- หน้าแรก
- มิติเพาะปลูกระดับเทพ
- ตอนที่ 44 ตรวจสอบพรสวรรค์อีกครั้ง
ตอนที่ 44 ตรวจสอบพรสวรรค์อีกครั้ง
ตอนที่ 44 ตรวจสอบพรสวรรค์อีกครั้ง
ตอนที่ 44 ตรวจสอบพรสวรรค์อีกครั้ง
เย่เทียนพยักหน้า "ใช่แล้วขอรับ! ตอนแรกข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก ทว่าพอเห็นต้าเถียชุยใช้ค้อนทุบหุ่นเชิดจักรกลตัวหนึ่งจนแหลกละเอียด แล้วเห็นหินต้นกำเนิดโผล่ออกมา ข้าก็มั่นใจทันที"
เรื่องนี้เขาพูดความจริงทุกประการ
อันที่จริง สาเหตุที่เขาสามารถใช้ 'กระบี่อสรพิษวิญญาณ' ทะลวงจุดอ่อนและทำลายหุ่นเชิดจักรกลได้อย่างรวดเร็ว ก็เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากต้าเถียชุยนั่นแหละ
แน่นอนว่า การจะทำเช่นนั้นได้ ต้องอาศัยวิชาเคลื่อนที่พริบตาของอาณาเขตมิติเป็นปัจจัยสำคัญ มิเช่นนั้น ด้วยพลังอันมหาศาลของหุ่นเชิดจักรกลระดับกฎเกณฑ์ขั้นต้น การที่เย่เทียนจะประชิดตัวแล้วสังหารพวกมัน ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย
และอาณาเขตมิติที่เขาเข้าถึงแก่นแท้ได้แล้วนี่เอง ก็คือไพ่ตายสำคัญที่ทำให้เขาค้นพบตำแหน่งของหินต้นกำเนิด และใช้เป็นอาวุธในการสยบหุ่นเชิดจักรกล ทว่าเรื่องนี้เขาไม่อาจแพร่งพรายให้ใครรู้ได้ จึงทำได้เพียงใช้อาณาเขตมิติดินดำมาเป็นข้ออ้างบังหน้า
ส่วนวิชามิติที่ม่อหยางใช้ปกปิดหินต้นกำเนิดนั้น แม้จะดูซับซ้อนในสายตาของยอดฝีมือทั่วไป ทว่าสำหรับม่อหยางที่ไม่ได้เบิกพรสวรรค์อาณาเขตมิติ การใช้วิชาเช่นนี้ต่อหน้าเย่เทียนที่บรรลุแก่นแท้ของอาณาเขตมิติแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน
เพราะแม้ว่าเย่เทียนจะเพิ่งบรรลุอาณาเขตมิติขั้นต้นจากการสังเกตสัตว์อสูรมังกรมาร ทว่าเขาก็สามารถรับรู้ถึงความผันผวนอันแผ่วเบาของมิติต่างๆ ได้อย่างเฉียบขาด
เช่นเดียวกับตอนที่เย่เป้าจวินใช้อาณาเขตเร้นกายลอบสังหารเขา เขาก็สามารถมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
และในกรณีของหุ่นเชิดจักรกลนี้ก็เช่นกัน!
จุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของหุ่นเชิดจักรกล ก็คือตำแหน่งของหินต้นกำเนิดที่คอยจ่ายพลังงาน ม่อหยางรู้ข้อนี้ดี จึงพยายามใช้วิชามิติเพื่อปกปิดมันไว้ โดยหลงคิดไปว่าจะไม่มีใครหน้าไหนสามารถล่วงรู้ได้
ทว่าใครจะไปคิด ว่าเมื่อมาอยู่ต่อหน้าเย่เทียน มันจะกลายเป็นช่องโหว่ชิ้นโตให้เขาใช้โจมตี!
อย่างไรก็ตาม ม่อหยางก็ยังรู้สึกคาใจ มันหันไปถามเย่เทียนด้วยความสงสัย "อาณาเขตมิติดินดำเป็นเพียงอาณาเขตป้องกันระดับธรรมดาเท่านั้น ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ ว่ามันจะสัมผัสถึงความผันผวนของมิติได้อย่างลึกล้ำปานนี้?"
"ท่านเจ้าเมืองอย่าถามข้าสิขอรับ!" เย่เทียนหัวเราะ "อาณาเขตมิติดินดำนี่ ก็ได้รับการยืนยันจากสำนักศึกษาตระกูลม่อของท่านเองนะ จะให้บอกว่าผลตรวจมันผิดงั้นรึขอรับ?"
"งั้นเจ้าเข้ามาใกล้ๆ ข้าหน่อย ข้าจะตรวจสอบพรสวรรค์ให้เจ้าอีกรอบ" ม่อหยางหยิบหินเบญจธาตุสีดำขลับออกมา แล้วกวักมือเรียกเย่เทียน
เย่เทียนลังเลเล็กน้อย
เขากลัวว่าหากผลตรวจออกมาว่ามีอาณาเขตมิติแฝงอยู่ด้วยคงได้เป็นเรื่องใหญ่แน่ นี่คือความลับขั้นสุดยอดของเขาเชียวนะ
หวังเมิ่งไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง จึงดันหลังเย่เทียนเบาๆ "ไปเถอะ! ไม่เป็นไรหรอก"
"ก็ได้ขอรับ!" เย่เทียนจำใจเดินเข้าไปหาม่อหยาง วางมือลงบนหินเบญจธาตุ แล้วถ่ายเทพลังต้นกำเนิดเข้าไป
วูบ~~~!
หินเบญจธาตุเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนละมุนตาออกมา ชั่วพริบตา ภาพจำลองของอาณาเขตมิติดินดำก็ปรากฏขึ้น ก่อนจะเลือนหายไป
ม่อหยางอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างจนใจ "เฮ้อ! แสงสีฟ้าหมายถึงพรสวรรค์ระดับธรรมดา ดูท่าผลตรวจของสำนักศึกษาตระกูลม่อจะถูกต้องแล้วล่ะ! เพียงแต่อาณาเขตมิติดินดำ เหตุใดถึงมีสัมผัสที่ไวต่อความผันผวนของมิติได้ขนาดนี้? ข้าเพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย!"
"ผู้อาวุโสหวัง ท่านเคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนหรือไม่?"
ม่อหยางหันไปถามหวังเมิ่ง
"ไม่เคยเลย" หวังเมิ่งส่ายหน้า "อาจจะเป็นการกลายพันธุ์บางอย่าง ทว่าท้ายที่สุดแล้ว มันก็ยังเป็นอาณาเขตมิติดินดำอยู่ดี หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า อาณาเขตมิติดินดำมีคุณสมบัติที่ไวต่อมิติอยู่แล้ว ทว่ายังไม่มีใครสามารถดึงพลังส่วนนี้ออกมาใช้ได้อย่างเย่เทียน"
"มีเหตุผลทีเดียว" ม่อหยางพยักหน้าช้าๆ
ในทวีปต้นกำเนิด การเบิกพรสวรรค์นั้นมีความหลากหลายและครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง อาณาเขตแต่ละชนิดย่อมมีขีดความสามารถและอานุภาพที่แตกต่างกันไป บางครั้งแม้อาณาเขตจะเหมือนกัน ทว่าพลังที่แสดงออกมาก็อาจจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้แต่ละคนนั่นเอง
เย่เทียนอาจจะเป็นหนึ่งในกรณีเหล่านั้นก็ได้!
"แต่ว่า... ข้ากลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่แบบนั้นนะ!" เหลยเทียนเป้าเกาหัวด้วยความสงสัย "ตอนที่เย่เทียนสู้กับหุ่นเชิดจักรกล ข้าเห็นกับตาว่าเขาสามารถใช้วิชาเคลื่อนที่พริบตาเข้าไปจู่โจมทีเดียวจอด แล้วก็หายตัววับไป อาณาเขตมิติดินดำมีพลังแบบนี้ด้วยรึ?"
"มีหรือไม่มีแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าล่ะ?" เย่เทียนถลึงตาใส่เหลยเทียนเป้า "ข้าจำเป็นต้องอธิบายให้เจ้าฟังด้วยรึไง?"
เรื่องวิชาเคลื่อนที่พริบตาในมิติ เขาไม่เคยปริปากบอกแม้แต่มารดาตัวเอง ย่อมไม่มีทางแพร่งพรายให้เหลยเทียนเป้าและใครหน้าไหนในที่นี้รู้เด็ดขาด
"ถูกต้อง เจ้ามันเป็นแค่นักโทษ ไม่มีสิทธิ์มาพูดสอด!" หวังซือตวาดเสริมอย่างไม่สบอารมณ์
ในฐานะมารดา นางย่อมต้องออกโรงปกป้องเย่เทียนอยู่แล้ว ใครๆ ในตระกูลเย่ต่างก็รู้ดีว่า วิธีการที่เย่เทียนใช้เอาชนะหุ่นเชิดจักรกลนั้นมีความลับซ่อนอยู่
ทว่าทุกคนก็เข้าใจดีว่า นั่นคือไพ่ตายของเย่เทียน ย่อมไม่อาจนำมาเปิดเผยได้อย่างพร่ำเพรื่อ
เหลยเทียนเป้าก้มหน้างุดอย่างหงอยเหงา
มันรู้ดีว่าไม่ควรถามให้ตัวเองต้องเสียหน้า
หวังเมิ่งหัวเราะ "เอาล่ะๆ! เลิกซักไซ้เย่เทียนได้แล้ว ดึกป่านนี้แล้ว ข้าเองก็ชักจะง่วงแล้วสิ วันนี้คงไม่รั้งท่านเจ้าเมืองไว้ทานข้าวแล้วล่ะนะ หวังซือ เจ้าไปจัดเตรียมห้องหับให้ท่านเจ้าเมืองเถอะ!"
"เจ้าค่ะ!" หวังซือค้อมกายรับคำม่อหยาง ก่อนจะเดินนำสาวใช้สองคนออกไปจากห้องโถง
ม่อหยางลุกขึ้นประสานมือคารวะหวังเมิ่ง "ท่านผู้อาวุโสหวัง เช่นนั้นข้าขอตัวพาเหลยเทียนเป้ากลับไปคฤหาสน์ตระกูลเหลยก่อนนะ ส่วนเรื่องหัวขโมยนั่น ข้าสัญญาว่าจะสืบหาความจริงเพื่อคืนความเป็นธรรมให้ตระกูลเย่ของท่านอย่างแน่นอน"
"ดี!" หวังเมิ่งรับคำ "ข้าจะเดินไปส่งท่านที่หน้าประตู"
"รบกวนด้วย!" ม่อหยางกวักมือเรียกเหลยเทียนเป้า แล้วเดินนำออกไปจากห้องโถง
แม้จะรู้ดีว่าเย่เทียนยังมีความลับซ่อนอยู่อีกมาก ทว่าเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมเปิดปาก มันจะไปคาดคั้นได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม มันเชื่อมั่นว่าด้วยอำนาจและอิทธิพลในฐานะเจ้าเมืองม่อเจีย ไม่ช้าก็เร็วมันย่อมต้องสืบรู้ถึงความลับของเย่เทียนได้อย่างแน่นอน
……
หลังจากที่ท่านตาเดินไปส่งม่อหยางแล้ว เย่เทียนก็ตั้งใจจะไปหาอะไรกินในโรงครัว ทว่าท่านลุงอิ๋งกับต้าเถียชุยกลับดักหน้าเขาไว้เสียก่อน
ท่านลุงอิ๋งถามขึ้น "นายน้อย ในเมื่อภัยคุกคามจากเหลยเทียนเป้าหมดไปแล้ว กำไลต้นกำเนิดพวกนี้ พวกข้าควรจะส่งคืนท่าน หรือเอาไปให้ฮูหยินดีขอรับ?"
"เรื่องนี้... เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกันเถอะ!" เย่เทียนคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ "ทุกคนเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว รีบไปพักผ่อนเถอะ"
ความจริงเขาตั้งใจจะมอบกำไลเหล่านั้นให้ทั้งสองคนไปเลย ทว่าก็กลัวมารดาจะไม่เห็นด้วย จึงยังไม่กล้าเอ่ยปาก
"นายน้อย พวกข้าจะไปพักผ่อนได้อย่างไรขอรับ ดีไม่ดีตอนนี้อาจจะมีศัตรูแอบซุ่มรออยู่หน้าคฤหาสน์ตระกูลเย่ก็ได้นะ!" ต้าเถียชุยกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
"ใช่แล้วขอรับ! ยิ่งเป็นเวลาแบบนี้ ยิ่งต้องเฝ้าระวังให้ดี!" ท่านลุงอิ๋งเห็นด้วย
เย่เทียนยิ้ม "งั้นก็ตามใจพวกท่านก็แล้วกัน หากมีเรื่องอะไรก็ไปเรียกข้าที่ห้องได้เลยนะ"
"ขอรับ!"
"งั้นพวกข้าขอตัว!"
ท่านลุงอิ๋งและต้าเถียชุยเดินออกไปจากห้องโถงทันที
และในขณะที่กำลังก้าวพ้นประตู พวกเขาก็สวนทางกับหวังเมิ่งที่กำลังเดินกลับเข้ามาพอดี
"พวกเจ้าเดี๋ยวก่อน! ดึกป่านนี้แล้วจะไปไหนกัน?" หวังเมิ่งเรียกทั้งสองคนไว้
"พวกข้าจะออกไปลาดตระเวนรอบๆ คฤหาสน์ และจัดการเก็บกวาดซากศพหน้าประตูเสียหน่อยขอรับ!" ท่านลุงอิ๋งประสานมือตอบตามตรง
หวังเมิ่งตบไหล่ท่านลุงอิ๋งเบาๆ "ไม่ต้องไปหรอก เรื่องนั้นเหลยเทียนเป้ามันจะจัดการเอง พวกเจ้าเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ!"
"เอ่อ..." ท่านลุงอิ๋งลังเล
ต้าเถียชุยเองก็สงสัยเช่นกัน
หากเรื่องคอขาดบาดตายหน้าคฤหาสน์ตระกูลเย่ จะปล่อยให้เหลยเทียนเป้าเป็นคนจัดการ มันจะไม่เป็นการชะล่าใจเกินไปหน่อยหรือ!