- หน้าแรก
- ฉันแค่ปลูกผัก แต่ดันเก่งที่สุดในจักรวาล
- บทที่ 22 - การโต้เถียง
บทที่ 22 - การโต้เถียง
บทที่ 22 - การโต้เถียง
ซูเสี่ยวไช่นั่งนิ่งดูว่าพวกเขาจะแก้ตัวอย่างไร
สายตาของเธอเหลือบมองไปที่หมี่เจียลี่ เธอรู้อยู่แล้วว่าคนบางคนใจแคบ หากไม่กำจัดปัญหาที่ต้นเหตุ เรื่องแบบในวันนี้ก็คงเกิดขึ้นจนได้
แต่สำหรับเธอแล้ว ข่าวลือคือสิ่งที่จัดการได้ง่ายที่สุด
“ผมไม่ได้ใส่ร้ายคุณนะ ผมอยู่สภานักศึกษา แต้มสะสมทุกวันต้องผ่านพวกเราก่อนจะส่งออกไป คุณเพิ่งเปิดเทอมแต่มีแต้มสะสมเกือบหนึ่งพันแต้ม หลักฐานมันก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
อู๋ชิงชิงกลั้นหัวเราะไม่ไหวจนหลุดขำออกมา “ฮ่า ๆ ๆ ท่าทางอิจฉาตาร้อนของนายนี่มันดูไม่ได้เลยจริง ๆ”
ชายหนุ่มคนนั้นหน้าแดงก่ำอีกครั้ง เขาอายุ 25 ปีแล้ว แต่ความคิดยังหยุดอยู่ที่ระดับเด็กประถม
“ผมพูดผิดตรงไหน? เพื่อให้มั่นใจว่านักศึกษาทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม ผมถึงต้องพูดออกมาที่นี่ไงล่ะ” สภานักศึกษามีกฎระเบียบระบุชัดเจนว่าห้ามบุคลากรภายในเปิดเผยรายละเอียดแต้มสะสมโดยพลการ
มันก็เหมือนกับทรัพย์สินส่วนตัวของคุณที่คนนอกทำได้แค่คาดเดาและประเมินคร่าว ๆ เท่านั้น หากคนวงในแอบเอาไปพูดข้างนอก ก็ถือว่าละเมิดความเป็นส่วนตัว
เขาอุตส่าห์ยอมเสี่ยงเปิดเผยข้อมูลออกมาแบบนี้ ท่านอธิการบดีควรจะให้คำอธิบายกับเขาได้แล้ว
เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่านักศึกษาใหม่วัย 16 ปีจะไปสร้างผลงานอะไรให้โรงเรียนได้จนมีแต้มสะสมมากมายขนาดนี้
อธิการบดีกุมขมับพลางลูบเคราเบา ๆ เนื้อตรงโหนกแก้มดูเหมือนจะหย่อนคล้อยลงไปอีก แสดงถึงความเหนื่อยหน่ายใจอย่างบอกไม่ถูก
นักศึกษาประหลาด ๆ มีมาให้เห็นทุกปี ตอนเรียนก็ดูมีเหตุมีผลดีอยู่หรอก แต่พอเป็นเรื่องการใช้ชีวิต กลับดูเหมือนคนสมองฝ่อไปเสียอย่างนั้น
ท่านไม่อยากจะอธิบายเลยแม้แต่นิดเดียว
อู๋ชิงชิงเอ่ยอย่างเหลืออด “แต้มสะสมมันถูกส่งเข้าบัญชีส่วนตัว ต่อให้จะโลภอยากได้แต้มแค่ไหน ก็คงไม่มีใครโง่ทำแบบนั้นหรอกค่ะ”
ซิงเหมี่ยวช่วยเสริม “แต้มสะสมของไช่น้อย ได้มาด้วยความสามารถของเธอเอง โดยมีท่านอธิการบดี อาจารย์ และพวกเราเป็นพยาน อย่ามาเอาหลักฐานที่มโนขึ้นมาจากความอิจฉาริษยามาโชว์แถวนี้เลยค่ะ ฉันเริ่มสงสัยแล้วว่าโรงเรียนที่นายเรียนอยู่กับโรงเรียนที่พวกเราเรียนอยู่นี่คือที่เดียวกันหรือเปล่า”
ชายหนุ่มคนนั้นรีบก้มหน้าลงทันที “คือ... คือความจริงผมก็ไม่ได้ตั้งใจนะครับ” เขาเรียนอยู่คณะเกษตรศาสตร์และอยู่หอพักห้องเดียวกับโส่วซิน โส่วซินมักจะพูดจาให้ร้ายซูเสี่ยวไช่ให้เขาฟังบ่อย ๆ นานวันเข้าเขาก็เลยพลอยไม่ชอบซูเสี่ยวไช่ไปด้วย
เขามองเธอไม่ถูกชะตาไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะเวลาที่เธอทำตัวตามสบายต่อหน้าศาสตราจารย์ เขายิ่งรู้สึกเกลียดชังเธอมากขึ้น
แต่ในฐานะที่เป็นคนหูเบา พอโดนอู๋ชิงชิงและซิงเหมี่ยวตอกกลับด้วยเหตุผล เขาก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดขึ้นมาบ้างแล้ว
ซูเสี่ยวไช่รู้สึกระอาในนิสัยของชายคนนี้จริง ๆ ขอเพียงมีใครมาเป่าหูอีก เขาก็คงจะกลับไปเป็นแบบเดิมแน่นอน
เธอไม่ยอมรับคำขอโทษที่ไม่จริงใจ จึงหันไปถามทนายความจางว่า “คุณอาคะ ถ้าหนูแจ้งความ พวกเขาจะต้องรับโทษยังไงบ้างคะ?”
จางรุ่ยข่ายตอบว่า “เมื่อกี้ฝ่ายเทคนิคของอาช่วยตรวจสอบให้แล้วครับ ข่าวลือนี้ถูกส่งต่อกว้า 500 ครั้ง และมีผู้เข้าชมมากกว่า 20,000 คน โดยที่ตัวต้นเรื่องเป็นคนจงใจกดส่งต่อเองด้วย หลักฐานมัดตัวแน่นหนา เข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท หากแจ้งความ ตัวการหลักอาจต้องโทษจำคุกไม่เกิน 6 ปี และทางเราจะยื่นฟ้องแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายทางละเมิดต่อชื่อเสียงของลูกความผมด้วยครับ”
หากเรื่องในโรงเรียนต้องถึงหูตำรวจ สถานการณ์จะเปลี่ยนไปทันที
ไม่ว่านักศึกษาจะถูกหรือผิด ทางโรงเรียนก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย
หากไม่จำเป็น ซูเสี่ยวไช่ก็ไม่อยากให้ท่านอธิการบดีต้องเดือดร้อน เพราะเรื่องนี้มันเกิดจากพฤติกรรมก้าวร้าวทางวาจาของนักศึกษาเพียงไม่กี่คน แม้แต่ตัวเธอเองที่เป็นเป้าหมายยังไม่ทันสังเกตเห็น ต่อให้ท่านอธิการบดีจะมีสามเศียรสิบกรก็คงดูแลไม่ทั่วถึงหรอก
นักศึกษาทั้ง 5 คนเมื่อได้ยินเรื่องติดคุกก็เริ่มหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว
พวกเขารู้ดีว่าข่าวลือทั้งหมดเกิดจากการกุเรื่องขึ้นมาเอง เพราะพวกเขารู้สึกขัดหูขัดตาที่เห็นซูเสี่ยวไช่เข้ากับพวกศาสตราจารย์ได้ดี
ทุกคนต่างก็เป็นนักศึกษาใหม่เหมือนกัน ทำไมเธอถึงได้รับผลประโยชน์จากการสนิทสนมกับศาสตราจารย์เพียงคนเดียวล่ะ?
พวกเขาพยายามจะประจบประแจงศาสตราจารย์บ้าง แต่ท่านกลับไม่สนใจ
ไฟแห่งความอิจฉาริษยาแผดเผาใจจนทำให้ต้องคิดหาวิธีทำลายชื่อเสียงเพื่อระบายความอัดอั้น
พวกเขาไม่อยากติดคุก และไม่อยากถูกไล่ออก
ทางเดียวที่เหลือคือต้องทำให้ซูเสี่ยวไช่กลายเป็นคนที่มีพฤติกรรมเสื่อมเสียให้ได้จริง ๆ
หมี่เจียลี่สะบัดมือแม่ของเธอออก แล้วควักสิ่งที่เธอเรียกว่าหลักฐานมัดตัวออกมา
“ก่อนเปิดเทอม เธอมีเครื่องจักรทำนาครบชุด แถมยังมีหุ่นยนต์รุ่นพิเศษอีก คนที่มาจากดาวขยะอย่างเธอ จะไปเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหนกัน”
“ทุกคนดูนี่สิคะ” หมี่เจียลี่หยิบรูปถ่ายออกมาจากกระเป๋าแล้วชูไปที่หน้ากล้องไลฟ์สด “ก่อนเปิดเทอม เธอออกไปข้างนอกบ่อยมาก และทุกครั้งที่กลับมาตอนกลางคืนก็จะมีรถหรูมาส่งถึงที่ กล้าบอกไหมล่ะว่าเธอไม่ได้ออกไปขายตัวแลกเงินมาน่ะ?”
ซูเสี่ยวไช่ขยับตัวด้วยความเร็วแสง ก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว เธอสะบัดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแรง
“แกกล้าตบฉันเหรอ? ยัยพวกขายตัว...”
ยังพูดไม่ทันจบ ก็โดนตบไปอีกฉากหนึ่ง
“แกตบฉัน แกตบฉัน! ฉันจะฟ้องแก คนในไลฟ์เห็นกันหมดแล้วนะ”
แม่ของหมี่เจียลี่โผเข้าใส่ ตั้งใจจะบังตัวลูกสาวไว้ “พวกแกทำอะไรกันเนี่ย กฎหมายยังมีอยู่ไหม ทำไมถึงกล้าทำร้ายร่างกายคนอื่นแบบนี้”
“ปากยัยนี่มันเหม็นเกินไป สมควรโดนแล้วค่ะ” ซูเสี่ยวไช่หันไปถามเพื่อนร่วมห้องทั้ง 3 คน “พวกพี่เห็นหนูตบเธอไหมคะ?”
เฝิงหว่านซาตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่เห็นค่ะ หน้าเขาพุ่งเข้ามาชนมือเธอเองต่างหาก”
คนในไลฟ์ต่างพากันหัวเราะท้องแข็ง
“ใช่ ๆ ๆ ปากเสียแบบนี้ต้องโดนตบให้เข็ด”
“ตามที่ไอ้หนุ่มนั่นพูด ถ้าผู้หญิงลงจากรถหรูแสดงว่าขายตัว งั้นคนที่ซื้อรถหรูทุกคนก็เป็นพวกระยำหมดเลยสิ?”
“ฉันเพิ่งซื้อรถลอยฟ้าซีรีส์ขนนกรุ่นใหม่มา ฉันเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แล้วทำไมผู้หญิงจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันไม่ได้ล่ะ?”
“หรือจะเป็นไปได้ว่าน้องเขาเดินหลงทางผิดไปจริง ๆ ก็มาจากดาวขยะนี่นา เงินทองคงไม่ค่อยมี”
“จะบ้าเหรอ มาจากดาวขยะแล้วจะไม่มีเงินได้ยังไง พวกที่ทำธุรกิจรีไซเคิลขยะน่ะ รวยกว่าพวกแกที่เป็นมนุษย์เงินเดือนตั้งเยอะนะจะบอกให้”
ยิ่งกระแสความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ผู้ชมในห้องไลฟ์สดก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เรื่องอื้อฉาวในโรงเรียนเตรียมทหาร ใคร ๆ ก็อยากเข้ามาดูเป็นคนแรก
หมี่เจียลี่ตกใจจนรีบมุดหัวไปแอบหลังคนอื่นพลางสะอื้นไห้
เมื่อเห็นลูกสาวถูกรังแก แม่ของหมี่เจียลี่ก็พุ่งเข้าไปหา “ฉันจะสู้ตายกับแก”
พนักงานรักษาความปลอดภัยในห้องอธิการบดีรีบเข้าไปขวางแต่ไม่ทันเสียแล้ว ฝ่ามือของนางกำลังจะฟาดลงบนหน้าของซูเสี่ยวไช่
ซูเสี่ยวไช่ยกมือขึ้นข้างหนึ่ง กดฝ่ามือลงแล้วดึงตัวนางเข้ามาหาเพียงเล็กน้อย ใช้หลักการผ่อนแรงสยบแรงกระแทก ก่อนจะเหวี่ยงร่างที่หนาเตอะนั้นกระเด็นออกไปท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน
ซูเสี่ยวไช่สะบัดข้อมือเบา ๆ เมื่อเห็นนักศึกษาชายร่างสูงข้าง ๆ ทำท่าจะพูดอะไร เธอจึงปรายตามอง “ถ้าไม่อยากให้ฉันแจ้งความก็หุบปากซะ”
ชายหนุ่มคนนั้นรีบปิดปากเงียบกริบทันที ขนาดมนุษย์ป้าหมี่ร่างยักษ์ยังถูกเหวี่ยงจนกระเด็นได้ง่าย ๆ ผู้หญิงที่ป่าเถื่อนขนาดนี้เขาคงสู้ไม่ไหวแน่นอน
พอนึกถึงเรื่องดาวขยะ ซูเสี่ยวไช่ก็แวบคิดถึงเซวียฮุ่ยอี้ขึ้นมา แต่เธอก็รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไป ในเมื่อไม่มีหลักฐานก็ไม่อาจปรักปรำใครมั่ว ๆ ได้
ทุกคนต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อ มนุษย์ป้าหมี่ที่ถูกเหวี่ยงไปตกลงบนโซฟาพอดีนอนโอดครวญพลางกุมเอวด้วยความเจ็บปวด
ซูเสี่ยวไช่นั่งลงตามเดิมด้วยท่าทางสงบนิ่งที่สุด “กลับเข้าเรื่องเถอะค่ะ หนูอยากรู้ว่าที่พวกคุณมาโวยวายเนี่ย ต้องการผลลัพธ์แบบไหนกันแน่ ต้องการบีบให้หนูลาออก หรืออยากจะทำลายชื่อเสียงหนูให้ย่อยยับไปเลยล่ะคะ?”
โโส่วซินเอ่ยอย่างไม่แยแส “ทำลายชื่อเสียงอะไรกัน อย่ามาทำเป็นไขสือทำตัวน่าสงสารหน่อยเลย แน่จริงเธอก็พิสูจน์ตัวเองสิ”
“ทำไมหนูต้องไปพิสูจน์เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นด้วยล่ะคะ แบบนี้ถ้ามีใครมาพูดจาให้ร้ายหนู หนูไม่ต้องวิ่งวุ่นหาหลักฐานมาหักล้างเรื่องที่พวกคุณกุขึ้นมาเองทุกครั้งเลยเหรอคะ? มันไม่ดูปัญญาอ่อนไปหน่อยเหรอคะ?” คำพูดของซูเสี่ยวไช่ทำให้บรรยากาศในห้องดูประหลาดขึ้นมาทันที
นั่นสิ ถ้าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง แล้วจะเอาอะไรมาพิสูจน์ล่ะ
แม่ของโส่วซินช่วยพยุงแม่ของหมี่เจียลี่ลุกขึ้น แล้วดึงตัวลูกชายไว้ “พอเถอะลูก จบแค่นี้เถอะ”
แม่ของหมี่เจียลี่ไม่ยอม “จะจบง่าย ๆ แบบนี้ได้ยังไง ลูกสาวฉันยังต้องเรียนอยู่ที่นี่นะ”
“แล้วยังไงล่ะ เราจะมาทำตัวก้าวร้าวต่อหน้าทุกคนเพื่อให้เด็กต้องถูกไล่ออกงั้นเหรอ? การเอาเรื่องส่วนตัวของคนอื่นมาประจานในที่สาธารณะมันก็เกินไปมากแล้วนะ” แม่ของโส่วซินเป็นคนช่างสังเกต เธอรู้ดีว่าเวลาลูกหลานทำผิดจะมีท่าทางอย่างไร และตอนนี้เธอก็เริ่มสัมผัสได้ว่าเรื่องนี้มันชักจะดูไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว
เธอไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้บานปลายไปมากกว่านี้ได้ และต้องการจะจบละครฉากนี้ที่เกิดจากฝั่งผู้ปกครองลงเสียที
เธอส่งสัญญาณสายตาให้แม่ของหมี่เจียลี่บอกเป็นนัยว่าอย่าพูดอะไรอีก
โส่วซินกำลังหาเรื่องป่วนเพื่อทำลายชื่อเสียงของซูเสี่ยวไช่
ถ้าเป็นที่อื่นข้างนอก เธออาจจะพอช่วยลูกชายได้บ้าง
แต่ในเมื่อคนจากสำนักงานทนายความไค่เท่อนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย ไม่มีทางที่เธอจะทำสำเร็จแน่นอน
แม่ของโส่วซินพยายามปั้นหน้านิ่งแล้วเอ่ยอย่างเป็นมิตรที่สุดว่า “คุณซูคงมีความสามารถพิเศษถึงได้รับคำชมจากอาจารย์ พวกเราเองที่เป็นฝ่ายหูเบาเชื่อข่าวลือ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ต่อให้คุณซูจะทำอะไรไปจริง ๆ ก็คงจะมีเหตุผลส่วนตัว พวกเราต้องขอโทษจริง ๆ ค่ะ ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด งั้นก็ตกลงกันด้วยดีตรงนี้เลยแล้วกันนะคะ พวกเราจะขอตัวกลับเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
ผู้ปกครองคนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากันไปมา
คนที่เป็นต้นคิดพากันมาโวยวายก็คือแม่ของโส่วซิน แล้วทำไมจู่ ๆ เธอถึงได้ถอยคนแรกแบบนี้ล่ะ?
คนที่เหลือจึงเริ่มหดคอลงและไม่อยากอยู่ต่อเหมือนกัน “งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ?”
ในเมื่อศัตรูต้องการสงบศึก แต่ซูเสี่ยวไช่กลับไม่ยอม “ห้ามไปนะคะ แม้จะไม่มีหลักฐานโดยตรงที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของหนูได้ตอนนี้ แต่หนูมีหลักฐานทางอ้อมนะคะ พวกคุณทุกคนที่มาใส่ร้ายหนูยังไม่ได้ขอโทษและยังไม่ได้รับบทลงโทษเลย จะมาก็มา จะไปก็ไปเนี่ยนะ เห็นหนูเป็นคนรังแกง่ายนักเหรอคะ?”
เมื่อกี้พวกเขายังไล่ต้อนเธอไม่หยุด ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ซูเสี่ยวไช่เองก็ไม่คิดจะปล่อยคนที่ชอบปล่อยข่าวลือไปง่าย ๆ เหมือนกัน
การกุข่าวลือต้องมีราคาที่ต้องจ่าย
ทุกคนในห้อง: ก็เมื่อกี้เธอบอกเองว่าไม่ต้องการพิสูจน์ตัวเองนี่นา
จางรุ่ยข่ายยิ้มพลางเอ่ยว่า “การกระทำและคำพูดของพวกคุณได้สร้างความเสียหายให้กับลูกความของผม หากพวกคุณหนีไปตอนนี้ หนังสือบอกกล่าวทวงถามจากทนายจะถูกส่งตรงไปถึงบ้านพวกคุณทันทีครับ”
“นั่นสิคะ คนจากดาวขยะอย่างหนู ก็พอจะมีเงินอยู่บ้าง ไม่รังเกียจหรอกค่ะถ้าจะต้องขึ้นศาล” ซูเสี่ยวไช่ปั้นรอยยิ้มแบบเดียวกับทนายความของเธอออกมา
ทุกคนในห้อง: “...” ยัยนี่เป็นปีศาจหรือเปล่าเนี่ย?
คนในห้องไลฟ์สดต่างพากันเชียร์ทนายความจางอย่างคึกคัก เอาเลย ๆ เล่นแบบนี้แหละ พวกเขาอยากรอดูตอนจบจะแย่อยู่แล้ว
ในตอนนั้นเอง อธิการบดีก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายผิดก็ตาม หากพวกคุณไม่อยากให้เรื่องของนักศึกษากลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ ทางที่ดีควรจะปิดการถ่ายทอดสดลงเสียก่อนนะครับ”
สายตาที่แฝงความนัยของท่านอธิการบดีไม่ได้ทำให้ผู้ปกครองที่เปิดไลฟ์สดสำนึกได้เลย เขายังคงทำตามใจตัวเองต่อไป
แม่ของโส่วซินหันไปตะคอกใส่เขา “ปิดไลฟ์เดี๋ยวนี้!”
“ไม่ปิด คุณมาขู่ฉันเหรอ ฉันไม่กลัวหรอก โรงเรียนพวกคุณมีคนเยอะขนาดนี้ ถ้าปิดไลฟ์แล้วเกิดรุมยำฉันขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ ฉันน่ะใจสะอาดไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น เพื่อจะทวงความเป็นธรรมให้ลูก ก็ต้องทวงแบบเปิดเผยนี่แหละ จะปล่อยให้สังคมมีตัวกาลกิณีมาทำลายสิ่งแวดล้อมที่ดีของเด็ก ๆ ไม่ได้หรอก ผู้หญิงนี่มันผมยาวแต่สมองสั้นจริง ๆ”
“ฉันบอกให้ปิดก็ต้องปิดสิ”
ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน คนหนึ่งยืนกรานจะทำหน้าที่เป็นผู้ผดุงความยุติธรรม อีกคนหนึ่งคำนึงถึงอนาคตของลูกจึงพยายามจะปิดไลฟ์สดให้ได้
หลังจากเถียงกันได้ไม่กี่คำ แม่ของโส่วซินก็ไม่สนใจความมีหน้ามีตาอีกต่อไป เธอโผเข้าใส่อุปกรณ์ไลฟ์สดหวังจะปิดมันให้ได้
“แกมันบ้าไปแล้ว” ผู้ปกครองที่เปิดไลฟ์สดเป็นชายร่างใหญ่ ใบหน้าแบนราบ เมื่อโกรธขึ้นมาดูน่ากลัวเหมือนปีศาจ เขาออกแรงผลักจนนางล้มลงกับพื้น
“ก็เธอนั่นแหละที่มาบอกอย่างมั่นใจว่าการมีอยู่ของซูเสี่ยวไช่จะส่งผลต่อการเรียนของลูกชายเธอ ฉันถึงได้ยอมตามมาด้วย ถ้าวันนี้ไม่ได้คำอธิบายที่ชัดเจน อย่าหวังว่าฉันจะปิดไลฟ์”
แม่ของโส่วซินเถียงกลับ “ตอนมาเราไม่ได้ตกลงกันว่าจะเปิดไลฟ์นะ”
“ตอนฉันเริ่มเปิดเธอก็ไม่ได้ห้ามนี่นา”
“ถ้าฉันห้ามแล้วแกจะเลิกเปิดเหรอ? แกมันก็แค่คนจนที่อยากดังจนเป็นบ้าไปแล้วนั่นแหละ”
“แกคิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหนกัน วัน ๆ เอาแต่อวดนั่นอวดนี่ ทำตัวยั่วยวนไปทั่ว นังผู้หญิงร่านเอ๊ย”
“กรี๊ด!” แม่ของโส่วซินกรีดร้องลั่น “หุบปากเดี๋ยวนี้ หุบปาก!”
แค่ด่าไม่พอ คราวนี้ถึงขั้นตบตีกันต่อหน้าสาธารณชน
ฝ่ายชายแม้จะตัวใหญ่แต่พละกำลังกลับไม่ได้มากนัก แม่ของโส่วซินระดมฟาดเข้าใส่ไม่ยั้ง จนทั้งคู่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันนัวเนียไปหมด
พนักงานรักษาความปลอดภัยเตรียมพร้อมอยู่แล้ว จึงรีบกรูเข้าไปดึงทั้งสองคนแยกออกจากกัน
ทรงผมที่เคยเซตมาอย่างดีของแม่โส่วซินตอนนี้ยุ่งเหยิงเหมือนรังนก ส่วนชายหน้าแบนก็หอบหายใจอย่างรุนแรงพลางพ่นคำหยาบคายออกมาไม่หยุดหย่อน
หลังจากได้ดูละครน้ำเน่าไร้สาระไปหนึ่งฉาก ซูเสี่ยวไช่ก็หาวออกมาอย่างสุภาพ ด้วยความที่พักผ่อนน้อยทำให้ขอบตาเธอมีรอยคล้ำดูโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
“ทะเลาะกันเสร็จแล้วเหรอคะ? ความจริงแล้วเรื่องปิดไลฟ์หรือไม่น่ะมันไม่สำคัญหรอกค่ะ ขอแค่พวกคุณยอมรับในสิ่งที่ทำลงไปและขอโทษอย่างจริงใจ เรื่องมันก็จบแล้ว แต่พวกคุณยังดึงดันจะหาว่าหนูเป็นคนไม่ดี เรื่องมันก็เลยยิ่งบานปลายไปกันใหญ่ จะทำไปเพื่ออะไรคะ?”
จริงด้วยสิ คนนอกที่อยู่ในเหตุการณ์ทุกคนต่างก็เห็นด้วยกับคำพูดของซูเสี่ยวไช่ บรรดาผู้ปกครองทำเรื่องจนกลายเป็นเรื่องวุ่นวายไปหมด
ผู้ปกครองเองก็เสียหน้า ส่วนโรงเรียนเตรียมทหารก็ตกที่นั่งลำบาก
อธิการบดีเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ในชีวิตคนเรา ไม่มีทางเลือกไหนที่จะถูกต้องไปเสียทุกอย่าง การพูดจาร้าย ๆ บางครั้งก็อาจจะไม่ใช่เจตนาที่แท้จริง แต่ใครถูกใครผิดพวกคุณย่อมรู้อยู่แก่ใจ อะไรที่ควรทำก็จงทำเสียเถอะ อย่าให้ต้องมานั่งเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองในภายหลังเลย”
คำพูดของท่านอธิการบดีทำให้หลายคนต้องกลับไปขบคิด
ในบรรดานักศึกษาทั้ง 5 คน เริ่มมีบางคนรู้สึกเสียใจที่ไปร่วมผสมโรงโพสต์ข้อความแย่ ๆ ในอินเทอร์เน็ต
ผ่านไปครู่ใหญ่ นักศึกษาชายคณะหุ่นรบคนหนึ่งก็ลุกขึ้นยืน
เขาบีบขากางเกงด้วยความประหม่า ก่อนจะก้มหัวขอโทษอย่างนบนอบและรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมาว่า “ขอโทษครับ ความจริงผมไม่รู้จักคุณเลย ผมแค่หูเบาเชื่อคำพูดคนอื่นโดยไม่ได้ตรวจสอบ และด้วยความรู้สึกอิจฉาลึก ๆ ในใจ ผมเลยไปโพสต์ข้อความที่ไม่ดีถึงคุณในอินเทอร์เน็ต ผมเป็นฝ่ายผิดเองครับ ผมไม่กล้าขอให้คุณยกโทษให้ แต่ผมรู้สึกว่าผมจำเป็นต้องขอโทษคุณจริง ๆ ครับ”
นักศึกษาคณะหุ่นรบอีกคนโวยวายขึ้นมา “เฮ้ย ฉันแค่บอกว่ายัยนี่มีปัญหา ไม่ได้กุเรื่องส่งเดชไปโพสต์ลงเน็ตเหมือนนายสักหน่อยนะ”
“แต่นายบอกกับฉันเองไม่ใช่เหรอว่า เห็นยัยเด็กนี่สนิทกับศาสตราจารย์เกินไป ต้องมีความลับสกปรกแน่ ๆ แถมยังบอกว่าเห็นเธอลงมาจากรถหรูด้วย เด็กที่เคยคุ้ยขยะพอมาถึงโส่วตูซิงก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ฉันก็เลยเข้าใจผิดไปตามที่นายบอกนั่นแหละ”
เขารู้ตัวว่าทำผิดจึงยอมขอโทษและพร้อมจะแก้ไข กว่าจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้มันลำบากแค่ไหน เขาไม่อยากให้อนาคตต้องมาจบสิ้นลงตรงนี้
เขาเหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีก็จะเข้าสู่สังคมวัยทำงานแล้ว ถึงตอนนั้นใครจะไปจำเรื่องที่เขาเคยนินทาคนอื่นได้ล่ะ
ขอเพียงแค่อดทนให้ผ่านช่วงนี้ไปได้โดยไม่มีรอยด่างพร้อยในประวัติ เขาก็สามารถก้าวขึ้นเป็นบุคลากรชั้นนำของสังคมได้ตามปกติ
ชายหนุ่มคนนี้คิดได้ทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าซูเสี่ยวไช่จะมีพฤติกรรมเสื่อมเสียจริงหรือไม่ ขอเพียงเขาขอโทษ ทุกอย่างก็จะคลี่คลายลงเอง และเขาก็แค่พูดความจริงในส่วนของเขาเท่านั้น
ข้อความในหน้าไลฟ์สดหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว:
“กระจ่างแล้วจ้า ฉันว่าแล้วเชียวว่าน้องผู้หญิงเขาถูกใส่ร้าย”
“แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไม่มีรอยร้าวหรอกนะ”
“ความเห็นข้างบนนี่พล่ามเรื่องไร้สาระอะไรคะ? น้องเขาอยู่ในโรงเรียนดี ๆ ก็โดนใส่ร้ายป้ายสี คุณยังมีหน้ามาพูดเรื่องไข่อีกเหรอ? ไข่มันผิดตรงไหนคะเนี่ย”
“ฉากที่ผู้ใหญ่สองคนตบตีกันเมื่อกี้คือตำนานมากค่ะ ทั้งข่วนหน้า ทึ้งหัว จิ้มจมูก สู้กันได้สูสีมาก ฉันขำจนท้องคัดท้องแข็งเลย”
“อะไรนะ ฉันพลาดอะไรไปเหรอ มีใครอัดวิดีโอไว้บ้างไหม?”
“อย่ามาเติมเชื้อไฟสิคะ เรื่องตบตีกันมันไม่ใช่เรื่องดีนะ ทุกคนช่วยเผือกกันอย่างมีสติด้วยค่ะ”
“สุดยอด คดีพลิกแล้วจ้า ผู้ชายตัวโตสองคน ทำไมถึงต้องมาคอยจิกกัดน้องผู้หญิงขนาดนี้ด้วยนะ”
“ฉันเชียร์ทีมน้องผู้หญิงค่ะ ลงคะแนนให้เลยว่าเธอชนะแน่นอน”
“ก็ไม่แน่นะคะ น้องผู้หญิงเขาก็ยังไม่มีหลักฐานมาหักล้างสิ่งที่ฝ่ายชายพูดเลยนี่นา มันก็แค่ดูเหมือนเป็นการชี้นำไปในทางที่ผิดเท่านั้นเอง”
“ชี้นำผิดน่ะมันยังไม่พออีกเหรอคะ? ขนาดฉันยังเคยนั่งแท็กซี่ที่เป็นรถหรูเลย แบบนี้ถ้าฉันลงจากรถมาฉันก็เป็นฝ่ายผิดด้วยเหรอคะ”
“ในที่สุดฉันก็นึกออกแล้วว่าน้องผู้หญิงคนนี้เป็นใคร เธอคือคนที่เคยดังเรื่องเก็บพืชผักจากสถานีขยะเมื่อช่วงก่อนไงคะ”
“จำได้แล้วค่ะ ฉันเคยดูวิดีโอของเธอ เธอตั้งใจทำคอนเทนต์ดีมากเลยนะ”
“ขนาดโดนใส่ร้าย เธอก็ยังมุ่งมั่นทำงานในส่วนของตัวเอง ไม่ยอมให้พวกจ้องทำลายมามีอิทธิพลต่อใจเลย เป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ ค่ะ”
“รู้หน้าไม่รู้ใจนะคะ น้องเขาสวยขนาดนี้ ถ้าขัดสนเรื่องเงินขึ้นมา แล้วไปหาเศรษฐีข้างนอก คงมีคนพร้อมจะเปย์ไม่อั้นแน่นอนค่ะ”
“ความจริงน้องเขาน่ารักขนาดนี้ จะมีแฟนรวยก็ไม่เห็นแปลกนี่คะ ไม่เห็นต้องคิดอะไรให้ซับซ้อนเลย”
“มาอีกแล้ว ๆ ผู้หญิงสวยหาเงินได้ต้องแปลว่าขายตัวเสมอไปเลยเหรอคะ?”
“อย่าลากเรื่องนี้ไปเป็นประเด็นความต่างระหว่างเพศเลยค่ะ”
ในโลกอินเทอร์เน็ตต่างฝ่ายต่างมีความเห็นที่แตกต่างกันไป ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานมัดตัวที่ชัดเจน ซูเสี่ยวไช่ก็ยังคงต้องแบกรับความอยุติธรรมจากข่าวลือนี้ต่อไป เพราะยังมีคนบางกลุ่มที่มองว่าคำพูดที่แฝงการชี้นำของนักศึกษาชายคนนั้นก็พอจะมีน้ำหนักอยู่บ้าง
ผ่านทั้งการตบตีและการโต้เถียงกันมาเนิ่นนาน แต่นักศึกษาทั้ง 5 คนกลับมีเพียงคนเดียวที่ยอมเอ่ยปากขอโทษ
ซูเสี่ยวไช่ถามคนที่เหลืออีก 4 คนซ้ำอีกครั้ง “แล้วพวกคุณล่ะคะ?”
แม่ของโโส่วซินหันไปมองลูกชาย แต่โโส่วซินกลับเบือนหน้าหนีด้วยความขลาดเขลา การจะให้เขาเอ่ยคำขอโทษมันดูจะยากยิ่งกว่าความตายเสียอีก
แม่ของหมี่เจียลี่กุมมือลูกสาวไว้แน่น “ลูกจ๊ะ ลูกน่ะเป็นเด็กดีมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยหาเรื่องใคร แม่เชื่อลูกนะ”
เธอยังคงยืนกรานว่าลูกสาวของเธอดีที่สุด ต่อให้ในใจลึก ๆ จะเริ่มรู้ความจริงบ้างแล้ว แต่นางก็ยังปักใจเชื่อว่าที่ลูกสาวทำไปก็เพราะทนเห็นเพื่อนร่วมชั้นทำตัวโอหังเกินไปไม่ได้ จึงต้องลุกขึ้นมาตอบโต้บ้าง
หมี่เจียลี่ที่ตอนแรกหวาดกลัวจนตัวสั่นและพยายามทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำลงไป พร้อมกับมีเหงื่อซึมออกมาที่ฝ่ามือเพราะกลัวว่าซูเสี่ยวไช่จะแจ้งความดำเนินคดี
แต่เมื่อได้รับกำลังใจจากแม่ เธอก็เริ่มมีความมั่นใจกลับคืนมา
ไม่ต้องกลัวหรอก ก็แค่ไปฟ้องพ่อแม่นิดหน่อย แล้วก็แสดงความคิดเห็นที่ดูจะไม่มีพิษมีภัยในอินเทอร์เน็ตบ้าง ไม่ได้ทำเรื่องร้ายแรงอะไรสักหน่อย ไม่จำเป็นต้องขอโทษเลยด้วยซ้ำ
ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด เธอไม่กล้าแจ้งความหรอก และเธอก็คงไม่มีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้แน่ หมี่เจียลี่พยายามตอกย้ำความคิดนี้ในใจซ้ำ ๆ
ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นและจ้องมองซูเสี่ยวไช่อย่างท้าทาย
เมื่อไม่ได้รับคำขอโทษ ซูเสี่ยวไช่ก็ไม่คิดจะเกรงใจอีกต่อไป เธอหันไปถามท่านอธิการบดีว่า “ท่านอธิการคะ หนูหวังว่าหลังจากที่หนูพูดจบ ท่านจะช่วยไปดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงดูว่าสิ่งที่หนูพูดเป็นความจริงหรือไม่ หากเป็นเรื่องจริง หนูขอให้คนทั้ง 4 คนที่จงใจชี้นำให้คนอื่นเข้าใจผิดและบิดเบือนความเป็นจริงนี้ ออกมาขอโทษหนูต่อหน้าคนทั้งโรงเรียนอย่างเป็นทางการ และให้มีการลงโทษทางวินัยโดยการบันทึกประวัติความผิดไว้ พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายจากการทำลายชื่อเสียงของหนูในช่วงที่ผ่านมาด้วยค่ะ สำหรับคนที่ยอมขอโทษแล้ว ก็ต้องแจ้งให้คนทั้งโรงเรียนทราบด้วยว่าเขาได้ทำอะไรลงไปบ้าง ส่วนผู้ใหญ่ทั้ง 5 ท่านนี้ หนูจะไม่แจ้งความเอาผิดในตอนนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหนูจะปล่อยไปเฉย ๆ นะคะ เพียงแต่หนูไม่อยากให้ทางโรงเรียนต้องลำบากใจ เพราะฉะนั้นหนูจึงขอเรียกร้องว่า ตลอดระยะเวลาที่หนูยังเรียนอยู่ที่นี่ ห้ามให้คนกลุ่มนี้ก้าวเท้าเข้ามาในเขตรั้วโรงเรียนอีกเด็ดขาดค่ะ”
อธิการบดีพยักหน้าเห็นด้วยทันที นักศึกษาคนนี้ช่างมีใจที่กว้างขวางนัก เธอไม่ได้เรียกร้องให้ไล่คนพวกนี้ออก และไม่ได้เรียกร้องให้เหล่าผู้ปกครองต้องได้รับบทเรียนที่รุนแรงเกินไป
วิธีการจัดการปัญหาที่สงบเรียบง่ายแบบนี้ ทำให้อธิการบดีรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก
[จบบท]