เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 นี่มันฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว!

บทที่ 4 นี่มันฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว!

บทที่ 4 นี่มันฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว!


บทที่ 4 นี่มันฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว!

บัณฑิตหนุ่มทำสีหน้ามึนงงกับคำถามของเธอ "ชมรม? แล้ว 'คนแกล้งคน' คือสิ่งใดหรือ? เป็นชื่อคนอย่างนั้นหรือ?"

เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเขาดูไม่เหมือนการเสแสร้ง ความกลัวก็เริ่มจู่โจมเข้ามาในหัวใจของเจียงหลิง!

เธอเดินไปที่ประตูแล้วมองออกไปข้างนอก มันมืดสนิท ถนนเต็มไปด้วยโคลน และมีเพียงแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องลงมาเท่านั้น

เสาไฟฟ้าข้างถนนที่เห็นตอนกลางวันหายไปไหนหมด?

แล้วตึกแถวรอบๆ หายไปไหน?

ทำไมถึงเหลือเพียงร้านเล็กๆ ของเธอตั้งอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง?!

เจียงหลิงยืนมองบัณฑิตหนุ่มเดินถือโคมไฟจากไปจนลับตา ในมือของเธอกำเหรียญอีแปะสิบเหรียญไว้แน่น เธอยังคงไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น!

เธอตัดสินใจปิดประตูไม้บานนั้นลงทันที

จากนั้นก็หันหลังกลับ เดินไปอีกฝั่งแล้วเปิดประตูม้วนขึ้น

เสาไฟฟ้า! ตึกแถว! ถนนคอนกรีต! และฝูงคนที่เดินขวักไขว่!

ที่สำคัญที่สุดคือ ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันจะตกดินเสียด้วยซ้ำ!!

สวรรค์! ประตูไม้บานนั้นเชื่อมต่อกับโลกโบราณจริงๆ ด้วย!

ยิ่งไปกว่านั้น เธอจำได้แม่นว่าเธออยู่ในร้านนานกว่าหนึ่งชั่วโมง และทางฝั่งโน้นก็มืดแล้ว แต่ทำไมทางฝั่งนี้ดวงอาทิตย์ถึงยังไม่ตกดินล่ะ?

หรือว่ากระแสเวลาของทั้งสองโลกจะไม่เท่ากัน?!

สมองของเจียงหลิงวุ่นวายไปหมด เธอจึงตัดสินใจปิดประตูทั้งสองบานลงเสียก่อน

เธอใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงจนกระทั่งอารมณ์เริ่มสงบลง

จากนั้นเธอก็หยิบเหรียญอีแปะทั้งสิบสามเหรียญจากเคาน์เตอร์แล้วดึงประตูม้วนเปิดออก

เธอกดขี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันเล็กไปยังร้านขายของเก่าที่ใกล้ที่สุด

ข้างนอกนั้น แสงไฟจากถนนเริ่มทยอยเปิดสว่างขึ้น

เจียงหลิงเดินดูในร้านจนกระทั่งพบเหรียญโบราณหลากหลายชนิดวางโชว์อยู่ในตู้กระจก

เหรียญเหล่านี้มีขนาดแตกต่างกันไป บางเหรียญมีสนิมเกาะหนา และบางเหรียญก็สึกกร่อนอย่างหนัก

เจ้าของร้านอายุมากกว่าห้าสิบปี เมื่อเห็นหญิงสาวจ้องมองอย่างตั้งอกตั้งใจ จึงเดินเข้ามาสอบถาม

"แม่หนูสนใจชิ้นไหนรึ? เรามีเหรียญอีแปะจากหลายยุคสมัยเลยนะ ถ้าสนใจลุงจะแนะนำให้"

เจียงหลิงเงยหน้าขึ้นในที่สุด "คุณลุงคะ ที่นี่รับซื้อเหรียญโบราณไหมคะ?"

