- หน้าแรก
- จากรัชทายาทตกอับ สู่จอมราชันไร้พ่าย
- บทที่ 22 เป้าหมาย
บทที่ 22 เป้าหมาย
บทที่ 22 เป้าหมาย
นี่มันคือปริศนา... ปริศนาที่แม้แต่มาลาไคเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้
นี่ไม่ใช่เทพนิยาย ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่คือโลกแห่งความจริง และในความจริง เวลาไม่เคยปรานีใคร
‘ถ้าข้าคิดถูก... แสดงว่าพวกเขาถูกทำให้คงความเยาว์วัยไว้ด้วยวิธีการบางอย่างที่ข้าไม่รู้ หรือไม่อย่างนั้น... พวกเขาก็ไม่ใช่คนเดียวกับในอดีตเลย แต่ทุกอย่างมันชี้ไปในทางแรกทั้งสิ้น’
ทุกสิ่งที่เขาเห็นมาจนถึงตอนนี้ชี้ไปที่ข้อสันนิษฐานแรก อุปกรณ์ของพวกเขาที่ดูเก่า พฤติกรรมที่เต็มไปด้วยความงุนงงในตอนที่ถูกส่งมายังลานโล่งกลางป่า และที่สำคัญที่สุด... เซโรนิสผู้ถูกเรียกว่าสายเลือดที่สาม
ในยุคนี้ไม่มีผู้สืบสายเลือดโดยตรงคนไหนชื่อเซโรนิสเลย
‘หมายความว่า พวกเขาถูกส่งมายังที่นี่เมื่อสองศตวรรษก่อน และถูกตรึงอยู่ในห้วงกาลเวลา... จนถึงตอนนี้’
‘แล้วก็ถ้อยคำนั้น...’
เมื่อเขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว ความคิดก็หวนไปถึงคำพูดที่ได้ยินจากเสียงลึกลับ
“ผู้เข้าร่วมครบแล้ว”
“พิธีสืบทอดผู้สืบตำแหน่ง...”
‘ทันทีที่ข้าผ่านด่านสุดท้าย จำนวนผู้เข้าร่วมก็คงถึงเกณฑ์ที่สถานที่นี้ต้องการ ข้าคือกุญแจดอกสุดท้าย’
‘ทุกอย่างมันสอดคล้องกัน บททดสอบทั้งหลายไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อคัดกรองพลัง แต่มันคือกระบวนการคัดเลือก’
เมื่อข้อสรุปนี้ตกผลึกในหัว อีกคำถามใหญ่ก็เผาไหม้ความคิดของเขาทันที
เป้าหมายสุดท้ายคืออะไร?
เขารู้ว่าที่นี่คือสนามแห่งการทดสอบเพื่อหาผู้สืบทอด และเขาก็เป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือก... แต่จากนี้ไปล่ะ?
‘เป้าหมายของการทดสอบคือการคัดคนออกเรื่อย ๆ ผู้สืบทอดมีได้เพียงหนึ่งเดียวโดยธรรมชาติ…’
‘ซึ่งนั่นหมายความว่า... ขั้นต่อไปคือ “ความขัดแย้ง”’
แววตาของมาลาไคพลันเย็นเยียบ
‘เราต้อง... ฆ่ากันเอง’
ทันทีที่เขาปักใจในความคิดนั้น ก็เกิดเสียงเคลื่อนไหวบางอย่างทางด้านข้าง
เขาหันขวับ สัญชาตญาณเตือนภัยพร้อมเต็มที่... ก่อนที่เสียงใครบางคนจะดังขึ้น
“โอ๊ย ข้าทนพอแล้ว!”
อีกเสียงสวนกลับทันที ด้วยเสียงกระซิบที่เฉียบคม
“เจ้าเงียบปากบ้างจะได้ไหม?”
“อย่ามาห้ามข้า เจอรอม!” เสียงแรกตะคอกกลับ “จะให้ยืนเกาะผนังอยู่อย่างนี้ไปทั้งวันรึไง!? ฟังนะ ไม่ว่าเจ้าเป็นใคร เรารู้ว่าเจ้าซ่อนตัวอยู่ ออกมาซะ แล้วบอกว่าตัวเจ้าเป็นใครก็พอ!”
เงียบ…
เงียบจนน่ากลัว... ก่อนจะตามมาด้วยเสียงถอนหายใจอย่างไม่เต็มใจ
“ข้าคือเคนดัล ทอรอน” เสียงนั้นเอ่ยแนะนำตน “ผู้สืบสายเลือดโดยตรงจากหนึ่งในตระกูลยิ่งใหญ่แห่งโดม ตอนนี้... เจ้าก็บอกชื่อเจ้ามาได้แล้ว”
คิ้วของมาลาไคขมวดแน่น
‘...ตระกูลทอรอน’
เขารู้จักชื่อนี้ดี
ในโดม ตระกูลที่มีอำนาจแบ่งออกเป็นตระกูลใหญ่และตระกูลยิ่งใหญ่
ตระกูลใหญ่คือผู้ปกครองเขตแดน ส่วนตระกูลยิ่งใหญ่ก็คือผู้ดูแลนครต่าง ๆ และรายงานตรงต่อผู้ปกครอง
หากแซงกวิน ควบคุมสายเลือด ตระกูลทอรอนก็เด่นด้าน การควบคุมกล้ามเนื้อ ด้วยวิธีเหนือมนุษย์
เคนดัลพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่คมกริบ
“เจ้าอยู่แถวผนังนั่น ใช่ไหม?”
