- หน้าแรก
- มิติเพาะปลูกระดับเทพ
- ตอนที่ 18 ต้าเถียชุยจอมตลก
ตอนที่ 18 ต้าเถียชุยจอมตลก
ตอนที่ 18 ต้าเถียชุยจอมตลก
ตอนที่ 18 ต้าเถียชุยจอมตลก
"จริงหรือ?"
เย่เทียนมองต้าเถียชุยด้วยความประหลาดใจ
หากเป็นจริงดังที่ยายเฒ่าอู๋ว่ามา โอสถที่ปลูกได้จากมิติดินดำอันโกลาหล คงจะมีความพิเศษซ่อนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ส่วนเรื่องที่บอกว่าโอสถพวกนี้เป็นฝีมือการหลอมของเขานั้น เป็นความประสงค์ของมารดา ด้านหนึ่งก็เพื่อปกปิดความลับของมิติดินดำอันโกลาหล อีกด้านหนึ่งก็เพื่อให้การนำโอสถออกมาขายในเมืองหรงเหยียนมีเหตุผลมารองรับ
ต้าเถียชุยลุกขึ้นจากเตียงหิน ลองกำหมัดแน่นๆ "นายน้อย ยายเฒ่าอู๋พูดไม่ผิดหรอก พลังของข้ากำลังฟื้นฟูอย่างรวดเร็วจริงๆ หากไม่ใช่เพราะแผลยังไม่หายดี ข้าคงอยากจะไปฝึกวิชาที่ลานฝึกวรยุทธ์แล้วล่ะ"
"เรื่องฝึกวิชาจะใจร้อนไม่ได้นะ!" เย่เทียนหัวเราะ "จริงสิ! ท่านแม่ให้ข้ามาถามพวกท่านว่า คืนนั้นที่พวกท่านออกจากเมืองหรงเหยียนไป พอจะรู้หรือไม่ว่าผู้ใดเป็นคนลอบโจมตี?"
"เรื่องนี้..." ต้าเถียชุยเกาหัวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "คนที่ลอบโจมตีข้ากับอิ๋งอีเตามีด้วยกันสามคน มองหน้าไม่ชัดหรอก เพราะพวกมันสวมหน้ากากกันหมด แต่พลังฝีมือล้วนอยู่ในระดับอาณาเขต หนึ่งในนั้นใช้วิชาสายฟ้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตระกูลโจว ข้าเดาว่าน่าจะเป็นคนของตระกูลโจวแน่ๆ"
"อะไรคือเดาว่าน่าจะล่ะ มันต้องใช่แน่ๆ อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?" จู่ๆ ท่านลุงอิ๋งก็ลืมตาขึ้นมา น้ำเสียงเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยว "ไอ้คนที่ใช้วิชาสายฟ้านั่นน่ะ ไม่ใช่ระดับอาณาเขตหรอก ทว่าเป็นถึงระดับกฎเกณฑ์ขั้นต้นต่างหาก"
"เจ้าแน่ใจนะ?" ยายเฒ่าอู๋ถามเสียงเครียด
ท่านลุงอิ๋งพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง พยักหน้าช้าๆ
เย่เทียนกล่าว "หากเป็นเช่นนั้น คนที่ลอบโจมตีท่านลุงอิ๋งกับต้าเถียชุยก็ต้องเป็นโจวลั่วเทียนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะในเมืองหรงเหยียนนี้ ยอดฝีมือระดับกฎเกณฑ์มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น"
"อืม!" ยายเฒ่าอู๋เห็นด้วย
เมื่อเห็นท่านลุงอิ๋งฟื้นแล้ว เย่เชี่ยนเชี่ยนก็รีบเปิดตะกร้าขนมออก "ท่านลุงอิ๋ง ต้าเถียชุย! นี่คือขนมเค้กมังกรอัคคีที่ท่านแม่ทำเองกับมือ พวกท่านลองชิมดูสิ"
"ดี! ดี! วางไว้ก่อนเถิด!" ท่านลุงอิ๋งประสานมือคารวะเย่เชี่ยนเชี่ยน
ทว่าต้าเถียชุยกลับไม่เกรงใจ หยิบขนมยัดเข้าปากคำโต "อิ๋งอีเตา เจ้าไม่กินข้ากินเอง ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว"
"เจ้านี่นะ..." ท่านลุงอิ๋งหัวเราะแห้งๆ พลางส่ายหัว
เย่เทียนเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ เขาหยิบองุ่นเหมันต์ที่แผ่ไอเย็นเยียบและใสกระจ่างราวกับคริสตัลออกมาจากแหวนมิติสองพวง วางไว้บนเตียงหินของท่านลุงอิ๋งและต้าเถียชุยคนละพวง "ขนมก็แค่เอาไว้รองท้อง ส่วนองุ่นเหมันต์สองพวงนี้ ท่านแม่ให้ข้านำมาตกรางวัลแก่พวกท่าน แต่ขอบอกไว้ก่อนนะว่าห้ามเอาไปขาย ให้กินได้อย่างเดียว"
หากนำไปขาย คงก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาเป็นแน่
"นี่... นี่มันจะล้ำค่าเกินไปแล้วกระมัง?" เมื่อเห็นองุ่นเหมันต์อันงดงาม ต้าเถียชุยก็ตกใจจนแทบจะสำลักขนมที่ยังเคี้ยวไม่หมด
ท่านลุงอิ๋งเองก็ตกตะลึงจนต้องรีบโบกมือปฏิเสธ "นายน้อย! เรื่องนี้จะเอามาล้อเล่นไม่ได้นะ ท่านรู้มูลค่าขององุ่นเหมันต์พวงนี้หรือไม่?"
"ย่อมต้องรู้สิ แต่ตระกูลเย่ของเราสามารถเพาะปลูกมันได้เป็นจำนวนมาก พวกท่านก็กินไปเถอะไม่ต้องเกรงใจ!" เย่เทียนยิ้ม "เพียงแต่เรื่องนี้เป็นความลับขั้นสุดยอด ท่านลุงอิ๋งกับต้าเถียชุยห้ามเอาไปแพร่งพรายที่ไหนเด็ดขาด"
"เจ้าสามารถเพาะปลูกองุ่นเหมันต์ได้เป็นจำนวนมากรึ?" ท่านลุงอิ๋งเบิกตากว้าง "จริงหรือเท็จกันแน่?"
"เรื่องนี้ไม่ใช่กงการอะไรที่เจ้าต้องรู้!" ยายเฒ่าอู๋ยิ้มอย่างมีเลศนัย "หากเจ้าเสียดายไม่อยากกินองุ่นเหมันต์ งั้นข้าจะช่วยกินแทนให้เอง"
พูดจบ นางก็ทำท่าจะเอื้อมมือไปหยิบองุ่นเหมันต์บนเตียงหิน
ท่านลุงอิ๋งตาไว รีบตะครุบองุ่นเหมันต์มาซุกไว้ในอก "ยายเฒ่าอู๋ ท่านทำตามกฎหน่อยสิ องุ่นเหมันต์นี่ฮูหยินมอบให้ข้านะ หากท่านอยากได้ก็ไปขอฮูหยินเองสิ อย่ามาหมายตากองุ่นของข้าเลย"
"หึหึ..." ยายเฒ่าอู๋หัวเราะจนตาหยี รอยย่นบนใบหน้าบดบังดวงตาจนมิด "ตาเฒ่าขี้เหนียว ฮูหยินตบรางวัลให้ข้าไปตั้งพวงหนึ่งแล้ว รีบกินของเจ้าเข้าไปเถอะ! ที่ฮูหยินมอบองุ่นเหมันต์ให้เจ้าน่ะ มีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่นะ"
"จุดประสงค์แอบแฝง?" ท่านลุงอิ๋งสงสัย
ต้าเถียชุยที่กำลังสวาปามองุ่นเหมันต์อยู่ก็ทำหน้างงเช่นกัน
เย่เทียนอธิบาย "ความหมายของท่านแม่ก็คือ องุ่นเหมันต์มีสรรพคุณช่วยเพิ่มความต้านทานต่ออาณาเขตธาตุไฟ มิหนำซ้ำอาจจะช่วยให้รอดพ้นจากการโจมตีด้วยธาตุไฟได้ด้วย และที่สำคัญที่สุดคือ... มันมีส่วนช่วยอย่างมากในการทะลวงคอขวดระดับอาณาเขต หากพวกท่านสามารถอาศัยจังหวะนี้ทะลวงระดับพลังได้ ย่อมเป็นกำลังสำคัญในการช่วยตระกูลเย่ของเราให้ก้าวข้ามวิกฤตินี้ไปได้"
อย่ามองว่าระดับอาณาเขตกับระดับกฎเกณฑ์ห่างกันเพียงขั้นเดียว แต่ความห่างชั้นของพลังฝีมือนั้น ราวกับฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
ระดับอาณาเขต
คือคำเรียกของพลังจากพรสวรรค์ที่ถูกปลุกขึ้นจนถึงขีดสุดและทะลวงขีดจำกัดได้แล้ว
โดยทั่วไป ในระดับอาณาเขตขั้นต้น ยอดฝีมือจะสามารถแผ่พลังต้นกำเนิดครอบคลุมพื้นที่ได้ประมาณ 100-500 เมตร ระดับกลางอยู่ที่ 500-2,000 เมตร และระดับสูงอยู่ที่ 2,000-5,000 เมตร ภายในขอบเขตพลังต้นกำเนิดนี้ จะเกิดพลังพันธนาการที่สามารถสะกดข่มผู้ที่มีระดับพลังต่ำกว่าขั้นปลุกพลังได้
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงตัวเลขคร่าวๆ ไม่อาจเหมารวมได้ทั้งหมด
แต่ระดับกฎเกณฑ์นั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ระดับกฎเกณฑ์
คือส่วนต่อขยายของการทะลวงขีดจำกัดจากระดับอาณาเขต ขอบเขตการครอบคลุมของพลังต้นกำเนิดจะถูกคำนวณเป็นหน่วยกิโลเมตร
โดยพื้นฐานแล้ว พลังต้นกำเนิดของระดับกฎเกณฑ์ขั้นต้น จะมีขอบเขตกว้างกว่าระดับอาณาเขตขั้นสูงสุดถึงกว่าห้าเท่า
อาจกล่าวได้ว่า หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด พลังฝีมือของยอดฝีมือระดับกฎเกณฑ์ ย่อมสามารถบดขยี้ยอดฝีมือระดับอาณาเขตได้อย่างง่ายดาย ยกเว้นเพียงผู้ที่มีอาณาเขตพิเศษและผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับเทพขึ้นไปเท่านั้น
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างระดับกฎเกณฑ์และระดับอาณาเขต คือการสามารถควบคุม 'พลังแห่งกฎเกณฑ์' ได้นั่นเอง
พลังแห่งกฎเกณฑ์ ถือเป็นพลังที่อยู่ในระดับสูงกว่าพลังต้นกำเนิด
ทว่าการจะบรรลุถึงระดับกฎเกณฑ์ได้นั้น
คำเดียวเลย... ยาก!
สองคำ... โคตรยาก!
ยกตัวอย่างเช่นต้าเถียชุยกับท่านลุงอิ๋ง ตอนนี้พวกเขาอายุใกล้จะสี่สิบปีแล้ว ทั้งที่ปลุกอาณาเขตของตนเองได้ตั้งแต่อายุสิบกว่า ทว่าผ่านไปยี่สิบกว่าปี กลับยังคงติดแหง็กอยู่ที่คอขวดของระดับอาณาเขตขั้นสูงสุด
กล่าวได้ว่า หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากโอสถหรือสมุนไพรล้ำค่า ชั่วชีวิตนี้ก็คงไม่มีวันทะลวงผ่านไปได้
และการที่เย่เทียนนำองุ่นเหมันต์สองพวงนี้ออกมา ก็คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ต้าเถียชุยกับท่านลุงอิ๋งทะลวงผ่านคอขวดไปได้
องุ่นเหมันต์หนึ่งผล มีราคาถึงหนึ่งร้อยหินวิญญาณ
หากเป็นหนึ่งพวง อย่างน้อยก็ต้องหลายพันหินวิญญาณ
สำหรับยอดฝีมือระดับอาณาเขต บางครั้งเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต ก็อาจจะยังไม่มีหินวิญญาณมากพอที่จะซื้อมันได้ด้วยซ้ำ
เมื่อท่านลุงอิ๋งกับต้าเถียชุยเข้าใจความนัยในคำพูดของเย่เทียน พวกเขาก็ซาบซึ้งจนรีบก้าวลงจากเตียงหิน คุกเข่าโขกศีรษะให้เย่เทียนครั้งแล้วครั้งเล่า หากสามารถอาศัยองุ่นเหมันต์ในการทะลวงระดับพลังได้จริงๆ เช่นนั้นฮูหยินเย่ก็ถือเป็นผู้มีพระคุณที่ชุบชีวิตพวกเขาขึ้นมาใหม่เลยทีเดียว
"พวกท่านอย่าทำเช่นนี้เลย!" เย่เทียนรีบเข้าไปประคองต้าเถียชุยและท่านลุงอิ๋งขึ้นมาอย่างทำตัวไม่ถูก "พวกท่านแทบจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อตระกูลเย่ องุ่นเหมันต์แค่สองพวงนี้จะนับเป็นอันใดได้ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านแม่หวังเพียงให้พวกท่านทะลวงผ่านระดับ เพื่อช่วยพาตระกูลเย่ให้รอดพ้นจากวิกฤตในครั้งนี้ให้ได้เท่านั้น!"
"นายน้อยวางใจเถิด ต่อให้ไม่มีองุ่นเหมันต์ ข้าก็จะขอปกป้องตระกูลเย่ด้วยชีวิต!" ท่านลุงอิ๋งกล่าวหนักแน่น "อีกอย่าง เมื่อหลายปีก่อนในเทือกเขาสัตว์อสูร หากไม่ได้ท่านผู้นำตระกูลช่วยชีวิตไว้ ข้าคงไม่มีโอกาสมายืนอยู่ตรงนี้หรอก"
"ข้าก็เหมือนกัน ข้าเคยเป็นทาสที่ถูกจับมาเร่ขาย หากท่านผู้นำตระกูลไม่มอบอิสรภาพให้ ป่านนี้ข้าคงยังต้องทนขุดแร่ในเหมืองอันมืดมิดไร้แสงตะวันอยู่เป็นแน่!" ต้าเถียชุยรีบกล่าวเสริม
"ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว รีบกินองุ่นเหมันต์เข้าไปเถิด!" เย่เทียนยิ้มอย่างโล่งใจ "ข้าจะไม่รบกวนเวลาที่พวกท่านจะใช้โอกาสนี้ในการทะลวงระดับพลังแล้ว"
"อืม!" ต้าเถียชุยสวาปามองุ่นเหมันต์ที่เหลือทั้งหมดลงท้องในรวดเดียว
แต่ด้วยความที่กินเร็วจนเกินไป ร่างกายจึงถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา สภาพที่ดูไม่ได้นั้นช่างน่าขันนัก
"ฮ่าๆๆ..." เย่เทียนเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ เขาหันไปกวักมือเรียกเย่เชี่ยนเชี่ยน ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
ยายเฒ่าอู๋ก็หัวเราะตาม แล้วเดินตามออกไปเช่นกัน
……