เจ้าของร้านชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะนึกว่าเธอเป็นลูกค้า แต่ก็นั่นแหละ จะว่าเป็นลูกค้าก็คงได้

เจียงหลิงหยิบเหรียญอีแปะเหรียญหนึ่งส่งให้เขา

เจ้าของร้านหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูอย่างละเอียด

"เยี่ยมมาก! เหรียญนี้รักษามาได้อย่างดีเยี่ยม! ดูเหมือนของใหม่เลย! เป็นของเกรดพรีเมียมจริงๆ! แม่หนู ไปได้เหรียญนี้มาจากไหนรึ?"

เจียงหลิงปั้นน้ำเป็นตัวตอบไปว่า "คุณปู่ทิ้งไว้ให้ค่ะ คุณลุงลองดูหน่อยนะคะว่าราคาเท่าไหร่"

สายตาของเจ้าของร้านไม่ละไปจากเหรียญเลย นิ้วมือของเขาพลิกเหรียญไปมาซ้ำๆ เพื่อตรวจสอบเนื้อสัมผัสและรอยจารึก

มันหาได้ยากจริงๆ ที่จะเจอเหรียญสภาพสมบูรณ์ขนาดนี้ ตอนแรกเขาแอบนึกว่าเป็นของปลอม เพราะเหรียญโบราณสภาพนี้มีมูลค่าในการสะสมสูงมาก

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ลุงรับซื้อเหรียญนี้ในราคาเหรียญละสองพันหยวน แม่หนูพอใจไหม?"

สองพันหยวนหรือ? เจียงหลิงตกใจแทบสิ้นสติ!

ตอนแรกเธอคิดว่าหนึ่งอีแปะอาจจะเท่ากับหนึ่งหยวนในยุคปัจจุบัน หรืออาจจะเป็นแค่ของเล่นเด็กด้วยซ้ำ มาตอนนี้มูลค่ากลับเพิ่มขึ้นเป็นสองพันเท่า—เธอเจอขุมทรัพย์เข้าให้แล้ว!

"ตกลงค่ะ หนูยังมีอีกสิบสองเหรียญ คุณลุงรับไปทั้งหมดในราคานี้เลยได้ไหมคะ?"

เจ้าของร้านตาโตด้วยความประหลาดใจ

เหรียญอีแปะสิบสามเหรียญขายได้เงินถึงสองหมื่นหกพันหยวนในพริบตา

เจียงหลิงเริ่มมองเห็นโอกาสทางธุรกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การเปิดห้างสรรพสินค้าในยุคปัจจุบันนั้นดูธรรมดาเกินไป แต่การเปิดห้างสรรพสินค้าจากโลกปัจจุบันในโลกโบราณล่ะ? นั่นมันคนละเรื่องเลย!

เธอหาเงินได้สองหมื่นกว่าหยวนจากการขายบะหมี่ไม่กี่ชาม ถ้าเธอขายอย่างอื่นล่ะ เธอจะไม่รวยเละเลยหรือ?!

เธอรู้สึกเหมือนเห็นแสงรำไรของความสุข เธอจะสามารถใช้หนี้ได้หมดในเร็วๆ นี้แล้ว!

จะมีคนโบราณสักกี่คนที่ต้านทานอาหารที่มาจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้กันล่ะ?

เธอตัดสินใจลงมือทำทันที!

เจียงหลิงกลับไปจัดพื้นที่แถวประตูไม้ใหม่ โดยนำโต๊ะเล็กๆ สี่ตัวมาตั้งเพื่อใช้เป็นที่นั่งทานอาหาร

เธอยังปรับการจัดวางบนชั้นวางของใหม่ โดยนำอาหารและของใช้จำเป็นมาไว้ด้านหน้า ส่วนของที่ดูล้ำสมัยเกินไปก็นำไปเก็บไว้ในห้องเก็บของก่อน

ทันทีที่จัดร้านเสร็จ เธอก็รีบเปิดประตูไม้ออกด้วยความตื่นเต้น

หลังจากทำงานไปหนึ่งชั่วโมง ท้องฟ้าด้านนอกประตูไม้ก็สว่างสดใสเสียแล้ว

ดวงอาทิตย์เพิ่งจะเริ่มขึ้นในตอนนี้เอง

กระแสเวลาระหว่างประตูสองบานนี้ไม่เท่ากันจริงๆ ด้วย!

