- หน้าแรก
- มิติเพาะปลูกระดับเทพ
- ตอนที่ 11 เย่ซวี่ก่อกวน
ตอนที่ 11 เย่ซวี่ก่อกวน
ตอนที่ 11 เย่ซวี่ก่อกวน
ตอนที่ 11 เย่ซวี่ก่อกวน
"ข้า... ข้า..." เย่เทียนเกาหัวด้วยความขัดเขิน แสร้งกล่าวกลบเกลื่อนว่า "เมื่อวานตอนที่ไปเอากำไลต้นกำเนิดในหอสมบัติ ข้าหยิบโอสถคืนชีพใหญ่ติดมือมาสองเม็ดด้วยขอรับ"
"แค่โอสถคืนชีพใหญ่สองเม็ดงั้นรึ?" ใบหน้ารูปไข่ของหวังซือเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ไร้ซึ่งวี่แววของการตำหนิติเตียนแม้แต่น้อย
แม้นบุตรชายของนางจะซุกซนไปบ้างในบางครา ทว่าย่อมไม่ออกนอกลู่นอกทางเด็ดขาด เรื่องนี้นางย่อมรู้ดีที่สุด
"เอ่อ... ยังมีโอสถคืนชีพน้อยอีกสองเม็ด แล้วก็ยาถอนพิษอีกหนึ่งเม็ดขอรับ..." เย่เทียนหัวเราะแห้ง
ไม่พูดความจริงคงไม่ได้ เพราะเขารู้ดีว่าโอสถเหล่านี้ล้วนถูกบันทึกไว้ในบัญชีของตระกูลเย่อย่างละเอียด ต้องโทษตัวเองที่ไม่ได้รีบนำไปคืนตั้งแต่แรก
"เจ้าเอาโอสถไปมากมายปานนั้นเพื่ออันใดกัน?" ยายเฒ่าอู๋เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ ขณะเดียวกันก็ป้อนโอสถคืนชีพใหญ่เข้าไปในปากของต้าเถียชุยและท่านลุงอิ๋งคนละเม็ด
เย่เทียนตอบว่า "ไม่ได้ทำอันใดหรอกขอรับ ข้าเพียงคิดว่าเผื่อตนเองบาดเจ็บจะได้นำมาใช้รักษา"
"หึหึ... แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่ามันได้ช่วยชีวิตต้าเถียชุยกับท่านลุงอิ๋งเอาไว้!" ยายเฒ่าอู๋ยิ้มอย่างโล่งใจ "เอาล่ะ ไม่มีผู้ใดคิดจะตำหนิเจ้าหรอก ทว่าเรื่องนี้ห้ามนำไปแพร่งพรายให้คนอื่นในตระกูลเย่ล่วงรู้เป็นอันขาด"
"ข้าทราบแล้วขอรับ!" เย่เทียนลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
มีแต่คนโง่เขลาเท่านั้นที่จะพูดออกไป เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงและกฎระเบียบของตระกูลเย่เชียวนะ
"จริงสิ!" ยายเฒ่าอู๋หันไปมองหวังซือ "ฮูหยิน ต่อจากนี้พวกเราควรทำเช่นไรดีเจ้าคะ? การที่คนของตระกูลโจวทำร้ายต้าเถียชุยกับท่านลุงอิ๋งจนบาดเจ็บสาหัส เป้าหมายก็เพื่อขัดขวางไม่ให้ตระกูลเย่ของเราค้นหาแหล่งเสบียงโอสถแห่งใหม่ได้ หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป เกรงว่าคนในตระกูลเย่คงได้ก่อกบฏเป็นแน่!"
"ข้ารู้ แต่ข้าจะไม่มีวันยอมก้มหัวให้โจวลั่วเทียนเด็ดขาด และยิ่งไม่มีทางให้เชี่ยนเชี่ยนที่ปลุกอาณาเขตแห่งชีวิตได้ต้องแต่งงานกับโจวจื้อเฉียง!" หวังซือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด "เอาเช่นนี้ ยายเฒ่าอู๋! ท่านช่วยดูแลเย่เทียนกับเชี่ยนเชี่ยนให้ดี ข้าจะเดินทางไปเมืองม่อเจียด้วยตัวเอง ข้าเชื่อว่าตระกูลโจวไม่มีทางกล้าลงมือกับสตรีอ่อนแอเช่นข้าแน่"
พื้นเพเดิมของนางคือการแต่งงานมาจากตระกูลหวังซึ่งเป็นตระกูลใหญ่แห่งเมืองม่อเจีย ย่อมมีอำนาจบารมียิ่งใหญ่กว่าตระกูลโจวและตระกูลเหลยแห่งเมืองหรงเหยียนมากนัก นางจึงกล้ากล่าวเช่นนี้
"นี่..."
ยายเฒ่าอู๋อึกอักไม่รู้จะกล่าวอันใดดี การออกจากคฤหาสน์ตระกูลเย่ในสถานการณ์เช่นนี้ ล้วนเต็มไปด้วยภยันตรายรอบด้าน
เย่เทียนรีบเอ่ยขัดโดยไม่ต้องคิด "ท่านแม่ ข้าไม่เห็นด้วยขอรับ ในเมื่อคนตระกูลโจวกล้าลงมือกับต้าเถียชุยและท่านลุงอิ๋ง ข้าเชื่อว่าพวกมันย่อมกล้าลงมือกับท่านเช่นกัน ท่านแม่อย่าได้หลงกลของโจวลั่วเทียนเด็ดขาด"
เมื่อก่อนตระกูลเย่ ตระกูลโจว และตระกูลเหลย ล้วนคานอำนาจเป็นดั่งขาสามหยั่งแห่งเมืองหรงเหยียน ต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพาและกดดันซึ่งกันและกัน ดังนั้นในยามปกติจึงไม่มีผู้ใดกล้าผลีผลามทำเรื่องบุ่มบ่าม นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดหวังซือที่เป็นเพียงสตรีบอบบาง จึงสามารถประคับประคองตระกูลเย่ให้อยู่รอดในเมืองหรงเหยียนมาได้ถึงสามปี หลังจากที่ผู้นำตระกูลอย่างเย่คงหายตัวไป
ทว่าตอนนี้ เพราะเชี่ยนเชี่ยนและกระบี่อสรพิษวิญญาณ สมดุลอำนาจนี้จึงถูกทำลายลง ทวีปต้นกำเนิดคือโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก โจวลั่วเทียนและเหลยเทียนเป้ามีเรื่องอันใดบ้างที่ไม่กล้าทำ?
"ลูกเอ๋ย แล้วเจ้าคิดว่าปัญหาเรื่องโอสถควรแก้ไขเช่นไรดี?"
หวังซือมองเย่เทียนด้วยความรักใคร่ ทันใดนั้นนางก็รู้สึกได้ว่า เย่เทียนเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ
"เรื่องนี้..." เย่เทียนเกาหัว ลังเลว่าควรจะเปิดเผยความลับของมิติดินดำอันโกลาหลดีหรือไม่
เขารู้ดีว่าหากบอกออกไป ปัญหาเรื่องโอสถย่อมคลี่คลายลงได้อย่างแน่นอน
และในขณะนั้นเอง บ่าวรับใช้ร่างอ้วนผู้หนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในโถงใหญ่ "เรียนฮูหยิน ผู้อาวุโสเจ็ดนำลูกน้องเกือบร้อยคนมาอออยู่หน้าประตูใหญ่ บอกว่าต้องการพบท่านขอรับ"
"ผู้อาวุโสเจ็ดรึ?" หวังซือขมวดคิ้วเรียว "ใช่เย่ซวี่ที่ไปเปิดโรงพนันอยู่ในเมืองม่อเจียหรือไม่?"
"เป็นเขาขอรับ!" บ่าวร่างอ้วนตอบ
ยายเฒ่าอู๋รู้สึกฉงน "เย่ซวี่มาทำอันใดที่นี่? ข้าจำได้ว่าเขาถูกท่านผู้นำตระกูลขับไล่ออกจากตระกูลเย่ไปเมื่อห้าปีก่อนแล้วมิใช่หรือ?"
"เรื่องนี้ข้าน้อยก็ไม่ทราบขอรับ!" บ่าวร่างอ้วนยิ้มแห้ง "ฮูหยินรีบออกไปพบเขาเถิดขอรับ! ตอนนี้เขาพาคนเกือบร้อยมาปิดกั้นประตูใหญ่ไว้หมดแล้ว"
"ได้! เจ้าล่วงหน้าไปก่อน เดี๋ยวข้าตามไป!" หวังซือโบกมือ
"ขอรับ!" บ่าวร่างอ้วนหมุนตัวจากไป
เย่เทียนกล่าว "ท่านแม่ ข้าจะออกไปกับท่านด้วย"
"ตกลง!" หวังซือพยักหน้า ก่อนหันไปมองยายเฒ่าอู๋ "ต้าเถียชุยกับท่านลุงอิ๋ง คงต้องรบกวนท่านช่วยดูแลแล้ว"
"วางใจเถิดเจ้าค่ะ! ข้าจะทำอย่างสุดความสามารถ"
ยายเฒ่าอู๋ค้อมกายรับคำ
"พวกเราไปกันเถิด!"
หวังซือเดินนำออกจากโถงใหญ่ โดยมีเย่เทียนเดินตามหลังไปติดๆ
...
ณ บริเวณหน้าประตูใหญ่คฤหาสน์ตระกูลเย่
ชายวัยกลางคนผู้มีรอยแผลเป็นจากคมดาบพาดผ่านใบหน้าอย่างน่าเกรงขาม กำลังยืนนำกลุ่มคนเกือบร้อยปิดทางเข้าออกอยู่ ท่าทางของพวกมันแต่ละคนล้วนดุดันเหี้ยมเกรียม มองดูแล้วย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่
ชายวัยกลางคนหน้าบากผู้นี้ก็คือ เย่ซวี่!
หากไม่เป็นเพราะรู้ว่าภายในคฤหาสน์ตระกูลเย่มีค่ายกลอันแข็งแกร่งที่เย่หรูหลงวางเอาไว้ ป่านนี้เขาก็คงนำกำลังบุกทะลวงเข้าไปนานแล้ว
เมื่อเห็นหวังซือพาเย่เทียนปรากฏตัวที่หน้าประตู เย่ซวี่ก็ตวัดมือแล้วตะโกนเสียงดัง "หวังซือ! บิดาอุตส่าห์เดินทางรอนแรมจากเมืองม่อเจียมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่ เจ้ากลับปฏิเสธไม่ให้ข้าเข้าประตู ไม่คิดจะเชิญข้าเข้าไปดื่มชาข้างในหน่อยรึ?"
"เจ้าไม่ใช่คนของตระกูลเย่อีกต่อไปแล้ว มีสิทธิ์อันใดมาเหยียบย่างเข้าคฤหาสน์ตระกูลเย่?" หวังซือกดเสียงต่ำ กลิ่นอายกดดันของผู้กุมอำนาจแผ่ซ่านออกจากร่าง "เย่ซวี่ หากไม่มีธุระอื่นใด ก็จงกลับไปเสียเถิด!"
โดยไม่รอให้เย่ซวี่ตอบโต้ หวังซือส่งสัญญาณให้องครักษ์ระดับขั้นเบิกพรสวรรค์สองคนที่เฝ้าประตูอยู่ "ปิดประตู! เปิดค่ายกลสังหารเทพ ผู้ใดกล้าบุกรุกคฤหาสน์ตระกูลเย่ ฆ่าทิ้งได้ทันที!"
"ขอรับ!"
ประตูบานใหญ่ค่อยๆ ปิดลง
ในขณะเดียวกัน องครักษ์อีกคนก็กดลงบนรูปสลักหัวมังกรที่ผนังด้านข้าง
วูบ! วูบ!
ค่ายกลสังหารเทพถูกกระตุ้นการทำงาน แสงสีฟ้าสว่างวาบปกคลุมทั่วทั้งคฤหาสน์ตระกูลเย่ในชั่วพริบตา
"ช้าก่อน!" เย่ซวี่หยิบม้วนแผ่นหนังสัตว์ออกมา "หวังซือ! เจ้าจะไล่ข้าไปก็ย่อมได้ แต่เจ้าต้องชดใช้หินวิญญาณและโอสถที่สามีของเจ้าติดค้างข้าไว้เสียก่อน"
"สามีข้าไปติดค้างหินวิญญาณและโอสถเจ้าตั้งแต่เมื่อใด?" หวังซือใจกระตุก นางรีบยกมือห้ามไม่ให้ประตูพับปิดลง พร้อมกล่าวตวาดเสียงแข็ง "เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังพูดจาเหลวไหล?"
"เจ้าลองดูเนื้อความในแผ่นหนังสัตว์นี่เสียก่อนแล้วจะรู้เอง!"
เย่ซวี่โยนแผ่นหนังสัตว์ไปที่หน้าประตู
หวังซือคิดจะปิดค่ายกลสังหารเทพเพื่อออกไปเก็บมันขึ้นมา ทว่าเย่เทียนรีบกล่าวแย้ง "ท่านแม่ ระวังจะมีแผนลวงนะขอรับ ท่านพ่อขาดการติดต่อในแดนลับเทียนเหยี่ยนไปตั้งสามปีกว่าแล้ว จะไปติดหนี้หินวิญญาณกับโอสถของเย่ซวี่ได้อย่างไร?"
"เพราะขาดการติดต่อนี่แหละ ข้าถึงไม่อาจปล่อยผ่านเบาะแสใดๆ ไปได้" หวังซือมองเย่เทียนด้วยความรักใคร่ "ลูกเอ๋ย ตลอดสามปีที่ผ่านมา ข้าคิดถึงบิดาและพี่ใหญ่ของเจ้าทุกลมหายใจ หากสิ่งที่เย่ซวี่พูดเป็นความจริงเล่า? เช่นนั้นพวกเราอาจสูญเสียโอกาสที่จะได้รู้ว่าตอนนี้บิดาของเจ้าอยู่ที่ใดนะ"
"ก็ได้ขอรับ!"
ไม่รู้ว่าเหตุใด เย่เทียนกลับรู้สึกจมูกตีบตันขึ้นมา เขาจึงเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปกดหัวมังกรเพื่อปิดค่ายกลสังหารเทพด้วยตนเอง จากนั้นเดินออกไปนอกประตูและหยิบแผ่นหนังสัตว์บนพื้นขึ้นมา
เมื่อกวาดตามอง เขาก็ต้องเบิกตากว้าง
มันคือลายมือของท่านพ่อจริงๆ
หวังซือเห็นท่าทางไม่สู้ดี จึงรีบชะโงกหน้าเข้ามาดูแผ่นหนังสัตว์ด้วย
เนื้อความในนั้นถูกเขียนขึ้นโดยเย่คง ก่อนที่เขาจะเข้าไปในแดนลับเทียนเหยี่ยน
เนื่องจากเย่หรูหลงเกิดธาตุไฟแตกซ่านระหว่างการฝึกบำเพ็ญตบะกะทันหัน จึงต้องการหินวิญญาณและโอสถอย่างเร่งด่วน เย่คงจนปัญญา จึงจำต้องบากหน้าไปขอยืมหินวิญญาณหนึ่งพันก้อน พร้อมด้วยโอสถคืนชีพใหญ่และโอสถคืนชีพน้อยอย่างละสิบเม็ด จากยอดฝีมือนามว่า 'นักพรตเจิ้งหยาง' ที่เดินทางเข้าไปในแดนลับเทียนเหยี่ยนด้วยกันในเวลานั้น
พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าหลังจากออกมาจากแดนลับเทียนเหยี่ยนแล้วจะชดใช้คืนให้
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หวังซือก็หันไปคาดคั้นเย่ซวี่ด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ในนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าสามีข้าเป็นหนี้หินวิญญาณและโอสถของนักพรตเจิ้งหยาง ไม่ได้ติดหนี้เจ้าเสียหน่อย!"
"ฮ่าๆๆ... มันต่างกันตรงไหนรึ?" เย่ซวี่แสยะยิ้มกว้าง รอยแผลเป็นบนใบหน้ายิ่งดูบิดเบี้ยวน่ากลัว "บอกความจริงให้เจ้าฟังก็ได้ นักพรตเจิ้งหยางมาเล่นพนันเสียเงินที่โรงพนันของข้า เขาจึงนำหนังสือสัญญากู้ยืมฉบับนี้มาจำนำไว้ ข้ามาทวงหนี้แทนเขาแล้วมันจะไม่ได้เชียวรึ?"
"เจ้า!" หวังซือโกรธจนหน้าดำหน้าแดง แต่นางเป็นคนที่รู้จักรักษาสถานการณ์ เมื่อเห็นว่ามีชาวเมืองหรงเหยียนจำนวนมากยืนมุงดูอยู่รอบๆ นางจึงเก็บแผ่นหนังสัตว์เข้าพกเข้าห่อ แล้วกล่าวว่า "ตกลง! เจ้ารอประเดี๋ยว ข้าจะไปเบิกหินวิญญาณหนึ่งพันก้อนมาให้"
"ดี อ้อ... อย่าลืมล่ะ ยังมีโอสถคืนชีพใหญ่กับโอสถคืนชีพน้อยอีกอย่างละสิบเม็ดด้วย!" เย่ซวี่แสยะยิ้มย้ำเตือน
โอสถคืนชีพใหญ่และโอสถคืนชีพน้อย...
หวังซือใจหล่นวูบ ในยามนี้คฤหาสน์ตระกูลเย่จะไปมีโอสถคืนชีพใหญ่กับโอสถคืนชีพน้อยที่ใดกัน นางตระหนักได้ทันทีว่าการที่เย่ซวี่นำแผ่นหนังสัตว์มาทวงหนี้นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่
ต้องเป็นฝีมือการบงการของโจวลั่วเทียนเป็นแน่แท้!