- หน้าแรก
- มิติเพาะปลูกระดับเทพ
- ตอนที่ 14 เย่เทียนแผลงฤทธิ์
ตอนที่ 14 เย่เทียนแผลงฤทธิ์
ตอนที่ 14 เย่เทียนแผลงฤทธิ์
ตอนที่ 14 เย่เทียนแผลงฤทธิ์
"เป็นของแท้ เป็นของแท้อย่างแน่นอน" โจวลั่วเทียนยิ้มขื่นพลางส่งโอสถคืนชีพใหญ่คืนให้เย่เทียน "ไม่เพียงเป็นของแท้ ทว่ายังเป็นถึงขั้นสมบูรณ์แบบระดับสามซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของโอสถคืนชีพใหญ่ ดูเหมือนตระกูลเย่ของพวกเจ้าจะซ่อนมังกรหมอบพยัคฆ์ซ่อนเอาไว้จริงๆ! ถึงได้ซ่อนปรมาจารย์นักปรุงโอสถผู้ยิ่งใหญ่ไว้ได้มิดชิดปานนี้"
"ปรมาจารย์นักปรุงโอสถผู้นี้คือผู้ใด?" เย่เป้าจวินหายใจหอบถี่ จ้องมองเย่เทียนด้วยแววตาเร่าร้อน
เย่เทียนแค่นเสียงเย็น "ท่านมีคุณสมบัติพอจะรู้ด้วยหรือ? เหตุใดข้าต้องบอกท่าน?"
"เจ้า... แน่จริงก็รอเป้าหมายไว้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะสืบหาตัวไม่พบ!" เย่เป้าจวินโกรธจนเส้นเลือดดำบนหน้าผากปูดโปน หากมิใช่เพราะมีผู้คนมากมายอยู่รอบด้าน มันแทบอยากจะพุ่งเข้าไปอัดเย่เทียนที่กำลังกำเริบเสิบสานให้ตายคามือ
นี่มันเป็นการตบหน้าผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลเย่อย่างมันฉาดใหญ่ชัดๆ!
เมื่อเห็นว่าไม่อาจใช้เรื่องโอสถมาข่มขู่เย่เทียนเพื่อชิงตราหยกตระกูลเย่ได้อีก เย่เป้าจวินก็หมุนตัวด้วยความเกรี้ยวกราด เร้นกายหายลับเข้าไปในความว่างเปล่า
"ผู้อาวุโสใหญ่ ผู้อาวุโสใหญ่!" เย่ป๋ายวิ่งตามพลางตะโกนเรียก มันรู้ตัวว่าหายนะกำลังจะมาเยือน ขณะคิดจะพาบุตรหลานตระกูลเย่หลายสิบคนหลบหนี เย่เทียนกลับพุ่งพรวดเข้ามาขวางหน้าด้วยท่าทีดุดัน
"จะไปที่ใดรึ?" เย่เทียนยื่นมือไปคว้าคอเสื้อเย่ป๋าย
"แหะๆ... ข้าได้โอสถที่บิดาต้องการแล้ว ย่อมต้องกลับจวนสิ!" เย่ป๋ายตอบกลับด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ
"อ้อ... ทว่าโอสถคืนชีพใหญ่กับโอสถคืนชีพน้อยยังอยู่ในมือข้านี่นา! เจ้ายังไม่ได้เอาไปเลย!" เย่เทียนกะพริบตาหยอกล้อ
"ข้าลืมไป! ลืมไปเลย..." เย่ป๋ายรีบยื่นมือไปฉวยโอสถจากมือเย่เทียน แล้วหมุนตัวเตรียมจากไป
ทว่าในวินาทีต่อมา มันกลับพบว่ามือของเย่เทียนที่กำคอเสื้อตนอยู่นั้นไม่ได้ปล่อยออก ซ้ำยังปล่อยหมัดกระแทกเข้าใส่หน้าอย่างจัง
พรวด~~~!
โลหิตสาดกระเซ็น ฟันหลายซี่ร่วงกราว เย่ป๋ายถูกซัดปลิวไปไกลกว่าสิบเมตร ร่วงกระแทกพื้นจนลุกไม่ขึ้นในทันที
"เย่เทียน... เจ้า... เจ้าตีข้าด้วยเหตุใด?" เย่ป๋ายที่หมอบกองอยู่บนพื้น เอามือกุมแก้มขวาที่บวมเป่งราวกับหัวหมู ร้องตะโกนเสียงหลง
ในความคิดของมัน ผู้ที่กล้าทุบตีมันมีเพียงเย่คง และบิดาของมันเท่านั้น
"ตีเจ้าด้วยเหตุใดรึ?" เย่เทียนตวาด "แค่นี้เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ? หึ! งั้นข้าจะบอกให้ บิดาเจ้าให้มาเอาโอสถไปรักษาบาดแผล แล้วเจ้าแห่พาคนของตระกูลเย่ตั้งมากมายมาที่คฤหาสน์ตระกูลเย่ทำไม? คิดจะก่อกบฏหรือไง?"
"คำพูดนี้เจ้าจะกล่าวส่งเดชไม่ได้นะ!" เย่ป๋ายรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน หวาดกลัวจนปัสสาวะราดรดกางเกง
"ส่งเดชหรือไม่ เดี๋ยวก็รู้!" เย่เทียนกวักมือเรียกองครักษ์นับสิบคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังมารดา "เด็กๆ จงจับกุมตัวเย่ป๋ายกับพวกศิษย์ตระกูลเย่ที่ตามมาทั้งหมด ในข้อหาซ่องสุมผู้คนก่อความวุ่นวายคิดก่อกบฏ หากผู้ใดขัดขืน ฆ่าทิ้งได้ทันที!!!"
ตอนนี้เขาจัดการเรื่องโอสถเรียบร้อยแล้ว ย่อมต้องมาสะสางบัญชีแค้นเก่าให้รู้เรื่อง
"ขอรับ!" เสียงตอบรับดังกึกก้อง องครักษ์นับสิบคนก้าวเดินอย่างพร้อมเพรียง เข้าจับกุมตัวเย่ป๋ายไว้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเปลืองแรง
ส่วนศิษย์ตระกูลเย่อีกหลายสิบคนที่เหลือ มีคนหนึ่งทำท่าจะวิ่งหนี จึงถูกองครักษ์ต่อยหัวแบะตายคาที่ทันที
อันที่จริง องครักษ์ของคฤหาสน์ตระกูลเย่ เมื่อเห็นฮูหยินเย่ถูกพวกลูกหลานตระกูลเย่รังแกโดยใช้เรื่องโอสถเป็นข้ออ้าง ในใจก็อัดอั้นอยากจะลงมืออยู่แล้ว เพียงแต่ติดที่ผู้อาวุโสใหญ่อยู่ด้วย และฮูหยินเย่ก็ยังไม่ได้เอ่ยปาก พวกเขาจึงไม่กล้าผลีผลาม
ทว่าตอนนี้ ปัญหาเรื่องโอสถถูกเย่เทียนคลี่คลายลงแล้ว เหตุผลล้วนอยู่ฝั่งคฤหาสน์ตระกูลเย่ ย่อมต้องเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อข่มขวัญพวกที่คิดไม่ซื่อต่อคฤหาสน์ตระกูลเย่
"สวรรค์!"
"แม่เจ้าโว้ย! ฆ่าคนจริงๆ ด้วย!"
ศิษย์ตระกูลเย่คนอื่นๆ เมื่อเห็นฉากอันน่าสยดสยองนี้ ต่างพากันหวาดผวา กุมหัวคุกเข่าหมอบตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น ไหนเลยจะกล้าหนี... ภายใต้การควบคุมขององครักษ์นับสิบ พวกมันก็เดินตามหลังเย่ป๋ายเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลเย่อย่างว่าง่าย เพื่อรอรับโทษ
เย่ซวี่ที่ยืนดูละครอยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นท่าทีเริ่มไม่ดี จึงรีบเดินฉีกยิ้มเข้ามาหาเย่เทียน "ในเมื่อเจ้ามีโอสถคืนชีพใหญ่กับโอสถคืนชีพน้อยติดตัว เช่นนั้นก็เอาส่วนที่บิดาเจ้าติดค้างข้ามาให้ข้าเถิด! ข้าได้ของแล้วจะได้กลับไปเสียที"
"หนี้สินของท่านพ่อ ข้าย่อมต้องชดใช้!" เย่เทียนมองเย่ซวี่ด้วยสายตาเย็นชา "แต่ไม่ใช่ใช้คืนให้เจ้า ทว่าต้องใช้คืนให้นักพรตเจิ้งหยางเท่านั้น เพราะผีที่ไหนจะรู้ว่าสัญญากู้ยืมบนแผ่นหนังสัตว์นั่นเป็นของจริงหรือไม่ ข้าต้องเผชิญหน้าไต่ถามนักพรตเจิ้งหยางให้รู้แจ้งเสียก่อน"
แม้คำพูดภายนอกจะกล่าวเช่นนั้น ทว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของเย่เทียน คือต้องการรู้เบาะแสของบิดาและพี่ใหญ่จากปากของนักพรตเจิ้งหยางต่างหาก สำหรับหินวิญญาณและโอสถ เขาไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย!
"เจ้า..." เย่ซวี่ชะงักไป ครู่ต่อมาก็กล่าวด้วยความเดือดดาล "เย่เทียน เจ้าจะไม่ให้จริงๆ งั้นรึ?"
"ไม่ให้ เว้นเสียแต่นักพรตเจิ้งหยางจะมายืนยันต่อหน้า เพื่อพิสูจน์ว่าบิดาข้าติดค้างหินวิญญาณและโอสถของเขาจริง!" แววตาเย่เทียนเปี่ยมด้วยจิตสังหารเข้มข้น "เย่ซวี่ ท่านแม่ข้ารังแกง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมให้ใครมารังแก เจ้าอยากจะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็ง ข้าก็พร้อมรับมือทุกเมื่อ"
"ดี ดีมาก!" เย่ซวี่สีหน้ามืดครึ้ม ชี้หน้าเย่เทียน "เจ้ารอข้าไว้เลย ข้าจะไปตามนักพรตเจิ้งหยางมาเดี๋ยวนี้ ดูซิว่าถึงตอนนั้นเจ้ายังจะกล้าเบี้ยวหนี้อีกหรือไม่"
ขณะที่กล่าวคำพูดนี้ เย่ซวี่ก็ปรายตามองโจวลั่วเทียนที่อยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นว่าโจวลั่วเทียนนิ่งเฉยไม่ออกปากช่วยพูด ก็รู้ตัวทันทีว่าละครฉากนี้เล่นต่อไปไม่ได้แล้ว จึงได้แต่โบกมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องเกือบร้อยคนของตนหมุนตัวเดินคอตกหายลับไปจากหน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลเย่
ส่วนหวังซือที่มองดูฉากนี้ กลับยังคงตกตะลึงทำตัวไม่ถูก
นางไหนเลยจะคิดว่า บุตรชายวัยสิบหกปีของนาง จู่ๆ จะลุกขึ้นมากอบกู้สถานการณ์เลวร้าย มิหนำซ้ำยังหยิบโอสถออกมาตบหน้าเย่เป้าจวินและเย่ป๋ายอย่างจัง จนเย่ซวี่ต้องล่าถอยกลับไปอย่างน่าสมเพช
หลังจากได้สติ น้ำตาของนางก็ไหลรินไม่หยุด นางรีบสวมกอดเย่เทียนไว้ "ลูกเอ๋ย รีบบอกแม่มาเร็ว โอสถคืนชีพใหญ่กับโอสถคืนชีพน้อยของเจ้ามาจากที่ใดกัน? แล้ว... ตระกูลเย่ของเรามีปรมาจารย์นักปรุงโอสถซ่อนอยู่จริงๆ หรือ"
โจวลั่วเทียนและโจวจื้อเฉียงที่แต่เดิมกำลังจะจากไป เมื่อได้ยินคำถามของหวังซือ ก็รีบกลั้นหายใจเงี่ยหูฟังทันที
เย่เทียนไม่ใช่คนโง่ หลังจากยื่นมือไปเช็ดน้ำตาบนใบหน้ารูปไข่ของมารดาเสร็จ เขาก็หันขวับไปมองสองพ่อลูกตระกูลโจวด้วยใบหน้าถมึงทึง "พวกเจ้ายังจะยืนบื้ออยู่ที่นี่ทำไมอีก? ยังไม่ไสหัวไปอีกรึ? หรือยังคิดจะใช้เรื่องโอสถมาข่มขู่ตระกูลเย่ของเราอีก?"
"เจ้า... เรื่องก่อนหน้านี้ล้วนเป็นความเข้าใจผิด เย่เทียน เจ้าอย่าได้เก็บไปใส่ใจเลยนะ!" โจวลั่วเทียนหน้าหนายิ้มแห้ง "อันที่จริงบุตรชายข้าชอบพอกับเชี่ยนเชี่ยนจริงๆ เพียงแต่วิธีการตามเกี้ยวพาราสีอาจจะรุนแรงไปเสียหน่อย"
"ใช่แล้ว! ข้าชอบเชี่ยนเชี่ยนจริงๆ นะ!" โจวจื้อเฉียงลูบสิวบนใบหน้า พลางกล่าวสมทบอย่างขัดเขิน
"งั้นรึ?" เย่เทียนกะพริบตาอย่างมีเลศนัย "มิใช่เป็นเพราะพรสวรรค์ของเชี่ยนเชี่ยนหรอกหรือ?"
"ย่อมไม่ใช่แน่ เย่เทียนเจ้าคิดมากไปแล้ว! พวกเราจนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรสวรรค์ของเชี่ยนเชี่ยนคือสิ่งใด?" โจวลั่วเทียนรีบแก้ตัว ทว่าความตื่นตระหนกในดวงตากลับไม่อาจปิดบังได้มิด
"ไม่ใช่ก็ดี!" เย่เทียนไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับคนต่ำทรามอย่างโจวลั่วเทียน จึงโบกมือไล่ "ทั้งสองท่านโปรดกลับไปเถิด! อ้อ ขอเตือนไว้ประโยคหนึ่ง ทุกสิ่งที่ตระกูลโจวของพวกเจ้าทำกับตระกูลเย่ข้าในวันนี้ ข้าจะทบต้นทบดอกคืนให้เป็นเท่าตัว"
"เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าเยี่ยงไร?" โจวลั่วเทียนใจกระตุก ราวกับสัมผัสได้ว่าเย่เทียนกำลังจะทำสิ่งใดต่อไป ทว่ากลับไม่อาจอธิบายออกมาได้