บทที่ 2 เจ้าหนูผู้ทรหด
บทที่ 2 เจ้าหนูผู้ทรหด
บทที่ 2 เจ้าหนูผู้ทรหด
ผ่านไปไม่นาน ชายชราก็จัดการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนเรียบวุธ ไม่เหลือแม้แต่น้ำซุปเพียงหยดเดียว
เจียงหลิงเตรียมบะหมี่อีกชามแล้วยกออกมา เมื่อเห็นว่าชายชราทานเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยถาม
"คุณตาคะ อิ่มไหมคะ ถ้ายังไม่อิ่มหนูยังมีอีกนะ"
ชายชรารีบโบกไม้โบกมือด้วยความเกรงใจ "ไม่แล้วๆ ขอบพระคุณเถ้าแก่เนี้ยมากที่เมตตาให้ข้าได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสเช่นนี้ เสียดายนักที่ตาแก่คนนี้ไม่ได้พกเงินติดตัวมาเลย"
พูดพลางเขาก็ปลดตะกร้าสะพายหลังลง "นี่เป็นผักป่าที่ข้าเก็บมาจากบนเขาเมื่อกลางวัน แล้วก็มีเห็ดสนกับเห็ดฟางสดๆ อยู่บ้าง ของพวกนี้เป็นของป่าหาได้ทั่วไปตามเขาตามดอย ไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย เถ้าแก่เนี้ยโปรดอย่าได้รังเกียจเลยนะ"
เจียงหลิงจะรับไว้ได้อย่างไร "หนูบอกแล้วไงคะว่ามื้อนี้หนูเลี้ยง จะรับของของคุณตาได้ยังไงกัน"
ทว่าด้วยความรบเร้าของชายชรา ในที่สุดเจียงหลิงก็ยอมรับเห็ดและผักป่ามาจำนวนหนึ่ง
ส่วนน้ำดื่มขวดนั้น เจียงหลิงยืนกรานให้เขานำติดตัวไปด้วย โดยแสดงให้เขาดูว่าเธอยังมีของแบบนี้อีกตั้งมากมาย
หลังจากเจียงหลิงทานบะหมี่ของตัวเองเสร็จ เธอก็มายืนรับลมเย็นๆ ที่หน้าประตูอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงเริ่มขึ้นไปจัดระเบียบที่ชั้นสอง
เจียงหลิงฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เธอกวาดสายตามองขึ้นไป ดูเหมือนว่าหลอดไฟจะกลับมาใช้งานได้เป็นปกติแล้ว
ในเมื่อยังใช้ได้เธอก็จะใช้ไปก่อน การไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ช่วยประหยัดแรงไปได้มาก
เนื่องจากร้านปิดตายมาหลายปี จึงมีกลิ่นอับชื้นสะสมอยู่บ้าง เจียงหลิงมองซ้ายมองขวาเห็นว่าไม่มีใครผ่านมา จึงเปิดประตูทิ้งไว้เพื่อระบายอากาศต่อไป
พื้นที่ชั้นสองค่อนข้างเล็ก มีเพียงห้องนอนที่กั้นแยกไว้หนึ่งห้องและห้องนั่งเล่นเล็กๆ อีกหนึ่งห้อง
เครื่องเรือนมีครบครัน สภาพเก่าบ้างใหม่บ้างสลับกันไป
เจียงหลิงใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษก็จัดของเสร็จสิ้น
เธอจำเป็นต้องใช้เครื่องเรือนพวกนี้ไปก่อน เพราะตอนนี้เธอไม่ใช่คุณหนูผู้สูงศักดิ์อีกต่อไปแล้ว และไม่มีเงินเหลือพอจะซื้อของใหม่จริงๆ
ขณะที่เธอกำลังจะลงไปหาน้ำดื่มที่ชั้นล่าง ก็มีเสียงเรียกดังขึ้นจากด้านล่าง
"มีใครอยู่หรือไม่ เถ้าแก่เนี้ย?"
เจียงหลิงนึกฉงน ใครจะมาหาเอาป่านนี้
"เถ้าแก่เนี้ยอยู่หรือไม่?"
"มาแล้วค่ะ!"