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เจียงหลิงแปลกใจยิ่งกว่าเดิมก็คือ ทำไมวันนี้ถึงมีผู้คนมากมายเดินมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกันนัก?

บนถนนยังมีรถม้าวิ่งผ่านไปมาหลายคัน

ขณะที่เธอกำลังสงสัย เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

"เถ้าแก่เนี้ย!"

เจียงหลิงมองไปที่ฝูงชนและพบว่าเป็นคุณตาที่นำเห็ดมาส่งให้เมื่อวาน

ข้างหลังเขามีเด็กชายตัวน้อยอายุประมาณห้าหกขวบเดินตามมาด้วย

"คุณตาคะ เจอกันอีกแล้วนะ"

คุณตาประสานมือคารวะ และเด็กน้อยคนนั้นก็เลียนแบบท่าทางได้อย่างไร้ที่ติ

"เถ้าแก่เนี้ยพักผ่อนไปหลายวัน ในที่สุดวันนี้ก็เปิดร้านเสียทีนะ"

พักไปหลายวันงั้นหรือ? ทั้งที่เพิ่งเจอกันเมื่อวานแท้ๆ

ดูเหมือนว่าเวลาของทางฝั่งนี้จะเดินเร็วกว่าที่เธอจินตนาการไว้มากนัก

"หนูมีธุระทางบ้านน่ะค่ะ เลยล่าช้าไปสองสามวัน"

"อย่างนี้นี่เอง ตั้งแต่วันนั้นที่ตาแก่อย่างข้าได้ทานบะหมี่ที่ท่านปรุง ข้าก็นำไปฝันถึงรสชาตินั้นตลอด วันที่ข้ากลับไป กลิ่นหอมของบะหมี่ยังติดตัวข้าไปเลย หลานชายตัวน้อยสองคนของข้าได้กลิ่นเข้าก็มาร้องไห้งอแงหาว่าข้าแอบไปกินของอร่อยคนเดียว"

พอพูดจบคุณตาก็รู้สึกเสียใจ เพราะฟังดูเหมือนเขากำลังมาขอทานฟรีอีกครั้ง

"คุณตาคะ ถ้าอยากทานอีก ในร้านยังมีอยู่นะคะ เดี๋ยวหนูจะต้มให้ชามหนึ่ง"

เห็ดที่คุณตานำมาให้ขายได้ตั้งห้าสิบหยวน ซึ่งมันซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้เป็นโหลๆ เลยทีเดียว

เด็กน้อยตาเป็นประกายด้วยความดีใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น

คืนนั้น เขาเพียงแค่ได้กลิ่นหอมก็กอดขาปู่ร้องไห้จนน้ำลายไหลแล้ว

"ไม่ได้ๆ ข้าจะกล้ารบกวนเถ้าแก่เนี้ยอีกได้อย่างไร? หากจะทานก็ต้องจ่ายด้วยเงินจริงๆ ตาแก่อย่างข้าเพียงแค่พาหลานชายเดินผ่านมาเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะมาขอทานฟรีๆ หรอก"

เขาดึงตัวหลานชายที่ทำท่าจะโผเข้าไปขอของกินเอาไว้ วันนี้เขาต้องพูดให้ชัดเจนเพราะมีชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาคอยจับจ้องอยู่

หากใครรู้เข้าว่าเขาตั้งใจมาขอของกินฟรีๆ คนทั้งครอบครัวคงไม่มีหน้าอยู่ในหมู่บ้านได้อีก

"ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ เพื่อนของหนูชอบเห็ดที่คุณตาให้มาคราวที่แล้วมาก เขาซื้อไปตั้งห้าสิบอีแปะแน่ะ บะหมี่ชามนั้นไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย หนูเสียอีกที่ได้กำไร"

ชายชราตกใจ "จริงหรือ?"

"จริงแท้แน่นอนค่ะ ในเมื่อเด็กอยากทาน คุณตาอย่าเกรงใจเลย เข้ามานั่งข้างในก่อนเถอะค่ะ"

ชายชราลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อทนสายตาอ้อนวอนของหลานชายไม่ไหว เขาก็ถอนหายใจและเดินเข้าไปข้างใน

การจัดวางในร้านเปลี่ยนไปจากเมื่อไม่กี่วันก่อน ดูโอ่อ่ากว้างขวางขึ้นมาก

เจียงหลิงหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาสองซองแล้วเดินเข้าครัวไป เมื่อนึกได้ว่าเด็กทานเผ็ดไม่ได้ เธอจึงเลือกรสต้นหอมและซี่โครงหมู

เธอต้มน้าจนเดือดแล้วใส่เส้นลงไป

ลูกชิ้นหมดแล้ว ครั้งนี้เธอจึงตอกไข่ใส่ลงไปในหม้อแทนสองฟอง

เจียงหลิงต้มบะหมี่จนเสร็จและยกออกมา กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งร้านโช่วย

คุณตาสั่งกำชับให้หลานชายนั่งตัวตรงอย่างมีระเบียบ

เมื่อบะหมี่ถูกยกมาวาง ทั้งคู่ถึงกับอ้าปากค้าง

มันหอมเหลือเกิน!

เส้นบะหมี่สีเหลืองทองสะท้อนเงาวาวของน้ำมัน มีไข่ดาวน้ำสองฟองวางอยู่ด้านบน!

นั่นมันไข่เลยนะ! ครอบครัวของพวกเขาอาจจะไม่ได้ทานไข่บ่อยนักตลอดทั้งปี

ถึงแม้ที่บ้านจะเลี้ยงไก่ไว้ห้าตัว แต่ก็ได้ไข่เพียงสามสิบกว่าฟองต่อเดือน ซึ่งสามสิบฟองนั้นต้องถูกกำหนดไว้ให้เอาไปขายในเมืองเพื่อแลกเป็นเงิน

ส่วนที่เหลือเพียงไม่กี่ฟองต้องแบ่งกันระหว่างคนชราและเด็กๆ ครอบครัวเขามีสมาชิกถึงแปดคน ถ้าโชคดีหน่อยคนหนึ่งจะได้กินไข่เพียงเดือนละฟองเท่านั้น

แต่บะหมี่ชามโตชามเดียวนี้ กลับมีไข่ถึงสองฟอง!

นี่มันช่างฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว!

ขณะที่ชายชรากำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ เขาก็เห็นเจียงหลิงนำถ้วยใบเล็กสองใบมาเพื่อแบ่งบะหมี่ให้พวกเขา

"คุณตา รีบทานเถอะค่ะ บะหมี่ทิ้งไว้นานๆ เส้นจะอืดจนไม่อร่อยนะคะ"

จ้าวเสี่ยวเอ๋อร์ผู้เป็นหลานชายน้ำลายไหลจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว แต่เขาก็ยังรอคอยการอนุญาตจากปู่ของเขาอยู่

ชายชราถอนหายใจยาว "ทานเถอะ"

แม้เขาจะรู้ดีแก่ใจว่าเห็ดไม่กี่ดอกนั้นไม่มีทางขายได้ถึงห้าสิบอีแปะแน่นอน แต่การจะปฏิเสธในตอนนี้คงจะยิ่งเป็นการเสียมารยาทมากขึ้นไปอีก

จบบทที่ บทที่ 4 นี่มันฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว