- หน้าแรก
- มิติเพาะปลูกระดับเทพ
- ตอนที่ 43 ตบหน้าเทพสงครามม่อหยาง
ตอนที่ 43 ตบหน้าเทพสงครามม่อหยาง
ตอนที่ 43 ตบหน้าเทพสงครามม่อหยาง
ตอนที่ 43 ตบหน้าเทพสงครามม่อหยาง
ภายในห้องโถงใหญ่แห่งคฤหาสน์ตระกูลเย่
หลังจากหวังซือนั่งดื่มชาและสนทนาสัพเพเหระกับม่อหยางและหวังเมิ่งได้ครู่หนึ่ง เย่เทียนกับท่านลุงอิ๋งก็คุมตัวเหลยเทียนเป้าเข้ามา
พอหวังซือเห็นภาพนั้น ใบหน้ารูปไข่ก็ปรากฏร่องรอยของความโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที "เหลยเทียนเป้า! เจ้าคงไม่คิดสินะ ว่าการบุกมาถล่มคฤหาสน์ตระกูลเย่ในวันนี้ จะลงเอยด้วยสภาพเช่นนี้?"
"ข้า... ข้า..."
เหลยเทียนเป้าอึกอัก ก้มหน้าหลบสายตาด้วยความอับอาย
ผู้ชนะเป็นจ้าว ผู้แพ้เป็นโจร ในยามนี้ต่อให้มันพูดอะไรไปก็คงไร้ประโยชน์
ม่อหยางยิ้มบางๆ "หวังซือ! เอาเป็นว่าพวกเราอย่าเพิ่งไปเอาความเรื่องหัวขโมยนั่นเลย พูดตามตรงนะ ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าในยามที่เย่คงไม่อยู่เช่นนี้ ตระกูลเย่เอาชนะเหลยเทียนเป้าที่ยกยอดฝีมือมาเป็นขโยงได้อย่างไรกัน?"
"ง่ายนิดเดียวเจ้าค่ะ! เพราะตอนนี้ตระกูลเย่ของเรามียอดฝีมือระดับกฎเกณฑ์ถึงสามคนแล้ว" หวังซือยกถ้วยชาขึ้นจิบ "พวกเขาก็คือต้าเถียชุย อิ๋งอีเตา และยายเฒ่าอู๋ เหลยเทียนเป้ามันไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของข้า ก็เลยต้องพ่ายแพ้กลับไปอย่างหมดรูปเช่นนี้แหละเจ้าค่ะ"
"โอ้..." ม่อหยางเลิกคิ้วด้วยความฉงน "หวังซือ เจ้ายังพูดไม่หมดนะเนี่ย! การที่ตระกูลเย่มีระดับกฎเกณฑ์สามคนแล้วอย่างไรเล่า? ข้าจำได้ว่าเหลยเทียนเป้าก็มียอดฝีมือระดับกฎเกณฑ์อยู่สามสี่คนเหมือนกัน แถมยังมียอดฝีมือระดับอาณาเขตอีกตั้งหลายสิบคน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าลำพังระดับกฎเกณฑ์แค่สามคนของพวกเจ้า จะสามารถเอาชนะกองกำลังของเหลยเทียนเป้าได้"
"เรื่องนี้..." หวังซืออึกอัก นางไม่อยากเปิดเผยความลับเรื่องกำไลต้นกำเนิดที่ช่วยเพิ่มพลังให้ผู้อื่นรู้ ทว่าเมื่อโดนม่อหยางซักไซ้เช่นนี้ นางก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ทว่าเหลยเทียนเป้าที่ก้มหน้าอยู่กลับเป็นฝ่ายโพล่งขึ้นมา "ท่านเจ้าเมือง ท่านเข้าใจผิดแล้ว! แม้ตระกูลเย่จะมีระดับกฎเกณฑ์เพียงสามคน ทว่าพวกเขากลับมีพลังฝีมือถึงขั้นระดับกฎเกณฑ์ขั้นสูงสุด! แต่นั่นยังไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือยายเฒ่าอู๋ นางสามารถสร้างร่างแยกออกมาได้ถึงสี่ร่าง! นั่นก็หมายความว่า... ความจริงแล้วตระกูลเย่มีระดับกฎเกณฑ์ขั้นสูงสุดถึงเจ็ดคน ข้า... ข้าแพ้ราบคาบก็ไม่แปลกหรอก"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!" ม่อหยางกระจ่างแจ้งแก่ใจ มันหันไปมองหวังซือด้วยสายตาชื่นชม
การที่ตระกูลเย่มีระดับกฎเกณฑ์ขั้นสูงสุดถึงเจ็ดคน ย่อมสามารถบดขยี้เหลยเทียนเป้าได้อย่างแน่นอน ขุมกำลังระดับนี้ ต่อให้อยู่ในเมืองม่อเจียก็นับว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
หวังเมิ่งลูบเคราอย่างอารมณ์ดี พลางหันไปมองหวังซือ "ดูท่าหลังจากที่เย่คงเดินทางไปดินแดนลับเทียนเหยี่ยน ยายเฒ่าอู๋ ต้าเถียชุย และอิ๋งอีเตา คงจะพัฒนาก้าวหน้าไปมากโขเลยสินะ เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้เจ้าเลยล่ะ!"
"ท่านพ่อก็ชมเกินไปเจ้าค่ะ"
หวังซือยิ้มรับด้วยความขัดเขิน
ความดีความชอบอะไรกันล่ะ! หากไม่ได้องุ่นเหมันต์ของเย่เทียน ต้าเถียชุยกับท่านลุงอิ๋งก็คงยังติดแหง็กอยู่ที่ระดับอาณาเขตขั้นสูงสุดนั่นแหละ
ส่วนยายเฒ่าอู๋ หากไม่ได้กำไลต้นกำเนิดทั้งสองวง นางจะเอาปัญญาที่ไหนไปสร้างร่างแยกตั้งสี่ร่างกันเล่า?
พูดไปพูดมา ความดีความชอบทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นของเย่เทียนทั้งสิ้น การที่ต้องรับคำชมแทนบุตรชาย มันทำให้นางรู้สึกตะขิดตะขวงใจแปลกๆ
"จริงสิ!" ม่อหยางจิบชาอึกหนึ่ง ก่อนจะหันไปถามหวังซือ "ยอดฝีมือระดับกฎเกณฑ์ขั้นสูงสุดเจ็ดคนสามารถเอาชนะลูกสมุนนับร้อยของเหลยเทียนเป้าได้ อันนี้ข้าเข้าใจ ทว่ามีเรื่องหนึ่งที่ข้ายังสงสัยอยู่ ในตอนที่เหลยเทียนเป้าบีบป้ายคำสั่งสังหารที่ข้ามอบให้ เพื่ออัญเชิญหุ่นเชิดจักรกลทั้งยี่สิบตัวออกมา พวกเจ้าใช้วิธีใดเอาชนะพวกมันได้? หุ่นเชิดพวกนั้นมีพลังถึงระดับกฎเกณฑ์ขั้นต้นเชียวนะ!"
"เรื่องนี้..." หวังซือลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเย่เทียนที่ยืนอยู่ข้างท่านลุงอิ๋ง "ท่านเจ้าเมือง ท่านลองถามเขาดูสิเจ้าคะ! หุ่นเชิดจักรกลที่ท่านว่านั่น ถูกบุตรชายข้าใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที แทงทะลุจนกลายเป็นเศษเหล็กไปทีละตัวจนหมดเกลี้ยงเลยล่ะเจ้าค่ะ"
"อะไรนะ? ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที จัดการหุ่นเชิดจักรกลทั้งยี่สิบตัวรึ?" ม่อหยางเบิกตากว้าง จ้องมองเย่เทียนประหนึ่งกำลังมองดูสัตว์ประหลาด "เจ้าทำได้อย่างไรกัน?"
สำหรับมันผู้เป็นผู้คิดค้นและสร้างหุ่นเชิดจักรกลขึ้นมา ข่าวนี้ถือเป็นความล้มเหลวอย่างย่อยยับ!
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ก็สามารถทำลายหุ่นเชิดจักรกลลงได้หมด แค่คิดก็ยังรู้สึกเจ็บใจ นี่มันเป็นการตบหน้าท่านเจ้าเมืองแห่งเมืองม่อเจียอย่างมันชัดๆ!
ทว่า... มันจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อความจริงประจักษ์อยู่ทนโท่ มันก็ต้องยอมรับสภาพ จะให้ไประเบิดอารมณ์ใส่คนรุ่นหลังอย่างเย่เทียนก็คงใช่ที่
หวังเมิ่งที่กำลังจิบชาอยู่ พอได้ยินคำพูดของหวังซือ ก็ตกใจจนแทบสำลัก เขารีบกวักมือเรียกเย่เทียน "หลานรัก มานี่สิ! มาเล่าให้ตาฟังหน่อย ว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่?"
"อ้อ... มาแล้วขอรับ!"
เย่เทียนเกาหัวเดินเข้าไปหาท่านตา
หวังซือ ท่านลุงอิ๋ง ต้าเถียชุย ยายเฒ่าอู๋ เหลยเทียนเป้า และคนอื่นๆ ในห้องโถง ต่างก็กลั้นหายใจรอฟังอย่างตั้งใจ
ความจริงพวกเขาเองก็อยากรู้มานานแล้ว ว่าเหตุใดหุ่นเชิดจักรกลที่ดูดุดันน่าเกรงขาม ถึงได้ดูเปราะบางปานเศษกระดาษเมื่ออยู่ต่อหน้าเย่เทียน
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องโถงใหญ่
เย่เทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย "ท่านเจ้าเมือง ท่านตา! ความจริงแล้ว ในสายตาข้า แม้หุ่นเชิดจักรกลพวกนั้นจะมีพลังระดับกฎเกณฑ์ขั้นต้น ทว่าพวกมันก็เป็นแค่เสือกระดาษเท่านั้นแหละขอรับ"
คำพูดนี้ทำเอา...
ม่อหยางหน้ามืดทะมึน "งั้นเจ้าก็รีบอธิบายมาสิ ว่ามันเหมือนเสือกระดาษตรงไหน?"
"นั่นสิ! รีบเล่ามาให้หมด อย่ามัวแต่อมพะนำ!" หวังเมิ่งหัวเราะร่วน
เย่เทียนหันไปมองม่อหยาง "ท่านเจ้าเมือง ในเมื่อท่านเป็นคนสร้างหุ่นเชิดจักรกลพวกนี้ขึ้นมา ข้าก็จะขอพูดตรงๆ เลยก็แล้วกันนะขอรับ! พลังการต่อสู้และฝีมือการสร้างของท่านนั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ ทว่ามีอยู่จุดหนึ่งที่ท่านทำพลาดไปอย่างมหันต์ จนกลายเป็นจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดเจนเกินไป"
"จุดอ่อนตรงไหน?" ม่อหยางไม่เชื่อ
หากมีจุดอ่อนใหญ่หลวงเช่นนั้น เหตุใดมันถึงไม่เคยสังเกตเห็นเลย?
เย่เทียนยิ้มบางๆ "จุดอ่อนนั้นก็คือ ท่านดันเปิดเผยตำแหน่งของหินต้นกำเนิดที่คอยจ่ายพลังงานให้หุ่นเชิดจักรกลให้ข้าเห็นเสียชัดเจนน่ะสิขอรับ! แม้ท่านจะใช้วิชามิติขั้นสูงปกปิดตำแหน่งของมันเอาไว้ ทว่ามันก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาข้าไปได้หรอก"
"เป็นไปไม่ได้!" ม่อหยางร้องเสียงหลง "เจ้ารู้ไหมว่าการจะใช้วิชามิติขั้นสูงเช่นนั้น ต้องใช้พลังระดับไหน? ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับกฎเกณฑ์ขั้นสูงสุดก็ยังทำไม่ได้เลยนะ"
ทว่าพอพูดจบ ม่อหยางก็แทบอยากจะตบปากตัวเอง นี่มันเท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆ แล้วไม่ใช่หรือ ว่ามันใช้วิชามิติขั้นสูงปกปิดตำแหน่งของหินต้นกำเนิดเอาไว้จริงๆ?
หวังเมิ่งเองก็มองเย่เทียนด้วยความตกตะลึง "หลานเอ๋ย เจ้าช่วยเล่ารายละเอียดให้ตาฟังหน่อยสิ ว่าเจ้าค้นพบตำแหน่งหินต้นกำเนิดของพวกมันได้อย่างไร?"
ในความคิดของเขา หากไม่มีความเข้าใจในเรื่องอาณาเขตมิติอย่างลึกซึ้ง ย่อมไม่มีทางมองออกถึงวิชามิติที่ม่อหยางใช้ปกปิดหินต้นกำเนิดได้แน่
คนอื่นๆ ในห้องโถงต่างก็รอฟังอย่างจดจ่อ
เย่เทียนแบมือออก ยิ้มแก้เก้อพลางตอบ "ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ! ตั้งแต่ข้าปลุกอาณาเขตมิติดินดำขึ้นมาได้ ข้าก็สัมผัสถึงความผันผวนของมิติที่ซ่อนเร้นอยู่ได้ไวเป็นพิเศษ ราวกับว่าพวกมันไม่อาจหลบซ่อนจากสายตาข้าได้เลย ส่วนตำแหน่งของหินต้นกำเนิดในหุ่นเชิดพวกนั้น ความจริงข้าก็ไม่ได้รู้หรอกนะขอรับ เพียงแต่ข้าสัมผัสได้ถึงความผันผวนของมิติที่แผ่วเบาออกมาจากตัวพวกมันเท่านั้นเอง"
"หมายความว่า เจ้าอาศัยการจับสัมผัสตำแหน่งของมิติที่ซ่อนเร้นเหล่านั้น แล้วลงมือทำลายหินต้นกำเนิดในดาบเดียว เพื่อสยบหุ่นเชิดจักรกลพวกนั้นงั้นรึ?" ม่อหยางรีบซักไซ้
หากเป็นเช่นนั้นจริง ที่เย่เทียนบอกว่าหุ่นเชิดจักรกลของมันเปราะบางเหมือนกระดาษก็คงไม่ผิดนักหรอก