ทันทีที่ก้าวลงบันดาลมา เธอได้เห็นเด็กหนุ่มในชุดโบราณยืนพิงกรอบประตูอยู่
เขาดูอายุไม่น่าจะเกินสิบสองหรือสิบสามปี
เจียงหลิงมองผมยาวที่รวบไว้สูงของเขา พลางนึกในใจว่าเดี๋ยวนี้หมู่บ้านนี้เขานิยมให้ผู้ชายไว้ผมยาวกันแล้วหรือ
หรือว่าคืนนี้ในหมู่บ้านจะมีงานเทศกาลแต่งชุดโบราณกันนะ
"สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ"
"...เถ้าแก่เนี้ยเป็นสตรีหรือ?"
เมื่อเห็นเขาดูจมดิ่งอยู่กับบทบาทในชุดโบราณ เจียงหลิงจึงแกล้งเอ่ยตอบด้วยภาษาสำนวนโบราณไปว่า "คุณชาย ร้านเล็กๆ ของเรายังไม่เปิดทำการ ไม่ทราบว่าท่านมีธุระอันใดหรือ"
เด็กหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งนึกได้ว่าต้องทำความเคารพ
ต้องยอมรับว่ากิริยาท่าทางของเด็กคนนี้ดูเหมือนคนโบราณจริงๆ ท่าประสานมือคารวะของเขายังดูเป๊ะยิ่งกว่าในละครโทรทัศน์เสียอีก
"รบกวนเถ้าแก่เนี้ยยามวิกาลแล้ว ข้าเดินทางผ่านมาทางนี้ แต่ถนนลื่นเพราะฝนตกจึงพลาดท่าหกล้มจนได้รับบาดเจ็บ ไม่ทราบว่าที่นี่พอจะมีหยูกยาแก้ฟกช้ำบ้างหรือไม่ ข้ายินดีจ่ายเงินให้ท่านอย่างงาม โปรดช่วยอำนวยความสะดวกให้ข้าด้วยเถิด"
ให้ตายสิ เจ้าหนูคนนี้พูดจาภาษาโบราณได้ดูสมจริงไม่น้อยเลย
เจียงหลิงมองไปที่ชุดของเขา เห็นรอยถลอกตรงหัวเข่าและคราบโคลนเปื้อนตามเสื้อผ้า
สงสัยคงจะเล่นซนจนหกล้มบาดเจ็บ แถมเสื้อผ้ายังสกปรก คงจะกลัวโดนที่บ้านดุเอาล่ะสิ
เลยอยากจะหาที่จัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนกลับ
ถึงแม้คำพูดคำจาและท่าทางจะดูสำรวม แต่เด็กดีที่ไหนจะมาวิ่งเล่นซนอยู่ข้างนอกเอาป่านนี้กัน
"ยาสมานแผลภายนอกฉันพอจะมีอยู่ เข้ามาข้างในก่อนสิ" เจียงหลิงพูดพร้อมกับยื่นมือจะไปช่วยพยุง
เด็กหนุ่มตกใจรีบชักมือหนีทันที ก่อนจะเอ่ยด้วยใบหน้าแดงระเรื่อว่า "...ชายหญิง...มิควรใกล้ชิดกัน!"
เจียงหลิงถึงกับพูดไม่ออก "ตัวแค่นี้ทำเป็นพูดเรื่องพวกนี้ไปได้ เจ้าหนู อายุขนาดเธอนี่น่าจะยังเรียนประถมอยู่เลยมั้ง!"