สายตามาลาไคหรี่ลง
‘...เขาสัมผัสข้าได้?’
เขารู้สึกแปลกใจ
‘ทำได้อย่างไร…?’
มาลาไคเคยศึกษาข้อมูลของเหล่าตระกูลทั้งใหญ่และยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาว่าง โดยเฉพาะระหว่างที่นั่งรถระยะไกลไปปฏิบัติภารกิจ
แต่เขาไม่เคยเห็นตระกูลทอรอนมีเทคนิคที่เกี่ยวกับการรับรู้พลังในความมืดเลย
พวกเขาเป็นนักรบ... เป็นพวกใช้แรงมากกว่าฝีมือ
‘ต้องเป็นอีกคนแน่’ มาลาไคคิด เขาได้ยินเสียงกระซิบก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน และมีเพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้นที่มีความสามารถละเอียดอ่อนขนาดนั้นในการรับรู้
‘แต่ข้าควรทำอย่างไร?’
เขาชั่งใจ
‘เปิดเผยตัว... หรือแฝงตัวต่อไป?’
เขากำลังเสียเปรียบ... หากก้าวออกไปตอนนี้ก็ไม่ต่างกับยอมมอบตัว
ในหมู่คนที่เขาเห็นในลานกลางป่าก่อนหน้านั้น เขาแทบมั่นใจว่า เขาคือเพียงหนึ่งเดียว... ที่ยังไม่วิวัฒน์
มาลาไคตัดใจจากความคิดนั้น และยืนนิ่งราวกับหิน
เงียบ...
จนกระทั่งเคนดัลพูดขึ้นอีกครั้ง เสียงหงุดหงิดชัดเจน
“แล้วแต่เจ้า ข้าจะถือว่าเจ้าเป็นศัตรู”
“เดี๋ยว เคนดัล อย่าเพิ่ง…” เสียงอีกคนพยายามจะห้าม
“ไม่” เคนดัลสวนทันที พร้อมกับเริ่มเคลื่อนไหว
และในจังหวะนั้น แสงสว่างจ้าก็สาดวาบจากด้านหน้าระยะไกล สว่างวาบจนทุกคนเห็นได้ชัด แต่กลับไม่ได้ส่องทะลุเงามืดในถ้ำแม้แต่น้อย
มาลาไคไม่รอช้า
แค่ช่วงเวลานั้นก็เพียงพอแล้ว
เขาพุ่งตัวออกไปทันที ปล่อยให้สัญชาตญาณเป็นผู้นำ
‘แหล่งกำเนิดแสง... ดีเลย’ ความคิดแล่นเร็วเท่าเท้า ‘ถ้าในกลุ่มนี้มีคนสามารถรับรู้ได้แม้อยู่ในความมืด ข้าไม่มีวันชนะหากซ่อนตัวต่อไป’
ทันใดนั้น พื้นก็เริ่มสั่นสะเทือน
‘พวกเขามาแล้ว’
เขารับรู้ได้ถึงแรงกระแทกของฝีเท้าเคนดัล แต่ละก้าวกระแทกพื้นราวกับแผ่นดินไหว
‘ถ้าเป็นแบบนี้ ข้าถูกจับได้แน่’
การแข่งระหว่างคนวิวัฒน์กับคนธรรมดา… ผลลัพธ์ย่อมรู้กันดี
โดยไม่ลังเล มือของเขาพุ่งไปที่ถุงเล็กข้างเอว เขาหยิบผลปีศาจขึ้นมากัดเต็มแรง
พลังระเบิดขึ้นในชั่วพริบตา กล้ามเนื้อของเขาลุกโชนไปด้วยแรงขับ และความเร็วของเขาก็พุ่งทะยานจนเกือบหายวับไป
เมื่อเขาวิ่งไปถึงแสงสว่างนั้น มันสว่างขึ้นอีกจนน่าตาพร่า... และในวินาทีนั้น ทุกอย่างก็เปิดออกต่อหน้าตา
เขาหยุดกะทันหัน ร่างหอบเล็กน้อยในจังหวะที่พลังจากผลปีศาจกำลังค่อย ๆ จางลง
‘...ห้องโถงขนาดใหญ่’
สายตาของมาลาไคกวาดมองไปรอบตัว เพดานสูงเสียด ผนังหินแกะสลักลวดลายเลือนราง เสาหินใหญ่ตั้งตระหง่านรอบห้อง
แต่เขาไม่รอช้า ร่างเขาพุ่งไปทางด้านข้างในทันที แนบหลังเข้ากับผนังใกล้ประตูทางเข้า
‘พวกเขาจะมา... และในชั่วขณะหนึ่ง จะมองไม่เห็นอะไรเลยเพราะแสงนั้น’
เขาจำได้แม่น แสงสว่างที่บังตาจนประสาทสัมผัสรวนไปหมดก่อนจะเข้าสู่ห้อง
‘พวกเขาจะรู้ว่านี่คือห้องโถง... ก็ต่อเมื่อพ้นแสงนั้นไปแล้ว’
และชั่วขณะสับสนสั้น ๆ นั่น... คือเวลาของเขา
มือหนึ่งกระชับด้ามเคียวแน่น อีกมือแตะอยู่เหนือปืนที่ข้างเอว พร้อมจะชักขึ้นเมื่อถึงเวลา
ดวงตาสีเลือดของเขา จ้องไปยังทางเข้า...
สงบนิ่ง... เยือกเย็น... เฝ้ารอเหมือนสัตว์นักล่า