ คุยด้วยยากแท้

"อาจารย์ มันไม่ได้งดงามจริงๆ ข้านั่งดูอยู่ที่นี่มาเป็นเดือนแล้ว ดูจนจะอาเจียนออกมาอยู่แล้ว" ชางต๋ากล่าวตามตรง

เอ่อ...

เหมือนจะมีเหตุผลจนข้าเถียงไม่ออกเลยทีเดียว

"แล้วปีนี้เจ้าอายุเท่าใดแล้ว?" หลี่ต้านเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

ชางต๋าเหลือบมองอาจารย์ด้วยความฉงน

วันนี้อาจารย์ดูแปลกไปยิ่งนัก ซ้ำยังพูดจามากกว่าปกติหลายเท่า

"เรียนอาจารย์ ปีนี้ศิษย์อายุสามสิบเจ็ดแล้ว"

"สามสิบเจ็ดแล้ว?" หลี่ต้านนึกไม่ถึงว่าชางต๋าผู้นี้จะอายุมากกว่าศิษย์พี่รองสวีจงถึงสามปี บำรุงผิวพรรณได้ดีแท้ ใช้เครื่องประทินผิวตำรับใดกัน?

แต่ก็นั่นแหละ เขาเป็นถึงศิษย์คนที่สองของเหยาเซิ่ง ย่อมเหมือนกับสวีจงที่อยู่ในขั้นชุมนุมวิญญาณระดับสมบูรณ์

ทว่าคนหนึ่งยามนี้กำลังปิดด่านฝึกตนเพื่อทะลวงเข้าสู่ขั้นเปลี่ยนทารก ส่วนอีกคนกลับต้องมาต้องโทษอยู่ที่นี่

จะว่าไป อายุสามสิบเจ็ดแล้ว ไม่ใช่เยาวชนที่หลงผิด แต่เป็นปัญหาด้านจิตสำนึกเสียมากกว่า

………………..

113 - คนเขลาแก้แค้น มัวเมาเช้าค่ำ

หลี่ต้านกล่าวว่า "ที่แท้พริบตาเดียวเจ้าก็สามสิบเจ็ดแล้ว เวลาช่างผ่านไปไวนัก หากอยู่ในโลกฆราวาส บุตรของเจ้าคงใกล้จะออกเรือนแล้วกระมัง"

ชางต๋ากะพริบตาปริบๆ

หลี่ต้านกล่าวต่อ "ชางชางเอ๋ย เจ้าคิดว่าความแค้นคือสิ่งใด?"

การถูกอาจารย์เรียกว่าชางชาง ทำให้ชางต๋ารู้สึกไม่คุ้นชินอย่างยิ่ง ทว่าเขาก็ยังตอบว่า "ความแค้นคือเปลวเพลิงในอก ประดุจยามนี้ หากหลี่ต้านปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าข้า สิ่งแรกที่ข้าจะทำคือหักคอทิ้งเสีย เคี้ยวกระดูก ดื่มเลือด และเลาะเส้นเอ็นมันออกมาทำเป็นสายคาดเอว"

หลี่ต้านลอบกลืนน้ำลายเอื๊อก

เหตุใดจึงโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้

หลี่ต้านรีบกล่าว "ผิดแล้ว! หากเจ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป ต่อให้สังหารมันได้ในภายหน้า สิ่งนี้ก็จะกลายเป็นมารในใจบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ข้าให้เจ้ามาสำนึกตนที่นี่ แต่เจ้ากลับไม่เข้าใจในความปรารถนาดีของอาจารย์ เจ้าควรจะรู้จักการปล่อยวางบ้าง"

คราวนี้ชางต๋าลุกพรวดขึ้นมาจากพื้น พลางส่ายหน้าเป็นพัลวัน "อาจารย์ หลายวันก่อนท่านไม่ได้กล่าวกับข้าเช่นนี้นี่ ท่านบอกว่าสุภาพชนล้างแค้นสิบปีไม่สาย แต่คนเขลาแก้แค้น มัวเมาเช้าค่ำ ในโลกใบนี้อย่าได้แสร้งเป็นสุภาพชนให้เหนื่อยเปล่า มีเพียงคนพาลเท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว หากข้าไม่แก้แค้น นั่นแหละถึงจะกลายเป็นมารในใจของข้า!"

"ท่านยังบอกอีกว่า เราต้องเป็นคนชั่ว เพราะคนชั่วไม่รู้จักความอับอาย จึงมีชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบายใจ ส่วนคนดีนั้นกฎเกณฑ์มากความ คิดเล็กคิดน้อยจนกลายเป็นโรค เราต้องเป็นคนเลว เป็นคนพาล มีเพียงเช่นนี้จึงจะกระทำการได้โดยไร้กังวล ไม่สมควรต้องพะวักพะวนหน้าหลัง!"

หลี่ต้านมองชางต๋าอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าถ้อยคำเหล่านี้จะออกมาจากปากของปรมาจารย์ยอดเขาเทียนจี

ไม่น่าเล่าถึงถูกล้างสมองเสียจนเป็นเช่นนี้ ขื่อแปมิตรง ลูกกรงก็เบี้ยว (ไม้บนมิตรง ไม้ล่างก็คด)

เห็นทีต้องใช้วิธีที่ไร้ยางอายที่สุดของตนเสียแล้ว

"เจ้านั่งลงก่อน ความจริงหลายวันก่อนที่อาจารย์พูดไปนั้นก็เพื่อเย้าเจ้าเล่นน่ะ เอาเถิด อาจารย์จะบอกความลับแก่เจ้าเรื่องหนึ่ง ความจริงแล้วหลี่ต้านผู้นั้น คือลูกนอกสมรสของข้าเมื่อหลายปีก่อน... เจ้าคงเข้าใจนะ?" หลี่ต้านกระดากปากที่จะพูดออกมาตรงๆ

คราวนี้เป็นฝ่ายชางต๋าที่ตกตะลึง

"อาจารย์ ท่านไม่ได้เป็นหมันรึ?"

"หือ?" หลี่ต้านชะงัก

อาจารย์อาเหยาเป็นหมันรึ? นี่มันข่าวดังระดับโลกเลยนะเนี่ย!

ชางต๋าเหลือบมองเป้ากางเกงของหลี่ต้านอย่างแนบเนียนพลางกล่าวว่า "ใช่แล้วอาจารย์ ท่านไม่ได้บอกรึว่านี่คือปมด้อยแต่กำเนิดของท่าน ศิษย์ติดตามท่านมานานที่สุด เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนตอนท่านบาดเจ็บ ข้ายังเป็นคนเช็ดตัวให้ท่านกับมือ เห็นชัดเจนว่าตรงนั้นมันไม่มี... ท่านจึงบอกเรื่องนี้แก่ข้าและสั่งให้ข้าปิดเป็นความลับอย่างไรเล่า"

หลี่ต้านถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาฉุดเขากลับสู่เส้นทางที่ถูกต้องได้อีก

"ช่างเถิดๆ เจ้ามานวดให้ข้าก็แล้วกัน"

"อาจารย์ แรงเท่านี้พอดีหรือไม่?"

"พอถูไถ"

เมื่อแสงสีแดงสุดท้ายที่ปลายขุนเขาเลือนหายไป ราตรีกาลก็เข้าปกคลุมอย่างสมบูรณ์

บนยอดเขา หลี่ต้านนั่งนิ่ง โดยมีชางต๋าคอยบีบนวดไหล่และทุบขาให้อย่างทะนุถนอม

"อาจารย์ ดึกดื่นค่ำมืดแล้ว มือศิษย์ก็เริ่มล้า ท่านไม่กลับหรือ?"

"เจ้าอยู่คนเดียวจะเงียบเหงา อาจารย์จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง"

"ขอบพระคุณอาจารย์ยิ่งนัก เช่นนั้นท่านปล่อยข้าไปก่อน แล้วเราค่อยกลับด้วยกันดีหรือไม่?"

"ไม่ได้... ออกแรงเพิ่มอีกนิด"

"..."

..................

ยอดเขาชิงอิน!

พอรุ่งสาง กลุ่มคนจำนวนมากก็มุ่งหน้ามายังยอดเขาเทียนจีอย่างขึงขัง

"ข้าว่าแล้ว ศิษย์น้องหญิงผู้อ่อนต่อโลกย่อมต้องถูกรังแก เห็นหรือไม่ว่านางร้องไห้กลับมา"

"ศิษย์พี่ ข้าสืบมาแล้ว ยามนี้หลี่ต้านอยู่ที่ยอดเขาเทียนจี ตั้งแต่ขึ้นไปเมื่อวานเย็นก็ยังไม่ได้ลงมาเลย"

"อภัยให้ไม่ได้! ศิษย์น้องหญิงเพิ่งเข้าสำนักมาได้กี่วัน พวกเรามีใครกล้าทำให้นางร้องไห้บ้าง ยิ่งตอนที่ได้รับบาดเจ็บก็ได้ศิษย์น้องดูแล พี่น้องทั้งหลาย ไปจัดการมัน!"

"แน่นอน! อาศัยชื่อเสียงเซียนรักแล้วทำตามอำเภอใจ พวกเราเห็นกับตาว่ามีสตรีผู้หนึ่งแอบลงมาจากยอดเขาไท่ฮวาตอนกลางคืน"

"พูดไปจะมีประโยชน์อะไร ประเดี๋ยวพวกเราไปซุ่มรอที่เชิงเขาเทียนจี คราวนี้ต้องสั่งสอนมันให้แม้อาจารย์ของมันก็จำหน้าไม่ได้!"

................

