เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 บทพูดมันผิดบทแล้ว!

บทที่ 2 บทพูดมันผิดบทแล้ว!

บทที่ 2 บทพูดมันผิดบทแล้ว!


บทที่ 2 บทพูดมันผิดบทแล้ว!

เงียบกริบ...

บรรยากาศตกอยู่ในความกระอักกระอ่วนอย่างน่าประหลาด

"ถึงกับกล้าพูดว่าท่านพี่ตามตอแยนางงั้นหรือ!!!" เย่เชี่ยนเชี่ยนขบเม้มริมฝีปากบาง ใบหน้ารูปไข่ปรากฏโทสะขึ้นมา

ส่วนเย่เทียนที่เพิ่งได้สติกลับคืนมา ก็ปรายตามองเด็กสาวชุดขาวคราหนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ อวดฟันขาวสะอาดเรียงตัวสวย "เหลยรั่วซี ข้าว่าเจ้าคงเข้าใจสถานการณ์ผิดไปแล้วกระมัง! ข้าไปตามตอแยเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? แม้แต่เรื่องมาตกปลานี่ เจ้าก็เป็นคนนัดข้ามาเองไม่ใช่หรือไง?"

"ใช่แล้ว!" เย่เชี่ยนเชี่ยนกล่าวเสริมด้วยความโกรธ "คุณหนูเหลย ท่านลองพูดมาสิ คนที่ยอดเยี่ยมอย่างท่านพี่ของข้า ไปตามตอแยท่านตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ดูเหมือนว่าทุกวันจะเป็นท่านเสียมากกว่า ที่คอยตามเกาะติดท่านพี่ของข้าอยู่ตลอดเวลา?"

"พวกเจ้า..." เด็กสาวชุดขาวคิดไม่ถึงว่าเย่เทียนกับเย่เชี่ยนเชี่ยนจะโต้กลับมาเช่นนี้ นางโกรธจนกระทืบเท้าเร่าๆ "สิ่งที่ข้าพูด ข้าจริงจังนะ ไม่ได้ล้อพวกเจ้าเล่น!!!"

"ข้าก็ไม่ได้ล้อเจ้าเล่นเช่นกัน เหลยรั่วซี!" นัยน์ตาของเย่เทียนฉายแววจริงจัง "หากเจ้ารังเกียจข้า ข้าก็สามารถหายตัวไปจากหน้าเจ้าได้เดี๋ยวนี้เลย ส่วนเรื่องตามตอแยที่เจ้าว่ามา รวมถึงเรื่องที่เราสองคนเป็นไปไม่ได้นั่น ข้าว่าเจ้าคงคิดมากไปเองแล้ว อย่าหลงตัวเองนักเลย"

อุ๊บ ฮิฮิ~~~!

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เย่เชี่ยนเชี่ยนก็ถึงกับยกมือขึ้นปิดปากลอบหัวเราะ เย่เทียนพูดจาได้ตรงไปตรงมาและไร้เยื่อใยเสียจริง แต่นางชอบนะ!

"เจ้า..." เด็กสาวชุดขาวอับอายจนใบหน้าจิ้มลิ้มแดงก่ำ นางถลึงตาใส่เย่เทียนอย่างหัวเสีย ก่อนจะตวาดลั่น "เจ้า... เจ้าไม่เคยมีความรู้สึกชอบข้าเลยแม้แต่นิดเดียวจริงๆ งั้นหรือ?"

ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกจากปาก นางก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที ตามหลักแล้วนี่มันควรจะเป็นบทพูดของเย่เทียนไม่ใช่หรือไง! แล้วเหตุใดจู่ๆ มันถึงหลุดออกจากปากของนางกันล่ะ!

"ไม่มี!"

"ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว!"

เย่เทียนตอบกลับไปโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

ในเมืองหรงเหยียน เขาเติบโตและรู้จักกับเหลยรั่วซีมาตั้งแต่ยังเล็ก ย่อมรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของนางเป็นอย่างดี โดยพื้นฐานแล้วนางก็เหมือนกับ 'เหลยเทียนเป้า' บิดาของนางนั่นแหละ เป็นลูกคุณหนูที่บ้าอำนาจ หยิ่งยโส และเห็นแก่เงินเป็นที่สุด ชอบยกตนข่มท่านและกดคนอื่นให้ต่ำลง

สำหรับเขาที่ทะลุมิติจากโลกมนุษย์มาอยู่ที่นี่เมื่อสิบหกปีก่อน นี่คือนิสัยที่เขาเกลียดชังเข้ากระดูกดำ แล้วจะให้ไปชอบลงได้อย่างไร

หากไม่ใช่เพราะตระกูลเหลยกับตระกูลเย่ในเมืองหรงเหยียนเป็นสหายเก่าแก่กันมาเนิ่นนาน มีการค้าขายไปมาหาสู่ และจำต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันแล้วล่ะก็ เขาคงไม่มีทางลดตัวลงไปคลุกคลีกับเหลยรั่วซีเป็นแน่

"เจ้าโกหก ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าไม่เคยชอบข้าเลยแม้แต่นิดเดียว!"

เมื่อจ้องมองเข้าไปในนัยน์ตาอันใสกระจ่างของเย่เทียนเบื้องหน้า ที่ไม่มีแม้แต่ความตื่นตระหนกหรือความเจ็บปวดเสียใจ มีเพียงความสงบเยือกเย็นและหนักแน่น เหลยรั่วซีก็เริ่มใจคอไม่ดีขึ้นมาแล้ว

เดิมทีนางกะจะรักษาหน้าเย่เทียน เพื่อให้จากกันด้วยดี แต่ดูเหมือนตอนนี้ นางจะหลงตัวเองไปฝ่ายเดียวเสียแล้ว เย่เทียน... ดูเหมือนจะไม่เคยชอบพอนางเลยแม้แต่น้อย

เย่เชี่ยนเชี่ยนเห็นสีหน้าของเหลยรั่วซีย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จึงรีบยื่นมือไปกระตุกแขนเย่เทียนเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงกระซิบ "ท่านพี่! พวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ! อย่ามัวรั้งอยู่ตรงนี้เลย"

"อืม!"

เย่เทียนพยักหน้ารับ พลางคว้าคันเบ็ดและตะกร้าไม้ไผ่บนโต๊ะติดมือมาด้วย

ขณะที่เขากำลังจะพาเย่เชี่ยนเชี่ยนจากไปนั้น เหลยรั่วซีกลับเอ่ยรั้งเขาเอาไว้ "เดี๋ยวก่อน เย่เทียน! ข้าไม่สนหรอกนะว่าเจ้าจะเคยชอบข้าหรือไม่ แต่นั่นมันก็เป็นเพียงอดีตไปแล้ว เพราะอีกไม่กี่วันให้หลัง เจ้ากับข้าจะกลายเป็นคนละชั้นกัน! หากเจ้าไม่อยากใช้ชีวิตอย่างคนไร้ค่าไปจนตาย ก็จงตั้งใจบำเพ็ญเพียรเสียให้ดี! รอจนกว่าเจ้าจะมีปัญญาเข้าเรียนที่ [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] ได้เสียก่อนเถอะ แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าคำพูดของเจ้าในวันนี้มันน่าขันเพียงใด... แล้วเจ้าจะต้องเสียใจที่ไม่ได้ชอบข้า!"

เดิมทีนางไม่ได้อยากจะเอ่ยคำพูดระคายหูเช่นนี้ ทว่าที่ผ่านมานางไม่เคยรู้สึกเหนือกว่ายามอยู่ต่อหน้าเย่เทียนได้เลย เหลยรั่วซีรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจลึกๆ จึงพลั้งปากพูดออกไปโดยไม่สนผลที่ตามมา

"งั้นหรือ? ข้ากลับคิดว่าคนที่ต้องเสียใจน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า... เสียใจที่ไม่อาจทำให้ข้าหลงชอบเจ้าได้ เอาเป็นว่า... แล้วพบกันที่ [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] ก็แล้วกัน!"

เย่เทียนผายมือออกอย่างเยือกเย็นและผ่าเผย ใบหน้าหล่อเหลายังคงประดับด้วยรอยยิ้มบาง ทว่าจากคำพูดของเหลยรั่วซี เขากลับฟังความนัยที่ซ่อนอยู่ออก มันย่อมต้องเกี่ยวพันกับการปลุกพรสวรรค์เป็นแน่

อีกทั้งเขายังมั่นใจเต็มสิบส่วนว่า ระดับพรสวรรค์ที่เหลยรั่วซีปลุกขึ้นมาได้นั้น จะต้องสูงส่งกว่าเขาอย่างแน่นอน

มิเช่นนั้น...

ด้วยนิสัยเห็นแก่เงินเป็นที่ตั้งอย่างนาง คงไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำดูแคลนถึงเพียงนี้

เพียงแต่...

ในการตรวจสอบพรสวรรค์ที่ [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] ครั้งนี้ อาณาเขตที่เขาปลุกขึ้นมาได้ แท้จริงแล้วมันคือสิ่งใดกันแน่?