เด็กหนุ่มดูจะขยาดท่าทางของเธออยู่ไม่น้อย "ข้า... ข้าอายุสิบสองแล้ว... และข้าก็ยังเล่าเรียนอยู่จริงๆ"
เจียงหลิงกลอกตาใส่เขา "เร็วเข้าเถอะ จะลีลาไปถึงไหน ไม่อยากกลับบ้านหรือไง"
เด็กหนุ่มถอนหายใจ ในที่สุดก็เลิกขัดขืนและยอมให้เธอพยุงไปนั่งที่โซฟาใกล้ประตู
หลังจากพยุงเขานั่งลงแล้ว เจียงหลิงก็ก้มตัวลงและเลิกชายชุดของเขาขึ้น
การกระทำนี้ทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงจนตัวเอนไปข้างหลัง เขาพยายามจะชักขาหนีอย่างลนลาน แต่พอแผลไปสะกิดเข้าก็ถึงกับครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
"นี่เธอจะขยับไปมาทำไม ที่นี่ก็มีแค่ฉัน เธอจะใส่ยาเองหรือยังไง"
สงสัยจะเข็ดจากความเจ็บเมื่อครู่ เด็กหนุ่มจึงยอมอยู่นิ่งๆ ให้เธอจัดการตามใจชอบ
เจียงหลิงหยิบกรรไกรมาจากเคาน์เตอร์ เมื่อเห็นเนื้อผ้าของชุดที่เขาใส่ดูท่าทางจะมีราคาไม่น้อย จึงเอ่ยถาม
"ขอตัดขากางเกงหน่อยนะ"
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ
เจียงหลิงจึงตัดขากางเกงออก เผยให้เห็นบาดแผลที่หัวเข่า
แผลถูกครูดอย่างรุนแรงจนเห็นเลือดสดๆ ไหลซึมออกมา!
ผิวหนังหลายส่วนถลอกจนย่นเข้าหากัน เจียงหลิงถึงกับสูดปากด้วยความเสียวไส้
เห็นเขาวางท่าทางนิ่งเฉย เธอเลยนึกว่าเป็นแค่แผลถลอกเล็กน้อย
ไม่นึกเลยว่าเจ้าหนูคนนี้จะทนเจ็บได้เก่งขนาดนี้!
"รอตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันไปหยิบยามาให้"
เจียงหลิงเดินเข้าไปที่ชั้นวางของ หยิบสเปรย์ฉีดพ่นตราหยุนหนานไป๋เหยาและผ้าพันแผลออกมา พร้อมกับถือน้ำดื่มติดมือมาด้วยขวดหนึ่ง
"ทนหน่อยนะ อาจจะแสบนิดนึง"
เธอเริ่มจากการใช้น้ำดื่มล้างทำความสะอาดแผลอย่างง่ายๆ จากนั้นก็เปิดฝาสเปรย์ เขย่าสองสามครั้ง แล้วฉีดลงไปที่หัวเข่าของเขาติดต่อกันสี่ห้าที
เจียงหลิงไม่เคยทำแผลให้ใครมาก่อน แต่ตอนเด็กๆ เวลาเธอซนจนหกล้ม คุณปู่ก็มักจะทำแบบนี้ให้เสมอ
เด็กหนุ่มกำหมัดแน่น เตรียมใจรับความเจ็บปวดที่กำลังจะตามมา
ทว่าทันใดนั้น ความรู้สึกเย็นสบายก็แผ่ซ่านไปทั่วบาดแผลทันที
เด็กหนุ่มรู้สึกประหลาดใจนัก ปรากฏว่าการทายามิใช่ว่าจะต้องแสบร้อนเสมอไป
เพียงแค่ฉีดพ่นเบาๆ ไม่กี่ครั้ง แผลที่เคยร้อนผ่าวและบวมเป่งเมื่อครู่กลับรู้สึกสบายขึ้นมาก
นี่มันยาเทวดาชนิดใดกัน? ช่างได้ผลชะงัดนัก!
เจียงหลิงค่อยๆ พันผ้าพันแผลให้เขาอย่างเบามือ
เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตหญิงสาวตรงหน้า เสื้อผ้าของเธอดูแปลกตา เครื่องประดับผมก็ดูยุ่งเหยิง ดูแล้วอายุไม่น่าจะเกินสิบหกสิบเจ็ดปี (อันที่จริงนางเอกอายุเกินสิบแปดแล้ว)
แม้กิริยาจะดูโผงผางไร้มารยาทไปบ้าง แต่เธอก็มีความงดงามยิ่งนัก
เขาเติบโตมาในวังหลัง ได้พบเห็นโฉมงามมานับไม่ถ้วน แต่ต้องยอมรับว่าหญิงสาวผู้นี้มีกลิ่นอายที่พิเศษไม่เหมือนใคร
เพื่อหลบหนีพวกมือสังหาร เขาจึงวิ่งเตลิดมาที่นี่ด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นร้านเล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางความมืดมิด เขาก็ไม่ได้หวังใจอะไรนัก
นึกไม่ถึงว่าจะได้มาพบกับหญิงสาวเช่นนี้... ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงรีบมองออกไปนอกประตู จ้องมองเข้าไปในความมืดมิดด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังวล
"แผลแบบนี้ต้องรีบรักษา ไม่อย่างนั้นมันจะอักเสบเอาได้ ฉันให้สเปรย์ขวดนี้ไปด้วยนะ ฉีดวันละสามถึงห้าครั้ง เดี๋ยวก็หาย"
หลังจากพันแผลเสร็จ เจียงหลิงก็ส่งขวดสเปรย์ขนาดหกสิบกรัมให้เขา
เด็กหนุ่มมองขวดขนาดพอดีฝ่ามือตรงหน้า วัสดุมิใช่ไม้และมิใช่โลหะ สัมผัสแล้วเย็นเยียบ มีตัวอักษรเล็กๆ จารึกอยู่ ของพวกนี้สลักลงไปได้อย่างไรกัน
แค่ฉีดพ่นเพียงไม่กี่ครั้งก็ถือว่าทายาแล้วหรือ? นี่มันยาเทพสร้างชัดๆ!
