- หน้าแรก
- คู่หูนักล่า อสูรกล้าแห่งท้องทะเลลึก
- บทที่ 5 ปลาบินที่ไม่สมเหตุสมผล
บทที่ 5 ปลาบินที่ไม่สมเหตุสมผล
บทที่ 5 ปลาบินที่ไม่สมเหตุสมผล
เย่ชิงถามขึ้น “ลุงบา เราจะขายได้ราคาแพงสุดไหมครับ?”
ลุงบาหัวเราะร่า “แน่นอนอยู่แล้ว”
“ของหายากย่อมมีราคาแพง”
“สองสามวันก่อน ลุงยังได้ยินพวกพ่อค้าคุยกันเรื่องปลาบินอยู่เลย ปลาบินเต็มลำเรือของเอ็งเนี่ย พวกพ่อค้าต้องแย่งกันซื้อแน่นอน”
เย่ชิงโล่งใจ “ค่อยยังชั่วหน่อย”
ถ้าปลาบินขายได้ราคางาม ปัญหาเฉพาะหน้าก็จะคลี่คลาย
สักพัก ลุงบากับคนอื่นๆ ก็ทยอยกลับบ้านกันไป แต่เย่ชิงยังไม่กลับ
พ่อเพิ่งผ่าตัดเสร็จ ยังต้องรับการรักษาต่อเนื่องอีกยาวนาน และต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลอีกสักพักใหญ่ โดยมีแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ที่บ้านไม่มีคนอยู่ เขาถึงได้มีโอกาสแอบมาจับปลา
ขืนพ่อแม่รู้เข้า ไม่มีทางยอมให้เขาออกทะเลแน่ๆ
พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน เขาก็ไม่อยากกลับไป
อีกอย่างเขาเป็นห่วงปลาบินเต็มลำเรือด้วย เลยตัดสินใจจะนอนเฝ้าที่กระท่อมร้านเหล้าเล็กๆ ของปู่หลิน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือ
ประตูไม้ของร้านไม่ได้ล็อก พอผลักเข้าไป กระดิ่งลมก็ส่งเสียง “กรุ๊งกริ๊ง” ใสไพเราะ
ตอนเด็กๆ เขาชอบมาวิ่งเล่นที่ร้านเหล้านี้เป็นที่สุด ช่วงนั้นร้านคึกคักมาก ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านกับพวกพ่อค้าขาจรชอบมานั่งดื่มกันหลังตะวันตกดิน คุยสัพเพเหระเรื่องราวร้อยแปดพันเก้า ทำให้เด็กน้อยที่ยังไม่ประสีประสาอย่างเขาพลอยตื่นเต้นไปกับเรื่องราวของโลกกว้างภายนอก
ทว่าตอนนี้...
ปู่หลินไม่ได้เปิดร้านเหล้าแล้ว กระท่อมไม้ดูเก่าทรุดโทรมลงไปมาก เย่ชิงลองเอามือลูบโต๊ะดู กลับพบว่ามันค่อนข้างสะอาด แสดงว่าคงมีคนคอยมาดูแลทำความสะอาดอยู่เรื่อยๆ
เขาเลื่อนโต๊ะสองตัวมาต่อกัน ทำเป็นที่นอนชั่วคราว
เย่ชิงคิดว่าตัวเองคงนอนไม่หลับ แต่พอล้มตัวลงนอน หลับตาได้ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
ในฝัน เขาฝันว่าขายปลาบินได้เงินเป็นฟ่อนๆ ถือเงินสดสามปึก กระโดดโลดเต้นดีใจจนตัวลอย
กำลังฝันหวานยิ้มแก้มปริ จู่ๆ ก็มีคนมาเขย่าตัวปลุก
พอลืมตาขึ้นมา ก็เห็นผู้ใหญ่สองคนที่มาช่วยขนปลาเมื่อคืน
เย่ชิงขยี้ตาแล้วรีบทักทาย
หนึ่งในนั้นพูดขึ้นอย่างเกรงใจว่า “ชิงไจ๋ ช่วยบอกพิกัดที่จับปลาบินได้ละเอียดๆ หน่อยได้ไหม ลุงสองคนกะว่าจะไปลองเสี่ยงดวงดูบ้าง”
อีกคนหนึ่งยิ้มหน้าบาน ท่าทางประจบประแจงสุดฤทธิ์
ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนออกทะเลไปหลายรอบแต่คว้าน้ำเหลว ขาดทุนค่าน้ำมันไปเกือบหมื่นหยวน พอได้ข่าวว่ามีฝูงปลาบิน กลับไปนอนก็ไม่หลับ เลยปรึกษากันว่าจะลองไปตามพิกัดที่เย่ชิงบอก
เย่ชิงไม่คิดจะปิดบัง บอกพิกัดอย่างละเอียด ทั้งสองคนเป็นชาวประมงเก่าแก่ ฟังแค่แป๊บเดียวก็ระบุตำแหน่งได้แม่นยำ
ทั้งคู่ดีใจจนออกนอกหน้า ต่างแยกย้ายกันไปขึ้นเรือ
ไม่นานนัก
ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน เรือประมงสองลำก็แล่นออกจากท่าไป
เย่ชิงมองตามเรือทั้งสองลำ ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง
เขาอดสะท้อนใจไม่ได้ หมู่บ้านนี้ยังชีพด้วยการทำประมง แต่หนึ่งปีมานี้ เพราะอิทธิพลของลูกแก้วมังกร ทำให้ฝูงปลาอพยพหนีไปจากน่านน้ำรอบเกาะหลงเวย ชาวประมงเลยเดือดร้อนกันไปถ้วนหน้า
พอมองเห็นเขาจับปลาบินได้เต็มลำ ทุกคนก็เริ่มอยู่ไม่สุข
เขาหวังว่าลุงทั้งสองจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง
ตอนนี้ลูกแก้วมังกรถูกเขาดูดซับไปแล้ว น่านน้ำแถบนี้ไม่ได้รับผลกระทบอีกต่อไป ฝูงปลาน่าจะค่อยๆ ทยอยกลับมา
เขามีความเห็นแก่ตัวเล็กๆ ซ่อนอยู่ด้วย
หนึ่งปีมานี้ ชาวประมงบนเกาะหลงเวยจับปลาใหญ่ไม่ได้เลย แต่วันนี้เขาแค่ออกไปรอบเดียวก็ได้ปลาบินมาเต็มลำ
ครั้งแรก ครั้งสอง อาจจะบอกว่าโชคดี
แต่ถ้าสิบครั้ง ร้อยครั้งล่ะ?
คนอื่นจับไม่ได้ แต่เขาได้จนล้นลำเรือทุกครั้ง คนโง่ที่ไหนก็ดูออกว่ามันผิดปกติ
โบราณว่า คนมีเงินอย่าอวดรวย
เพื่อจะเติบโตแบบเงียบๆ หาเงินได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องมีใครมาคอยจับจ้อง วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดตอนนี้ คือต้องให้ชาวประมงคนอื่นๆ จับปลาได้เหมือนกัน
ส่วนจะได้มากได้น้อย ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือและดวงของใครของมันแล้ว
ฟ้าเพิ่งจะสาง เย่ชิงก็ตื่นแล้ว
ลืมตาขึ้นมา ไม่รู้สึกเพลียเลยสักนิด หลังได้ผสานร่างกับปลาไหลไฟฟ้า ร่างกายของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน
เขากระเด้งตัวลุกจากโต๊ะอย่างกระฉับกระเฉง บิดขี้เกียจอย่างสบายกาย
สายตาทอดมองออกไปไกลโพ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ท้องทะเลสีครามเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตาปรากฏแก่สายตา เมฆขาวบนท้องฟ้าเรียงรายซ้อนกันเป็นชั้นๆ ยามดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้า แสงอรุณสาดส่องเป็นประกายเจิดจรัส
อากาศที่เจือความชื้นเล็กน้อย ทำให้เขาอดสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้
เช้าวันใหม่
เริ่มขึ้นแล้ว!
เมื่อคืนเขากินมื้อดึกไปตอนเกือบเที่ยงคืน เช้านี้เลยยังไม่รู้สึกหิว จึงเดินตรงไปยังท่าเรือทันที
พอไปถึงท่าเรือ รออยู่พักใหญ่ พ่อค้าที่ควรจะมารับซื้อของกลับยังไม่โผล่มา
ไม่นานนัก ลุงบาก็มาถึง
ลุงบาเห็นเย่ชิงทำท่าร้อนใจ จึงปลอบว่าตามปกติแล้วต่อให้สายหน่อย พ่อค้าก็ต้องมาแน่ๆ
ถ้าพ่อค้าติดธุระมาไม่ได้จริงๆ ก็ต้องติดต่อผู้ใหญ่บ้านไว้ก่อนแล้ว ไม่ปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อหรอก
เย่ชิงทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยืนคุยกับลุงบาฆ่าเวลา
คุยจนปากแห้ง พ่อค้าก็ยังไม่มา
ลุงบาเห็นเขาร้อนรนกระวนกระวาย จึงพูดว่า “ยืนรอเฉยๆ ก็ร้อนใจเปล่าๆ ช่วงนี้น้ำลงพอดี เอ็งไปเดินชายหาดหาของทะเลฆ่าเวลาไปก่อนเถอะ”
“เดี๋ยวลุงเฝ้าทางนี้ให้ ถ้าพ่อค้ามาจะรีบไปตาม”
เย่ชิงรู้สึกเกรงใจ
ลุงบาเลยทำท่าจะเตะไล่ บอกให้รีบไสหัวไปซะ จะได้ไม่กวนเวลาแกสูบบุหรี่
เย่ชิงกล่าวขอบคุณลุงบา แล้วเดินลูบก้นมุ่งหน้าไปยังหาดทรายขาว
ยามเช้าตรู่
บนหาดทรายขาวยังไม่ค่อยมีคน มีชาวบ้านแค่ไม่กี่คนกำลังเดินหาของทะเล
แต่ต่อให้งมหากันทั้งเช้า ก็คงไม่ได้อะไรติดมือมา
ผลกระทบจากลูกแก้วมังกรที่มีต่อทะเลแถบนี้ ไม่ใช่จะหายไปได้ในวันสองวัน
น้ำทะเลถือว่าใสสะอาด เหมาะแก่การท่องเที่ยวพักผ่อน แต่ชาวบ้านต้องทำมาหากินกับทะเล สิ่งที่ทุกคนสนใจที่สุดคือจะจับสัตว์น้ำได้มากน้อยแค่ไหน
สภาพแวดล้อมโดยรวมเป็นแบบนี้
ทุกคนต่างกำลังดิ้นรนหาทางรอด
บางครั้งเขาเห็นคลิปในโซเชียล พวกยูทูบเบอร์สายเดินชายหาด แค่เดินไปริมทะเลก็เก็บของทะเลได้เป็นกองพะเนิน เขาได้แต่แค่นเสียงหัวเราะ
สิบคนปลอมไปซะเก้า
ส่วนอีกคน ปลอมจนน่าเกลียด ดูถูกสติปัญญาคนดูชัดๆ
เย่ชิงเดินมาถึงหาดทรายขาว ทักทายคนที่รู้จัก จากนั้นก็ถอดรองเท้าเดินลุยน้ำลงไป เขาคุ้นเคยกับทะเลเป็นอย่างดี
เมื่อเดินลุยน้ำลึกระดับเข่า เจ้าปลาไหลไฟฟ้าที่อยู่ไม่ไกลก็สัมผัสถึงตัวเขาได้ แล้วพุ่ง “ฟึ่บ” เข้ามาหาทันที
ชาวบ้านคนอื่นกำลังก้มหน้าก้มตาหาของ จึงไม่มีใครสังเกตเห็น
เย่ชิงตบหัวปลาไหลไฟฟ้าเบาๆ แอบล้วงปลาบินสองตัวออกมาจากกระเป๋า เจ้าปลาไหลไฟฟ้ากินอย่างมีความสุข
พอกินอิ่ม มันก็ว่ายวนรอบตัวเขาอย่างพึงพอใจ
เขาสั่งให้ปลาไหลไฟฟ้าสำรวจบริเวณใกล้เคียงว่ามีของทะเลบ้างไหม ปลาไหลไฟฟ้าใช้กระแสไฟฟ้าตรวจสอบแล้วส่งสัญญาณบอกว่า บนพื้นทรายไม่มีอะไรเลย แต่ทางฝั่งโขดหินมี
หาดหินโสโครกอยู่ใกล้ท่าเรือมากกว่า ตอนน้ำขึ้นจะถูกน้ำท่วมไปกว่าครึ่ง พอช่วงน้ำลงก็จะกลายเป็นลานหินระเกะระกะรูปร่างแปลกตา
เมื่อก่อนชาวบ้านชอบมาหาของทะเลแถวนี้ แต่ตอนนี้ไม่มีใครมาเลยสักคน
เย่ชิงเดินดุ่มๆ ไปทางหาดหินโสโครก ระหว่างทางหากเจอขยะทะเล เขาก็จะช่วยเก็บเท่าที่ทำได้ ซึ่งก็มีไม่มากนัก เพราะชาวเกาะหลงเวยค่อนข้างใส่ใจเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล
ไม่ไกลออกไป
ชาวประมงหนุ่มคนหนึ่งเห็นเย่ชิงก้มๆ เงยๆ เก็บของตลอดทาง ก็นึกว่าเจอของดีอะไรเข้า จึงรีบปรี่เข้ามาดู
พอเห็นว่าเป็นขยะ ก็ผิดหวังอย่างแรง “ชิงไจ๋ นี่แกเป็นเอามากนะเนี่ย”
“เช้าตรู่ขนาดนี้ดันมาเดินเก็บขยะ”
“ได้ข่าวว่าเมื่อวานออกทะเลไปจับปลา สงสัยจะกระทบกระเทือนจิตใจจนเพี้ยนไปแล้วมั้ง”
นี่มันหลอกด่าว่าเขาเป็นบ้าชัดๆ
เย่ชิงตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง “ก็มันว่างนี่หว่า”
หมอนั่นพูดเยาะเย้ย “ถ้าว่างนักก็ไปช่วยเก็บกวาดที่บ้านฉันสิ ขยะที่บ้านฉันมีเพียบ พวกขวดพวกกระป๋องเนี่ย แกเอาไปขายน่าจะได้เงินหลายตังค์อยู่นะ”
เย่ชิงเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยสายตาเย็นชา
อีกฝ่ายถูกจ้องจนรู้สึกร้อนตัว “ฉะ... ฉันหวังดีนะเว้ย”
เย่ชิงตอบเสียงเรียบ “งั้นก็ไม่ต้องลำบากหวังดีหรอก”
คนคนนี้ชื่อ ‘ไช่หยา’ เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันในหมู่บ้าน แต่ไม่นับว่าเป็นเพื่อนสมัยเด็ก เพราะความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ดีเอามากๆ เข้าขั้นแย่เลยด้วยซ้ำ สาเหตุก็ง่ายๆ เพราะรุ่นพ่อไม่ลงรอยกัน รุ่นลูกเลยไม่กินเส้นกันไปด้วย
ตั้งแต่เล็กจนโต เขาเรียนเก่งกว่าไช่หยามาตลอด เพราะเรื่องนี้ ไช่หยาเลยโดนพ่อตัวเองตีอยู่บ่อยๆ
นานวันเข้า ไช่หยาก็เลยพาลเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ
ตั้งแต่เขาสอบติดมหาวิทยาลัย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอกัน
ไม่นึกว่าพอเจอปุ๊บ ไช่หยาก็วิ่งแจ้นมาแดกดันปั๊บ
ทันใดนั้นเอง...
เย่ชิงสังเกตเห็นว่าที่ซอกหินตรงจุดที่โขดหินสองก้อนซ้อนทับกัน มีแสงสีแดงวูบหนึ่งผ่านตาไป
จังหวะนั้น
คลื่นลูกใหญ่ซัดสาดเข้ามาท่วมซอกหิน ส่งเสียงดังครืนๆ พอคลื่นม้วนตัวกลับไป ในซอกหินนอกจากฟองคลื่นสีขาวที่หลงเหลืออยู่ ก็ไม่เห็นอะไรอีก
แต่เขามั่นใจมากว่าเมื่อกี้ต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆ
เขาจึงสั่งให้ปลาไหลไฟฟ้าเข้าไปตรวจสอบดู
จบบท