ผาสำนึกตน

เมื่อแสงแรกแห่งอรุณสาดส่อง หลี่ต้านที่ไม่ได้งีบหลับเลยตลอดทั้งคืน ในที่สุดก็เผยรอยยิ้มแห่งความภิกขุออกมา

[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่เช็คอิน ณ ยอดเขาที่สูงที่สุดของยอดเขาเทียนจีสำเร็จ อัตราการบรรลุภารกิจ 18/18]

[ขอให้ท่านก้าวเดินไปครึ่งค่อนชีวิต กลับมายังคงเป็นเยาวชนผู้เยาว์วัย รางวัลคือพรสวรรค์นักหลอมโอสถระดับกลาง โปรดตรวจสอบ!]

สิ้นเสียงของระบบ พลันมีกระแสแห่งความรู้และความเชี่ยวชาญอันทรงพลังหลั่งไหลเข้าสู่ทุกส่วนสัดในร่างกายของหลี่ต้าน

ทั้งวิญญาณ แขนขา และทุกสิ่งทุกอย่างของเขา...

ความชำนาญในการหลอมโอสถตั้งแต่ระดับสี่ถึงระดับหกนั้น มีปริมาณมหาศาลราวกับห้วงมหาสมุทร

หลี่ต้านนั่งขัดสมาธิอยู่อย่างนั้น เส้นผมปลิวไสว

คลื่นพลังไร้รูปกระจายออกจากร่างกายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชางต๋าที่นวดมาทั้งคืนจนมือสั่นเทา มองดูด้วยความเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก

อาจารย์ทะลวงระดับแล้ว! อาจารย์ต้องทะลวงเข้าสู่ระดับที่ยากจะจินตนาการได้อีกระดับหนึ่งแน่นอน

อาจารย์ช่างเก่งกาจเหลือเกิน

กระบวนการนี้ดำเนินไปเกือบครึ่งชั่วยาม คลื่นพลังอันน่าหวาดหวั่นจึงค่อยๆ ไหลกลับคืนสู่ร่างกาย และดวงตาของหลี่ต้านก็ค่อยๆ ลืมขึ้นในลมหายใจนั้น

เขารู้แจ้งในทุกสรรพสิ่ง แม้แต่นักหลอมโอสถระดับหกทั้งหลายก็ยังไม่อาจเทียบเคียงความมั่นใจของเขาได้

ความชำนาญนั้น ราวกับผ่านการฝึกฝนมานับสิบล้านครั้งในส่วนลึกของวิญญาณ

หลี่ต้านเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น รีบลุกขึ้นยืนทันที

"ยินดีด้วยอาจารย์! ยินดีด้วย!" ชางต๋ารีบโผเข้ามาแสดงความยินดีเสียงดังลั่น

หลี่ต้านพยักหน้า สถานที่แห่งนี้ไม่ควรอยู่นาน ภารกิจสำเร็จแล้ว เผ่นสิครับรออะไร!

"ชางต๋า!" หลี่ต้านเอ่ยเรียก

"ศิษย์อยู่นี่!" ชางต๋าขานรับด้วยความตื่นเต้น

"อาจารย์เฝ้าสังเกตเจ้ามาทั้งคืน พบว่ากิเลสของเจ้ายังไม่ระงับ อาจารย์ขอลงโทษกักบริเวณเจ้าที่นี่ต่ออีกสามปี ครบสามปีแล้วจึงค่อยลงเขาได้ เข้าใจหรือไม่?" น้ำเสียงของหลี่ต้านเย็นเยียบ

รอยยิ้มบนใบหน้าของชางต๋าหายวับไปทันที เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา "เพราะเหตุใดกัน?"

"เพราะข้าคืออาจารย์ของเจ้า หากเจ้ากล้าขัดขืน ก็ถือเป็นการล่วงเกินเบื้องบน ข้าจะทำลายฐานพลังของเจ้าและขับเจ้าออกจากสำนักเสีย" หลี่ต้านกล่าวด้วยน้ำเสียงเที่ยงธรรม

"ไม่ใช่สิอาจารย์ ข้านวดให้ท่านมาทั้งคืน..."

"ไม่ต้องพูดแล้ว เอาตามนี้แหละ จงไปทบทวนตัวเองให้ดี เมื่อใดที่เจ้าปล่อยวางความแค้นที่มีต่อหลี่ต้านได้ ข้าจะมาแจ้งให้เจ้าลงเขาเอง!" หลี่ต้านกล่าวจบก็หันหลังเดินจากไป

ชางต๋ามองตามแผ่นหลังของ 'อาจารย์' ตาค้าง ดวงตาเริ่มแดงก่ำ และน้ำตาก็พรั่งพรูออกมาในทันที

สามปี!

ตั้งสามปีเชียวนะ...!

…………………

จบบทที่ 112 - 113

คัดลอกลิงก์แล้ว