อย่างไรก็ตาม เวลานี้สถานการณ์คับขัน เขาไม่มีเวลามาพิจารณาอย่างละเอียด
เด็กหนุ่มล้วงเข้าไปในอกเสื้อ คลำหาอยู่พักใหญ่แต่กลับพบเพียงเหรียญอีแปะสามเหรียญ แม้แต่จี้หยกประจำตัวก็คงตกหายไปตอนที่หลบหนี!
ช่างน่าขายหน้านัก! คำพูดที่ว่าจะจ่ายให้อย่างงามยังกังวานอยู่ในหู
เขาจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี?!
"แม่นาง ข้า..."
เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของเขา เจียงหลิงก็ยิ้มแล้วพูดว่า "ฉันไม่คิดตังค์หรอก! รีบกลับบ้านเถอะ ป่านนี้พ่อแม่คงเป็นห่วงแย่แล้ว"
ใบหน้าที่ซีดเซียวของเด็กหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำทันที
เขาทำได้เพียงวางเหรียญอีแปะสามเหรียญที่มีอยู่ลงบนโต๊ะ แล้วประสานมือคารวะอีกครั้ง
"แม่นาง เหรียญอีแปะสามเหรียญนี้ถือเป็นค่ารักษาเบื้องต้น ข้ารู้ดีว่ามันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ท่านมอบให้ พรุ่งนี้ข้าจะส่งคนนำส่วนที่เหลือมาให้ถึงหน้าประตู เชื่อใจข้าเถิด ข้าขอสัญญาว่าจะไม่ผิดคำพูดแน่นอน!"
เจียงหลิงมองท่าทางจริงจังของเขา ดูท่าจะตั้งใจจริงๆ
"ก็ได้จ้ะ แล้วฉันจะรอนะ"
หลังจากส่งเด็กหนุ่มเสร็จ เจียงหลิงก็นอนแผ่ลงบนโซฟาด้วยความเหนื่อยอ่อน
เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาอีก เจียงหลิงจึงปิดประตูร้าน
เธอรีบไปอาบน้ำแล้วเข้านอนทันที
คืนนั้นเธอหลับสนิท
เจียงหลิงตื่นแต่เช้าตรู่
อากาศในชนบทช่างสดชื่น แสงแดดสาดส่องเข้ามาจากภายนอก
ขณะที่เธอกำลังจะเปิดประตูร้าน เธอก็รู้สึกเอะใจบางอย่าง
เธอเดินย้อนกลับไปที่ด้านหลังของห้องเก็บของ
ประตูม้วนสีเงินบานหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า
เจียงหลิงเพิ่งนึกออกว่าตอนทำความสะอาดเมื่อคืน เธอพบว่าร้านนี้มีประตูทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
ทว่าประตูม้วนบานนี้ดูเหมือนจะขึ้นสนิมและเปิดไม่ออกแม้จะพยายามอยู่หลายครั้ง เธอจึงปล่อยมันทิ้งไว้
เจียงหลิงได้ยินเสียงการจราจรดังมาจากหลังประตูม้วนบานนั้น
เธอยกมือขึ้นจับมันไว้ อยากจะลองดูอีกสักตั้ง
และครั้งนี้
เธอเปิดมันออกได้อย่างง่ายดาย!!