เย่เทียนปรายตามองเหลยรั่วซีด้วยสายตามีความหมายลึกซึ้งคราหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวพาเย่เชี่ยนเชี่ยนเดินลงจากชั้นสองไป

"โกรธตายชัก!"

"บ้าเอ๊ย! บัดซบที่สุด! เหตุใดเรื่องราวมันถึงกลับตาลปัตรเช่นนี้เล่า! คนที่เอ่ยปากขอตัดรอนก่อนคือข้า คนที่สมควรจะโกรธเกรี้ยวก็ควรจะเป็นเย่เทียนสิ! แต่เหตุใดตอนนี้กลับกลายเป็นข้าที่ต้องมานั่งโมโห? แถมยังรู้สึกเจ็บใจอีกต่างหาก!"

"หึ! รอจนถึงวันที่อาจารย์จาก [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] มาประกาศผลพรสวรรค์เสียก่อนเถอะ เย่เทียน... ถึงตอนนั้นเจ้าจะต้องคุกเข่าอ้อนวอนข้า! แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าวาจาจองหองของเจ้าในวันนี้ มันน่าขันมากเพียงใด!"

เหลยรั่วซีกระทืบเท้าเร่าๆ กัดฟันกรอดมองแผ่นหลังของเย่เทียนที่ลับสายตาไป ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ขุ่นเคือง และริษยา...

ทว่าลึกๆ ในใจ นางกลับเพิ่งตระหนักได้ว่า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดกัน... ที่นางดันเผลอมีใจให้เย่เทียนไปนิดๆ เสียแล้ว...

เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่

เย่เทียนก็สังเกตเห็นว่า บนใบหน้ารูปไข่ของเย่เชี่ยนเชี่ยนที่เดินตามหลังมานั้น ประดับไปด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อยตลอดทาง

ด้วยความสงสัย เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "น้องพี่... การที่พี่ถูกเหลยรั่วซีสลัดทิ้งนี่ มันทำให้เจ้ามีความสุขถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?"

"ไม่ใช่เจ้าค่ะ! ไม่ใช่นะ!" เย่เชี่ยนเชี่ยนรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน "ท่านพี่! ที่ข้าขำก็เพราะพอคิดถึงสีหน้ากระวนกระวายใจของเหลยรั่วซี ยามที่นางได้ยินว่าท่านไม่เคยชอบนางเลย ข้าก็กลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่จริงๆ เจ้าค่ะ"

"หึหึ..." เย่เทียนหัวเราะร่วน "ช่างเรื่องของเหลยรั่วซีเถอะ อย่างไรเสียนางก็เป็นแค่อดีตไปแล้ว เพื่อให้สามารถสอบเข้า [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] และตักตวงความรู้ให้ได้มากขึ้น ตอนนี้พวกเรามาตั้งใจบำเพ็ญเพียร ยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเองกันดีกว่า! จะยอมให้นางมาดูแคลนเอาไม่ได้เด็ดขาด"

[สำนักศึกษาตระกูลม่อ] เป็นสำนักศึกษาผู้บำเพ็ญตบะที่สงวนไว้สำหรับอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงเท่านั้น

ณ ที่แห่งนั้น ไม่เพียงแต่จะรวบรวมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในอาณาเขตอันหลากหลายแขนง แต่ยังเป็นสถานที่ที่เก็บรวบรวมองค์ความรู้ด้านการบำเพ็ญตบะของทวีปต้นกำเนิดที่ตกทอดมานานนับหมื่นปี ซึ่งจะช่วยปูรากฐานอันแข็งแกร่งที่สุด สำหรับการก้าวขึ้นเป็นยอดฝีมือในภายภาคหน้า

"ข้าเอง... ก็สามารถเข้าเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลม่อได้เช่นนั้นหรือ?"

เย่เชี่ยนเชี่ยนกะพริบตาปริบๆ แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง แม้ว่านางจะประสบความสำเร็จในการปลุกอาณาเขตของตนเองขึ้นมาได้แล้วก็ตาม แต่การจะได้เข้าเรียนที่ [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายปานนั้น ค่าเล่าเรียนที่สูงลิ่ว มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะแบกรับไหว

ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเล่าเรียนที่ว่ายังมิได้จ่ายด้วยเงินตราที่หมุนเวียนกันในทวีปต้นกำเนิด หากแต่ต้องจ่ายด้วย 'หินวิญญาณ'

"พี่บอกว่าได้ มันก็ต้องได้สิ!" เย่เทียนยื่นมือไปตบลงบนบ่าบอบบางของเย่เชี่ยนเชี่ยนเบาๆ "เอาล่ะ พี่ไม่คุยกับเจ้าแล้วล่ะ พี่จะไปบำเพ็ญเพียรที่ลานฝึกยุทธ์เสียหน่อย จนป่านนี้แล้ว พี่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอาณาเขตที่พี่ปลุกขึ้นมาได้นั้น มันเป็นประเภทใดกันแน่!"

