- หน้าแรก
- มิติเพาะปลูกระดับเทพ
- บทที่ 2 บทพูดมันผิดบทแล้ว!
บทที่ 2 บทพูดมันผิดบทแล้ว!
บทที่ 2 บทพูดมันผิดบทแล้ว!
บทที่ 2 บทพูดมันผิดบทแล้ว!
เงียบกริบ...
บรรยากาศตกอยู่ในความกระอักกระอ่วนอย่างน่าประหลาด
"ถึงกับกล้าพูดว่าท่านพี่ตามตอแยนางงั้นหรือ!!!" เย่เชี่ยนเชี่ยนขบเม้มริมฝีปากบาง ใบหน้ารูปไข่ปรากฏโทสะขึ้นมา
ส่วนเย่เทียนที่เพิ่งได้สติกลับคืนมา ก็ปรายตามองเด็กสาวชุดขาวคราหนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ อวดฟันขาวสะอาดเรียงตัวสวย "เหลยรั่วซี ข้าว่าเจ้าคงเข้าใจสถานการณ์ผิดไปแล้วกระมัง! ข้าไปตามตอแยเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? แม้แต่เรื่องมาตกปลานี่ เจ้าก็เป็นคนนัดข้ามาเองไม่ใช่หรือไง?"
"ใช่แล้ว!" เย่เชี่ยนเชี่ยนกล่าวเสริมด้วยความโกรธ "คุณหนูเหลย ท่านลองพูดมาสิ คนที่ยอดเยี่ยมอย่างท่านพี่ของข้า ไปตามตอแยท่านตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ดูเหมือนว่าทุกวันจะเป็นท่านเสียมากกว่า ที่คอยตามเกาะติดท่านพี่ของข้าอยู่ตลอดเวลา?"
"พวกเจ้า..." เด็กสาวชุดขาวคิดไม่ถึงว่าเย่เทียนกับเย่เชี่ยนเชี่ยนจะโต้กลับมาเช่นนี้ นางโกรธจนกระทืบเท้าเร่าๆ "สิ่งที่ข้าพูด ข้าจริงจังนะ ไม่ได้ล้อพวกเจ้าเล่น!!!"
"ข้าก็ไม่ได้ล้อเจ้าเล่นเช่นกัน เหลยรั่วซี!" นัยน์ตาของเย่เทียนฉายแววจริงจัง "หากเจ้ารังเกียจข้า ข้าก็สามารถหายตัวไปจากหน้าเจ้าได้เดี๋ยวนี้เลย ส่วนเรื่องตามตอแยที่เจ้าว่ามา รวมถึงเรื่องที่เราสองคนเป็นไปไม่ได้นั่น ข้าว่าเจ้าคงคิดมากไปเองแล้ว อย่าหลงตัวเองนักเลย"
อุ๊บ ฮิฮิ~~~!
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เย่เชี่ยนเชี่ยนก็ถึงกับยกมือขึ้นปิดปากลอบหัวเราะ เย่เทียนพูดจาได้ตรงไปตรงมาและไร้เยื่อใยเสียจริง แต่นางชอบนะ!
"เจ้า..." เด็กสาวชุดขาวอับอายจนใบหน้าจิ้มลิ้มแดงก่ำ นางถลึงตาใส่เย่เทียนอย่างหัวเสีย ก่อนจะตวาดลั่น "เจ้า... เจ้าไม่เคยมีความรู้สึกชอบข้าเลยแม้แต่นิดเดียวจริงๆ งั้นหรือ?"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกจากปาก นางก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที ตามหลักแล้วนี่มันควรจะเป็นบทพูดของเย่เทียนไม่ใช่หรือไง! แล้วเหตุใดจู่ๆ มันถึงหลุดออกจากปากของนางกันล่ะ!
"ไม่มี!"
"ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว!"
เย่เทียนตอบกลับไปโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
ในเมืองหรงเหยียน เขาเติบโตและรู้จักกับเหลยรั่วซีมาตั้งแต่ยังเล็ก ย่อมรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของนางเป็นอย่างดี โดยพื้นฐานแล้วนางก็เหมือนกับ 'เหลยเทียนเป้า' บิดาของนางนั่นแหละ เป็นลูกคุณหนูที่บ้าอำนาจ หยิ่งยโส และเห็นแก่เงินเป็นที่สุด ชอบยกตนข่มท่านและกดคนอื่นให้ต่ำลง
สำหรับเขาที่ทะลุมิติจากโลกมนุษย์มาอยู่ที่นี่เมื่อสิบหกปีก่อน นี่คือนิสัยที่เขาเกลียดชังเข้ากระดูกดำ แล้วจะให้ไปชอบลงได้อย่างไร
หากไม่ใช่เพราะตระกูลเหลยกับตระกูลเย่ในเมืองหรงเหยียนเป็นสหายเก่าแก่กันมาเนิ่นนาน มีการค้าขายไปมาหาสู่ และจำต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันแล้วล่ะก็ เขาคงไม่มีทางลดตัวลงไปคลุกคลีกับเหลยรั่วซีเป็นแน่
"เจ้าโกหก ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าไม่เคยชอบข้าเลยแม้แต่นิดเดียว!"
เมื่อจ้องมองเข้าไปในนัยน์ตาอันใสกระจ่างของเย่เทียนเบื้องหน้า ที่ไม่มีแม้แต่ความตื่นตระหนกหรือความเจ็บปวดเสียใจ มีเพียงความสงบเยือกเย็นและหนักแน่น เหลยรั่วซีก็เริ่มใจคอไม่ดีขึ้นมาแล้ว
เดิมทีนางกะจะรักษาหน้าเย่เทียน เพื่อให้จากกันด้วยดี แต่ดูเหมือนตอนนี้ นางจะหลงตัวเองไปฝ่ายเดียวเสียแล้ว เย่เทียน... ดูเหมือนจะไม่เคยชอบพอนางเลยแม้แต่น้อย
เย่เชี่ยนเชี่ยนเห็นสีหน้าของเหลยรั่วซีย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จึงรีบยื่นมือไปกระตุกแขนเย่เทียนเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงกระซิบ "ท่านพี่! พวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ! อย่ามัวรั้งอยู่ตรงนี้เลย"
"อืม!"
เย่เทียนพยักหน้ารับ พลางคว้าคันเบ็ดและตะกร้าไม้ไผ่บนโต๊ะติดมือมาด้วย
ขณะที่เขากำลังจะพาเย่เชี่ยนเชี่ยนจากไปนั้น เหลยรั่วซีกลับเอ่ยรั้งเขาเอาไว้ "เดี๋ยวก่อน เย่เทียน! ข้าไม่สนหรอกนะว่าเจ้าจะเคยชอบข้าหรือไม่ แต่นั่นมันก็เป็นเพียงอดีตไปแล้ว เพราะอีกไม่กี่วันให้หลัง เจ้ากับข้าจะกลายเป็นคนละชั้นกัน! หากเจ้าไม่อยากใช้ชีวิตอย่างคนไร้ค่าไปจนตาย ก็จงตั้งใจบำเพ็ญเพียรเสียให้ดี! รอจนกว่าเจ้าจะมีปัญญาเข้าเรียนที่ [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] ได้เสียก่อนเถอะ แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าคำพูดของเจ้าในวันนี้มันน่าขันเพียงใด... แล้วเจ้าจะต้องเสียใจที่ไม่ได้ชอบข้า!"
เดิมทีนางไม่ได้อยากจะเอ่ยคำพูดระคายหูเช่นนี้ ทว่าที่ผ่านมานางไม่เคยรู้สึกเหนือกว่ายามอยู่ต่อหน้าเย่เทียนได้เลย เหลยรั่วซีรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจลึกๆ จึงพลั้งปากพูดออกไปโดยไม่สนผลที่ตามมา
"งั้นหรือ? ข้ากลับคิดว่าคนที่ต้องเสียใจน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า... เสียใจที่ไม่อาจทำให้ข้าหลงชอบเจ้าได้ เอาเป็นว่า... แล้วพบกันที่ [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] ก็แล้วกัน!"
เย่เทียนผายมือออกอย่างเยือกเย็นและผ่าเผย ใบหน้าหล่อเหลายังคงประดับด้วยรอยยิ้มบาง ทว่าจากคำพูดของเหลยรั่วซี เขากลับฟังความนัยที่ซ่อนอยู่ออก มันย่อมต้องเกี่ยวพันกับการปลุกพรสวรรค์เป็นแน่
อีกทั้งเขายังมั่นใจเต็มสิบส่วนว่า ระดับพรสวรรค์ที่เหลยรั่วซีปลุกขึ้นมาได้นั้น จะต้องสูงส่งกว่าเขาอย่างแน่นอน
มิเช่นนั้น...
ด้วยนิสัยเห็นแก่เงินเป็นที่ตั้งอย่างนาง คงไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำดูแคลนถึงเพียงนี้
เพียงแต่...
ในการตรวจสอบพรสวรรค์ที่ [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] ครั้งนี้ อาณาเขตที่เขาปลุกขึ้นมาได้ แท้จริงแล้วมันคือสิ่งใดกันแน่?
เย่เทียนปรายตามองเหลยรั่วซีด้วยสายตามีความหมายลึกซึ้งคราหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวพาเย่เชี่ยนเชี่ยนเดินลงจากชั้นสองไป
"โกรธตายชัก!"
"บ้าเอ๊ย! บัดซบที่สุด! เหตุใดเรื่องราวมันถึงกลับตาลปัตรเช่นนี้เล่า! คนที่เอ่ยปากขอตัดรอนก่อนคือข้า คนที่สมควรจะโกรธเกรี้ยวก็ควรจะเป็นเย่เทียนสิ! แต่เหตุใดตอนนี้กลับกลายเป็นข้าที่ต้องมานั่งโมโห? แถมยังรู้สึกเจ็บใจอีกต่างหาก!"
"หึ! รอจนถึงวันที่อาจารย์จาก [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] มาประกาศผลพรสวรรค์เสียก่อนเถอะ เย่เทียน... ถึงตอนนั้นเจ้าจะต้องคุกเข่าอ้อนวอนข้า! แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าวาจาจองหองของเจ้าในวันนี้ มันน่าขันมากเพียงใด!"
เหลยรั่วซีกระทืบเท้าเร่าๆ กัดฟันกรอดมองแผ่นหลังของเย่เทียนที่ลับสายตาไป ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ขุ่นเคือง และริษยา...
ทว่าลึกๆ ในใจ นางกลับเพิ่งตระหนักได้ว่า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดกัน... ที่นางดันเผลอมีใจให้เย่เทียนไปนิดๆ เสียแล้ว...
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่
เย่เทียนก็สังเกตเห็นว่า บนใบหน้ารูปไข่ของเย่เชี่ยนเชี่ยนที่เดินตามหลังมานั้น ประดับไปด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อยตลอดทาง
ด้วยความสงสัย เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "น้องพี่... การที่พี่ถูกเหลยรั่วซีสลัดทิ้งนี่ มันทำให้เจ้ามีความสุขถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?"
"ไม่ใช่เจ้าค่ะ! ไม่ใช่นะ!" เย่เชี่ยนเชี่ยนรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน "ท่านพี่! ที่ข้าขำก็เพราะพอคิดถึงสีหน้ากระวนกระวายใจของเหลยรั่วซี ยามที่นางได้ยินว่าท่านไม่เคยชอบนางเลย ข้าก็กลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่จริงๆ เจ้าค่ะ"
"หึหึ..." เย่เทียนหัวเราะร่วน "ช่างเรื่องของเหลยรั่วซีเถอะ อย่างไรเสียนางก็เป็นแค่อดีตไปแล้ว เพื่อให้สามารถสอบเข้า [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] และตักตวงความรู้ให้ได้มากขึ้น ตอนนี้พวกเรามาตั้งใจบำเพ็ญเพียร ยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเองกันดีกว่า! จะยอมให้นางมาดูแคลนเอาไม่ได้เด็ดขาด"
[สำนักศึกษาตระกูลม่อ] เป็นสำนักศึกษาผู้บำเพ็ญตบะที่สงวนไว้สำหรับอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงเท่านั้น
ณ ที่แห่งนั้น ไม่เพียงแต่จะรวบรวมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในอาณาเขตอันหลากหลายแขนง แต่ยังเป็นสถานที่ที่เก็บรวบรวมองค์ความรู้ด้านการบำเพ็ญตบะของทวีปต้นกำเนิดที่ตกทอดมานานนับหมื่นปี ซึ่งจะช่วยปูรากฐานอันแข็งแกร่งที่สุด สำหรับการก้าวขึ้นเป็นยอดฝีมือในภายภาคหน้า
"ข้าเอง... ก็สามารถเข้าเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลม่อได้เช่นนั้นหรือ?"
เย่เชี่ยนเชี่ยนกะพริบตาปริบๆ แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง แม้ว่านางจะประสบความสำเร็จในการปลุกอาณาเขตของตนเองขึ้นมาได้แล้วก็ตาม แต่การจะได้เข้าเรียนที่ [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายปานนั้น ค่าเล่าเรียนที่สูงลิ่ว มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะแบกรับไหว
ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเล่าเรียนที่ว่ายังมิได้จ่ายด้วยเงินตราที่หมุนเวียนกันในทวีปต้นกำเนิด หากแต่ต้องจ่ายด้วย 'หินวิญญาณ'
"พี่บอกว่าได้ มันก็ต้องได้สิ!" เย่เทียนยื่นมือไปตบลงบนบ่าบอบบางของเย่เชี่ยนเชี่ยนเบาๆ "เอาล่ะ พี่ไม่คุยกับเจ้าแล้วล่ะ พี่จะไปบำเพ็ญเพียรที่ลานฝึกยุทธ์เสียหน่อย จนป่านนี้แล้ว พี่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอาณาเขตที่พี่ปลุกขึ้นมาได้นั้น มันเป็นประเภทใดกันแน่!"
"ท่านพี่จะรีบร้อนไปไยกัน!" เย่เชี่ยนเชี่ยนรีบทักท้วง "ด้วยคุณสมบัติดั้งเดิมและรากฐานพรสวรรค์ระดับท่าน อาณาเขตที่ตื่นขึ้นมามีหรือจะด้อยค่าได้?"
"เรื่องนี้พูดยากนัก!" เย่เทียนขมวดคิ้วกระบี่เข้าหากันเล็กน้อย "อาณาเขตที่เจ้าปลุกขึ้นมาได้ แม้ว่าในตอนนี้จะยังดูไม่ออกว่าเป็นประเภทใดกันแน่ แต่มันกลับสามารถเนรมิตให้ต้นไม้ใบหญ้าที่เหี่ยวเฉาไปแล้ว กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกครั้ง หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด พรสวรรค์ระดับหายากย่อมหนีไม่พ้นเป็นแน่ ทว่าตัวพี่นี่สิ..."
พูดถึงตรงนี้ เย่เทียนก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า "อาณาเขตภายในจุดตันเถียนของพี่ มันเป็นเพียงมิติอันเลือนรางกว้างใหญ่ราวๆ รัศมีหลายลี้ ภายในนั้นนอกจากดินสีดำคล้ำแล้ว ก็ไม่อาจสัมผัสถึงเบาะแสอันมีค่าใดๆ ได้เลย พี่ชักจะสงสัยเสียแล้วสิ ว่าอาณาเขตที่ตื่นขึ้นมาของพี่ มันจะกลายเป็นของไร้ค่า เป็นได้แค่แปลงดินสำหรับเอาไว้ปลูกผักไปเสียแล้วกระมัง"
พรืด...
เย่เชี่ยนเชี่ยนถึงกับหลุดขำ นางยกมือขึ้นปิดปากพลางหัวเราะร่วน "ท่านพี่! ท่านอย่ามาล้อข้าเล่นหน่อยเลย ทั่วทั้งทวีปต้นกำเนิดแห่งนี้ ท่านเคยได้ยินว่ามียอดฝีมือท่านใดปลุกอาณาเขตมาเพื่อปลูกผักบ้างเล่า? อย่ามัวคิดมากไปเลยเจ้าค่ะ รอให้อาจารย์จาก [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] เดินทางมาถึง ทุกอย่างย่อมกระจ่างชัด ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้น พรสวรรค์ของท่านพี่ อาจจะเป็นสายเลือดบรรพกาลในตำนานก็ได้นะเจ้าคะ!"
"จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า?"
เย่เทียนโบกมือปัด เขาสาวเท้าเดินตรงดิ่งไปยังลานฝึกยุทธ์ด้วยความหนักอึ้งในใจ
หากวันนี้เหลยรั่วซีไม่มาก่อเรื่องกวนใจ เขาคงไม่รู้สึกร้อนรนปานนี้หรอก เพราะเดิมทีเขามีความมั่นใจในพรสวรรค์ของตนเองเป็นอย่างมาก
"แต่หากอาณาเขตที่ข้าปลุกขึ้นมา มันเอาไว้ใช้ปลูกผักได้เพียงอย่างเดียวจริงๆ ข้าจะทำเช่นไรเล่า?"
"เห็นทีคงต้องทดสอบดูเสียหน่อยแล้ว!"
ขณะที่กำลังเดินไปตามทางเดิน จู่ๆ เย่เทียนก็เกิดความคิดพิลึกพิลั่นขึ้นมา เขาเอื้อมมือไปถอนหญ้าวัชพืชริมทางขึ้นมาต้นหนึ่ง แล้วโยนมันเข้าไปในอาณาเขตมิติดินดำที่จุดตันเถียนอย่างลวกๆ เขาเพียงแค่อยากจะลองดูว่า หลังจากย้ายมันเข้าไปปลูกแล้ว จะมีเรื่องเหนือความคาดหมายใดเกิดขึ้นหรือไม่
และในวินาทีถัดมา...
ภาพที่ทำให้เขาต้องเบิกตาโตอ้าปากค้าง ก็ได้บังเกิดขึ้น!