"ท่านพี่จะรีบร้อนไปไยกัน!" เย่เชี่ยนเชี่ยนรีบทักท้วง "ด้วยคุณสมบัติดั้งเดิมและรากฐานพรสวรรค์ระดับท่าน อาณาเขตที่ตื่นขึ้นมามีหรือจะด้อยค่าได้?"

"เรื่องนี้พูดยากนัก!" เย่เทียนขมวดคิ้วกระบี่เข้าหากันเล็กน้อย "อาณาเขตที่เจ้าปลุกขึ้นมาได้ แม้ว่าในตอนนี้จะยังดูไม่ออกว่าเป็นประเภทใดกันแน่ แต่มันกลับสามารถเนรมิตให้ต้นไม้ใบหญ้าที่เหี่ยวเฉาไปแล้ว กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกครั้ง หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด พรสวรรค์ระดับหายากย่อมหนีไม่พ้นเป็นแน่ ทว่าตัวพี่นี่สิ..."

พูดถึงตรงนี้ เย่เทียนก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า "อาณาเขตภายในจุดตันเถียนของพี่ มันเป็นเพียงมิติอันเลือนรางกว้างใหญ่ราวๆ รัศมีหลายลี้ ภายในนั้นนอกจากดินสีดำคล้ำแล้ว ก็ไม่อาจสัมผัสถึงเบาะแสอันมีค่าใดๆ ได้เลย พี่ชักจะสงสัยเสียแล้วสิ ว่าอาณาเขตที่ตื่นขึ้นมาของพี่ มันจะกลายเป็นของไร้ค่า เป็นได้แค่แปลงดินสำหรับเอาไว้ปลูกผักไปเสียแล้วกระมัง"

พรืด...

เย่เชี่ยนเชี่ยนถึงกับหลุดขำ นางยกมือขึ้นปิดปากพลางหัวเราะร่วน "ท่านพี่! ท่านอย่ามาล้อข้าเล่นหน่อยเลย ทั่วทั้งทวีปต้นกำเนิดแห่งนี้ ท่านเคยได้ยินว่ามียอดฝีมือท่านใดปลุกอาณาเขตมาเพื่อปลูกผักบ้างเล่า? อย่ามัวคิดมากไปเลยเจ้าค่ะ รอให้อาจารย์จาก [สำนักศึกษาตระกูลม่อ] เดินทางมาถึง ทุกอย่างย่อมกระจ่างชัด ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้น พรสวรรค์ของท่านพี่ อาจจะเป็นสายเลือดบรรพกาลในตำนานก็ได้นะเจ้าคะ!"

"จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า?"

เย่เทียนโบกมือปัด เขาสาวเท้าเดินตรงดิ่งไปยังลานฝึกยุทธ์ด้วยความหนักอึ้งในใจ

หากวันนี้เหลยรั่วซีไม่มาก่อเรื่องกวนใจ เขาคงไม่รู้สึกร้อนรนปานนี้หรอก เพราะเดิมทีเขามีความมั่นใจในพรสวรรค์ของตนเองเป็นอย่างมาก

"แต่หากอาณาเขตที่ข้าปลุกขึ้นมา มันเอาไว้ใช้ปลูกผักได้เพียงอย่างเดียวจริงๆ ข้าจะทำเช่นไรเล่า?"

"เห็นทีคงต้องทดสอบดูเสียหน่อยแล้ว!"

ขณะที่กำลังเดินไปตามทางเดิน จู่ๆ เย่เทียนก็เกิดความคิดพิลึกพิลั่นขึ้นมา เขาเอื้อมมือไปถอนหญ้าวัชพืชริมทางขึ้นมาต้นหนึ่ง แล้วโยนมันเข้าไปในอาณาเขตมิติดินดำที่จุดตันเถียนอย่างลวกๆ เขาเพียงแค่อยากจะลองดูว่า หลังจากย้ายมันเข้าไปปลูกแล้ว จะมีเรื่องเหนือความคาดหมายใดเกิดขึ้นหรือไม่

และในวินาทีถัดมา...

ภาพที่ทำให้เขาต้องเบิกตาโตอ้าปากค้าง ก็ได้บังเกิดขึ้น!

จบบทที่ บทที่ 2 บทพูดมันผิดบทแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว