- หน้าแรก
- ฉันแค่ปลูกผัก แต่ดันเก่งที่สุดในจักรวาล
- บทที่ 21 - ข่าวลือ
บทที่ 21 - ข่าวลือ
บทที่ 21 - ข่าวลือ
งบประมาณของคณะเกษตรศาสตร์นั้นมีเหลือเฟือ แต่การจะใช้เงินของคณะต้องผ่านขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างจากบริษัทที่จดทะเบียนถูกต้อง ต้องมีการออกใบกำกับภาษี เขียนรายงาน และผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากอีกมากมาย
ศาสตราจารย์หลี่จึงกระซิบเบา ๆ ว่า “นี่... ถ้าครูอยากจะขอซื้อเจ้าเครื่องจิ๋วนี่เป็นการส่วนตัว เธอพอจะขายให้ได้ไหมจ๊ะ?”
ซูเสี่ยวไช่เอ่ยด้วยความแปลกใจ “ศาสตราจารย์ไม่กลัวเหรอคะว่าหนูจะเป็นแค่มือสมัครเล่น แล้วของจะไม่มีคุณภาพน่ะค่ะ”
ศาสตราจารย์หลี่บอกกับเธอว่า “เครื่องมือวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนเราน่ะ ร้อยละ 20 ก็เป็นผลงานของนักศึกษาทั้งนั้นแหละจ้ะ ถ้ามีปัญหาครูก็แค่ตามตัวคนทำก็จบ เรื่องแค่นี้เธอคงไม่หนีไปไหนหรอกจริงไหม”
ให้ตายเถอะ ศาสตราจารย์ในโรงเรียนนี้ช่างเจ้าเล่ห์กันทุกคนเลยจริง ๆ
การซื้อของจากนักศึกษาไม่เพียงแต่จะได้ราคาถูก แต่ยังได้รับการรับประกันหลังการขาย หากมีเครื่องขัดข้องตรงไหนก็สามารถเรียกให้ซ่อมได้ฟรี มีแต่ได้กับได้ชัด ๆ
ซูเสี่ยวไช่เริ่มลังเล เงินที่มีอยู่ในมือตอนนี้ยังไม่พอที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมสิทธิบัตรในระยะเริ่มต้น และเธอไม่อยากจะขอเงินก้อนนี้จากซูเหล่าตี้อีก
ส่วนเงิน 30,000 หยวนที่พกติดตัวมา ก็คือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเท่านั้น
หากเทียบกับเด็กที่มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง เงินจำนวนนี้ก็นับว่ามากมหาศาลแล้ว
ซูเหล่าตี้เองก็อายุยังไม่มาก และเขาก็มีงานอดิเรกของตัวเอง ซึ่งงานอดิเรกนั้นก็ใช้เงินเปลืองไม่ใช่น้อย
ในเมื่อต้องใช้เงิน การใช้เงินที่หามาได้ด้วยตัวเองย่อมรู้สึกภูมิใจกว่า
ซูเสี่ยวไช่จึงลองหยั่งเชิงดู “ตอนนี้หนูไม่มีเครื่องสำรองเลยค่ะ และการสร้างแต่ละเครื่องก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ศาสตราจารย์จะรังเกียจไหมคะถ้าต้องรอสักครึ่งเดือน”
ศาสตราจารย์หลี่ย่อมสนับสนุนให้นักศึกษามีรายได้เสริมอยู่แล้ว “ไม่รังเกียจจ้ะ เธอว่างเมื่อไหร่ค่อยทำมาส่งให้ครูก็ได้ ครูให้ค่าแรงเครื่องละ 20,000 หยวน พอไหม? เบื้องต้นขอ 10 เครื่องก่อนนะ”
“พอค่ะ พอแน่นอน ไม่ต้องให้เยอะขนาดนั้นก็ได้ค่ะ แต่หนูยังไม่มีวัสดุ และหนูยังออกไปซื้อข้างนอกไม่ได้ อีกอย่างแต้มสะสมก็ไม่พอที่จะขอใช้ห้องอุปกรณ์ของโรงเรียนด้วย ถ้าศาสตราจารย์ช่วยจัดการเรื่องพวกนี้ให้ได้ หนูไม่มีปัญหาค่ะ”
ตารางเรียนของซูเสี่ยวไช่ถูกจัดสรรไว้เรียบร้อยแล้ว ขอเพียงไร่นาไม่มีปัญหา และทางสำนักงานทนายความไม่ติดต่อมา เธอก็จะมีเวลาว่างเหลือเฟือสำหรับการฝึกพลังปราณ เพื่อหวังว่าสักวันจะสูงเกิน 170 เซนติเมตรให้ได้
“แต้มสะสมของพวกเราน่ะมีเหลือเฟือทุกปี เธอเอาไปใช้ได้ตามสบายเลย ส่วนเรื่องวัสดุเดี๋ยวครูจะจัดการสั่งเข้ามาให้เอง” ศาสตราจารย์หลี่เอ่ยเย้า “วันหลังถ้าเครื่องมีปัญหา ครูจะไม่ตามหาเด็กคณะอื่นแล้วนะ จะตามหาแค่เธอคนเดียว”
ไม่ต้องควักเงินซื้อวัสดุเอง แถมยังมีคนช่วยหาของให้ การต้องเป็นช่างซ่อมฟรีให้ศาสตราจารย์สัก 2-3 ปี ก็นับว่าคุ้มค่ามาก
ซูเสี่ยวไช่ตอบตกลง “ได้ค่ะ ขอบคุณที่เมตตานะคะศาสตราจารย์ หนูจะรีบทำให้เสร็จเร็วที่สุดค่ะ”
“ค่อย ๆ ทำไปเถอะ ไม่ต้องรีบ” จากนั้นศาสตราจารย์หลี่ก็พาเธอไปดูไร่ทดลองของท่าน
ไร่ของศาสตราจารย์กับไร่ของนักศึกษานั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ในแง่ของพื้นที่นั้นกว้างใหญ่กว่าหลายเท่าตัวนัก
กว้างจนสุดลูกหูลูกตา มีเรือนกระจกนับร้อยหลัง และห้องควบคุมอุณหภูมิอีก 5 อาคาร
ช่างมั่งคั่งและอลังการเหลือเกิน ซูเหล่าตี้สร้างห้องกระจกควบคุมอุณหภูมิหลังเล็ก ๆ ยังต้องใช้เงินหลายแสนหยวน แถมเครื่องมือส่วนใหญ่ยังต้องประดิษฐ์ขึ้นเองด้วย
โรงเรียนที่สร้างห้องควบคุมอุณหภูมิขนาดใหญ่แบบนี้ได้ ไม่รู้ว่าต้องทุ่มเงินมหาศาลขนาดไหน
ดูเหมือนโรงเรียนเตรียมทหารจะมีความตั้งใจจริงในการปั้นบุคลากรทางด้านเกษตรศาสตร์
ในไร่มีบรรดารุ่นพี่วิ่งวุ่นทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ทันทีที่เห็นศาสตราจารย์หลี่ ทุกคนต่างก็แววตาเป็นประกาย และรีบวิ่งกรูเข้ามาหาทันที
เนื่องจากแต่ละคนวิ่งกันมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เครื่องหน้าบนใบหน้าบิดเบี้ยวจนดูเหมือนพวกซอมบี้ในวันสิ้นโลกไม่มีผิด
ศาสตราจารย์หลี่กลับยืนไพล่มืออย่างสงบนิ่ง ราวกับเห็นภาพแบบนี้จนชินตาแล้ว
นักศึกษาคนแรกที่วิ่งมาถึงรีบชูสองนิ้วเพื่อแสดงความเป็นผู้ชนะ และได้รับสิทธิ์ในการถามคำถามก่อนใคร
คนที่ตามมาทีหลังต่างพากันเสียดาย และสงสัยว่าเจ้านี่แอบไปฝึกวิ่งมาหรือเปล่า เมื่อครู่ยังอยู่อีกฝั่งของไร่แท้ ๆ พริบตาเดียวก็มาถึงตัวศาสตราจารย์แล้ว
นักศึกษาคนแรกเข้าไปห้อมล้อมศาสตราจารย์เพื่อถามปัญหา ซูเสี่ยวไช่มองดูนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่กำลังเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
นักศึกษารุ่นแรกเหล่านี้ เพราะยังขาดประสบการณ์ในการทำนา และไม่มีรุ่นพี่ให้ปรึกษา จึงจำเป็นต้องพึ่งพาคำชี้แนะจากศาสตราจารย์อย่างมาก
วิชาเกษตรศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติจริง ข้อมูลหลายอย่างไม่สามารถหาได้ง่าย ๆ จากในอินเทอร์เน็ต ต่อให้ไปค้นคว้าในห้องสมุด หากเปิดหนังสือไม่ถูกเล่มก็ยากที่จะหาทางแก้ปัญหาได้
ดังนั้นเมื่อเจอศาสตราจารย์ พวกเขาจึงรุมล้อมราวกับสุนัขที่เห็นซาลาเปาเนื้อและไม่ยอมปล่อยไปง่าย ๆ
ศาสตราจารย์หลี่ยิ้มแย้มและคอยตอบคำถามให้นักศึกษา พร้อมกับแนะนำซูเสี่ยวไช่ให้ทุกคนรู้จัก “นี่คือรุ่นน้องของพวกเธอ พื้นฐานแน่นมาก และที่บ้านก็ทำไร่เหมือนกัน วันหลังพวกเธอมีอะไรก็มาแลกเปลี่ยนความรู้กันได้นะ”
ซูเสี่ยวไช่แอบกระแอมเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยทักทายอย่างอ่อนหวาน “สวัสดีค่ะรุ่นพี่ทุกคน”
การพบกันของทั้งสองฝ่ายเป็นไปด้วยความประทับใจ เหล่ารุ่นพี่ที่มาช่วยงานในไร่ทดลองของศาสตราจารย์ล้วนเป็นคนที่มีอุดมการณ์ทางด้านการเกษตรทั้งสิ้น
พวกเขามีความมุ่งมั่นและคลั่งไคล้ในการศึกษาวิจัยพืชผล
ซูเสี่ยวไช่ชอบบรรยากาศการเรียนรู้แบบนี้มาก และอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
เธอจึงเริ่มใช้ทักษะการเข้าสังคมที่ยอดเยี่ยมของเธออีกครั้ง
“พี่สาวคะ ข้าวโพดที่พี่ปลูกเมล็ดเต่งตึงมากเลยค่ะ มีเทคนิคการดูแลยังไงคะ ขอหนูแลกข้อมูลติดต่อไว้ปรึกษาหน่อยได้ไหมคะ?”
“หนูเคยเห็นพืชชนิดนี้ค่ะ ไว้ว่าง ๆ พวกเรามาแลกเปลี่ยนความรู้กันนะคะ”
“หนูรู้จักโรคนี้ค่ะ มันคือการติดเชื้อราเขม่าดำ ต้องใช้...”
เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง เธอก็สามารถแทรกซึมเข้าสู่กลุ่มวิชาการของนักศึกษารุ่นก่อนในคณะเกษตรศาสตร์ได้สำเร็จ
ซูเสี่ยวไช่ที่มีประสบการณ์การทำนามาอย่างยาวนาน ทำให้มีคนเริ่มตั้งคำถามในกลุ่มอย่างต่อเนื่อง
และไม่ว่าพวกเขาจะถามอะไร ซูเสี่ยวไช่ก็สามารถตอบได้เกือบทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช ผัก ผลไม้ หรือไม้ดอก ซูเสี่ยวไช่สัมผัสคลุกคลีมานานถึง 10 ปี เมื่อรวมกับประสบการณ์การเรียนรู้สะสมจากชาติก่อน เธอจึงสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนได้แบบสบาย ๆ
ผ่านไปไม่นาน ซูเสี่ยวไช่ก็กลายเป็นดั่งยาคลายเครียดสารพัดประโยชน์ของพวกเขาไปโดยปริยาย หากใครมีปัญหาอะไรก็จะแท็กชื่อเธอเพื่อสอบถามในกลุ่มทันที
ศาสตราจารย์หลี่ที่แอบเก็บงำความเก่งกาจของลูกศิษย์คนนี้ไว้นั่งจิบชาอยู่ในห้องควบคุมอุณหภูมิอย่างสบายใจ รู้สึกว่าภาระบนบ่าเบาบางลงไปมาก
หลังจากที่ได้คุยกับซูเสี่ยวไช่ ศาสตราจารย์หลี่ก็รู้ทันทีว่าเด็กคนนี้มีความรู้ที่ลึกซึ้ง และที่ท่านยอมควักเงิน 20,000 หยวนซื้อเครื่องมือจากเธอก็เพื่อต้องการจะลดภาระงานของตัวเองนั่นเอง!
ผู้ช่วยในคณะเกษตรศาสตร์ต้องดูแลงานหลายอย่างจนยุ่งยิ่งกว่าตัวศาสตราจารย์เสียอีก
และศาสตราจารย์หลี่เองก็ไม่ใช่คนว่างงาน เมื่ออายุมากขึ้น พลังกายก็เริ่มถดถอย จึงไม่มีเวลามาดูแลนักศึกษาได้ทั่วถึงทุกคน
การมีซูเสี่ยวไช่อยู่ด้วยจึงถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง!
เรื่องที่ศาสตราจารย์หลี่ใช้แผนการเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระเริ่มแพร่กระจายไปถึงหูของศาสตราจารย์ท่านอื่น ๆ ในคณะเกษตรศาสตร์อย่างรวดเร็ว
พวกท่านต่างก็ทำตามทันทีด้วยการจ้างซูเสี่ยวไช่ให้สร้างเครื่องมือให้ และสั่งให้เธอเข้าร่วมกลุ่มแชทของห้องอื่น ๆ ด้วย
การต้อนวัวตัวเดียวก็คือการทำงาน ต้อนวัวสองตัวก็ยังคืองานเดิม ซูเสี่ยวไช่จึงกลายเป็นเด็กเลี้ยงวัวประจำคณะไปโดยปริยาย
ตั้งแต่นั้นมา ซูเสี่ยวไช่ก็กลายเป็นที่รักของบรรดารุ่นพี่ มีธุระก็หาซูเสี่ยวไช่ ไม่มีธุระก็ชวนเธอไปเที่ยวเล่น
ศาสตราจารย์คณะเกษตรศาสตร์ที่มีเวลาว่างมากขึ้น มักจะนำเรื่องนักศึกษาที่ยอดเยี่ยมคนนี้ไปโอ้อวดต่อหน้าอาจารย์คณะหุ่นรบอยู่บ่อยครั้ง
อาจารย์คณะหุ่นรบฟังแล้วก็ได้แต่กัดฟันด้วยความหมั่นไส้ เพราะนักศึกษาคนเก่งคนนี้พวกเขาก็อยากจะโอ้อวดเหมือนกัน แต่กลับไม่มีโอกาส เพราะอธิการบดีไม่อนุมัติ และตัวอาจารย์เองก็ต้องปิดปากเงียบไว้ก่อน
ม้ามืดที่ไม่มีใครรู้จัก ย่อมสร้างความน่าเกรงขามได้มากกว่าตัวเต็งที่ใคร ๆ ก็รู้ชื่อ
วันที่สองของการเปิดเทอมมีวิชาคณิตศาสตร์ ทันทีที่หลิวสวินเดินเข้าห้องเรียน เขาก็เห็นซูเสี่ยวไช่นั่งอยู่ที่แถวหน้า จึงรีบเดินเข้าไปถามทันที “ทำไมเธอถึงมาเรียนที่คณะหุ่นรบล่ะ หรือว่าคณิตศาสตร์ที่คณะเกษตรศาสตร์มันง่ายเกินไปสำหรับเธอ?”
วิชาคณิตศาสตร์ของคณะหุ่นรบนั้นรวมถึงการคำนวณความแม่นยำในการยิงด้วย ซึ่งนั่นคือฝันร้ายของเหล่านักศึกษาคณะหุ่นรบเลยทีเดียว
ทั้งเรื่องความเร็วลม ระยะทาง ความกดอากาศ... ทุกอย่างไม่ต่างจากการเรียนฟิสิกส์เลย และมันถูกบรรจุไว้ในเนื้อหาของวิชาคณิตศาสตร์
ซูเสี่ยวไช่พยักหน้าพลางตอบอย่างเป็นธรรมชาติ “ใช่ค่ะ อยากจะท้าทายตัวเองดูหน่อย หนูชอบอะไรที่มันยาก ๆ น่ะค่ะ”
อู๋ชิงชิงแอบยิ้มพลางกระซิบเบา ๆ ว่า “แปลกจัง ก่อนหน้านี้มีพวกคณะหุ่นรบไปดูการประลองด้วยไม่ใช่เหรอ ทำไมข่าวถึงไม่แพร่สะพัดออกไปล่ะคะ?”
“ไม่แพร่ไปน่ะดีแล้วค่ะ” ซูเสี่ยวไช่ไม่อยากถูกคนรุมจ้องมอง
หลิวสวินถาม “พวกเธอคุยอะไรกันเหรอ?”
“ไม่มีอะไรค่ะ” อู๋ชิงชิงผลักหน้าหลิวสวินออกไป “เข้าเรียนได้แล้วค่ะ”
หลิวสวินพึมพำกับตัวเองว่าซูเสี่ยวไช่ช่างสุดยอดจริง ๆ ภายหลังเมื่อเขารู้ว่าซูเสี่ยวไช่เรียนควบสองคณะ เขาก็กลายเป็นพวกขี้อิจฉาและนั่งบ่นกระปอดกระแปดไปหลายวัน ว่าเป็นเพราะตอนนั้นเขาใสซื่อเกินไป ถึงได้ถูกหลอกเอาได้แบบนี้
...
วันเวลาที่ยุ่งอยู่กับการเรียนและการทำงานผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซูเสี่ยวไช่ต้องวิ่งรอกไปมาทั้งสองทาง ยามว่างเธอก็มุ่งมั่นอยู่กับการสร้างหุ่นยนต์ และหากพอจะเบียดเจียดเวลาออกมาได้บ้าง เธอก็จะใช้ไปกับการฝึกสอนอู๋ชิงชิง
เดิมทีนึกว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่โชคร้ายมักไม่มาเพียงลำพัง
ในขณะที่ซูเสี่ยวไช่และเพื่อนร่วมห้องต่างจมดิ่งอยู่กับวิชาการจนถอนตัวไม่ขึ้น ข่าวลือที่ไม่สู้ดีนักกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ มันเริ่มขยายวงกว้างและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งวันหนึ่ง มันก็ระเบิดออกมา
ตลอดช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา ซูเสี่ยวไช่ยุ่งจนแทบจะกระอักเลือด
ต้นไผ่ในไร่ของเธอเริ่มเติบโตขึ้นสูงแล้ว และช่วงนี้มีฝนตกชุก หน่อไม้อู่ตี้จึงพากันแทงยอดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพื่อยับยั้งไม่ให้พวกมันขยายพันธุ์มากเกินไป ซูเสี่ยวไช่จึงต้องขยันขุดพวกมันออกมา
ทุกวันหลังจากเดินหาหน่อไม้และขุดหน่อไม้เสร็จ เธอก็จะกลับมาสร้างหุ่นยนต์ เมื่อวัสดุส่งมาถึง บรรดาศาสตราจารย์ก็รีบโอนเงินมาให้ทันทีโดยไม่รอให้เธอส่งมอบงานเสียด้วยซ้ำ และไม่เข้ามาวุ่นวายอะไรเลย
ซูเสี่ยวไช่จึงต้องยอมอดตาหลับขับตานอน จนถึงตอนนี้เธอเพิ่งจะสร้างหุ่นยนต์เสร็จไปได้ 50 เครื่อง เตรียมพร้อมที่จะส่งงาน
เธอบิดขี้เกียจเพื่อคลายความเมื่อยล้า ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องอุปกรณ์ อู๋ชิงชิงก็รีบวิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าที่ดูร้อนรน พร้อมกับบอกว่า “ท่านอธิการมีธุระด่วนเรียกพบเธอค่ะ”
ดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดินอยู่แล้ว เรียกพบด่วนตอนเย็นขนาดนี้เลยเหรอ?
“ท่านอธิการได้บอกไหมคะว่าเรื่องอะไร? หนูขอไปอาบน้ำก่อนได้ไหมคะ” เธออุดอู้อยู่ในห้องอุปกรณ์มาทั้งวัน ตามเสื้อผ้าเต็มไปด้วยเศษโลหะไปหมด
อู๋ชิงชิงตอบ “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ดูเหมือนข้างนอกจะมีคนมาตามหาเธอ พอไม่เจอตัวเธอก็เริ่มส่งเสียงเอะอะโวยวายกันใหญ่เลยค่ะ”
ซูเสี่ยวไช่รู้สึกสงสัย อู๋ชิงชิงอาจจะไม่รู้ว่าเธอมีข้อมูลติดต่อส่วนตัวกับท่านอธิการ หากท่านมีธุระด่วนจริงย่อมติดต่อผ่านระบบสื่อสารมาได้ตลอดเวลา
คนรู้จักในโส่วตูซิงที่อยู่นอกรั้วโรงเรียนของเธอก็มีเพียงเฟยอีและจางรุ่ยข่ายเท่านั้น ลองนึกภาพคนจากสำนักงานทนายความไค่เท่อมาส่งเสียงโวยวายดูสิ มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
คำพูดที่ออกจากปากคนพวกนั้นย่อมมีแต่ถ้อยคำที่น่าเกรงขามและอ้างอิงข้อกฎหมายได้อย่างแม่นยำ
ไม่มีคนอื่นอีกแล้ว
อ้อ ยังมีเถ้าแก่ร้านเมล็ดพันธุ์อีกคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้สนิทกัน อยู่ในสถานะเจ้าของร้านกับลูกค้าเท่านั้น จึงตัดทิ้งไปได้เลย
ซูเสี่ยวไช่มองอู๋ชิงชิง แล้วก็นึกถึงนิสัยของท่านอธิการขึ้นมาได้
เธอจึงเข้าใจในทันทีว่า คนที่มาหาเรื่องเธอน่าจะเป็นคนแปลกคนที่เธอไม่รู้จักแน่นอน
เธอจึงทำตัวตามสบาย เดินกลับหอพักเพื่อไปเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ และเป่าผมจนแห้ง
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงครึ่งเต็ม ๆ อู๋ชิงชิงจากที่กระวนกระวายใจจนกลายเป็นนิ่งเฉย และสุดท้ายก็ลงไปนอนราบอยู่บนโซฟา
ในเมื่อตัวเอกยังใจเย็นได้ ในฐานะลูกศิษย์จะไปเดือดร้อนแทนก็ไม่มีประโยชน์
เมื่อซูเสี่ยวไช่แต่งตัวสะอาดสะอ้านเสร็จแล้วจึงเอ่ยว่า “ไปกินข้าวกันค่ะ”
อู๋ชิงชิงไม่คิดว่าอาจารย์จะทำท่าทางแบบนี้ เธอจึงคาบตะเกียบไว้ในปากแล้วถามว่า “อาจารย์ไม่กลัวทางนั้นจะมีเรื่องด่วนจริง ๆ เหรอคะ?”
“โทรศัพท์หนูก็ไม่ได้ปิดเครื่องนี่คะ” หากมีเรื่องด่วนจริง ท่านอธิการย่อมโทรมาเอง
เหตุผลที่เธอไม่รีบร้อนไป ก็เพื่อให้เวลาท่านอธิการในการจัดการปัญหา ในฐานะผู้บริหารสถาบันขนาดใหญ่ เมื่อมีคนมาหาเรื่องนักศึกษา ท่านย่อมต้องสืบหาสาเหตุให้แน่ชัดเสียก่อนถึงจะเข้ามาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยได้
และแน่นอนว่า ท่านอธิการเองก็คงให้เวลาเธอเพื่อสืบหาข้อมูลว่าช่วงนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง
เมื่อมีปัญหา ก็ต้องแก้ไข
ยิ่งไปกว่านั้นซูเสี่ยวไช่ไม่เคยทำศึกโดยไม่เตรียมการ ในช่วงที่เธออยู่ในห้องน้ำ เธอได้สืบหาที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว
กลุ่มคนแปลกหน้าที่เข้ามาสร้างความวุ่นวายในโรงเรียนแบบนี้ นักศึกษาไม่มีทางพลาดที่จะพูดคุยกันในสื่อออนไลน์แน่นอน
เธอตรวจสอบเพียงครู่เดียวก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
การที่เธอยังไม่ไปพบท่านอธิการจนถึงตอนนี้ ก็เพราะกำลังรอใครบางคนอยู่
หลังจากทานข้าวเสร็จ ก็ประจวบเหมาะพอดีที่จางรุ่ยข่ายและเฟยอีเดินทางมาถึงหน้าประตูโรงเรียน
เวลา 19:00 น. เนื่องจากในช่วงฤดูร้อนของโส่วตูซิงมีแสงแดดยาวนาน ท้องฟ้าจึงยังไม่มืดสนิท
ซูเสี่ยวไช่พาคนจากสำนักงานทนายความทั้งสองคนมุ่งหน้าไปยังห้องอธิการบดี โดยมีเพื่อนร่วมห้องอีกสามคนที่เพิ่งกลับถึงหอพักแอบตามมาดูเหตุการณ์ด้วย
...
หลังจากอู๋ชิงชิงเดินออกไปได้ครึ่งชั่วโมง ภายในห้องอธิการบดีกลับตกอยู่ในความเงียบสงบ กลุ่มคนที่มาโวยวายก่อนหน้านี้ส่งเสียงดังมานานจนคอแห้งเสียงแหบแห้งไปหมด แต่ตัวละครสำคัญก็ยังไม่ยอมปรากฏตัวเสียที
ต่อให้ด่าทอแค่ไหน อีกฝ่ายก็ไม่ได้ยิน
“ท่านอธิการคะ ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วนะ ต่อให้คลานมาก็ควรจะถึงแล้วนี่คะ แล้วคนล่ะคะ?”
อธิการบดียิ้มบาง ๆ ดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ “ไม่ต้องรีบร้อนครับ เดี๋ยวผมจะลองโทรศัพท์ถามดูอีกที”
ท่านติดต่อหัวหน้าภาควิชา เพื่อสั่งให้ไปสืบเรื่องของซูเสี่ยวไช่อย่างละเอียด “ตรวจสอบให้ดีนะ อย่าได้ปรักปรำนักศึกษาคนไหนโดยไม่มีหลักฐานเด็ดขาด”
หัวหน้าภาควิชาเข้าใจความหมายแฝงเป็นอย่างดี การตรวจสอบให้ดีหมายถึงตรวจสอบให้เร็วแต่ไม่ต้องรีบร้อน ส่วนการไม่ปรักปรำนักศึกษาก็คือการทำเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด
“รับทราบครับท่านอธิการ รอฟังข่าวจากผมได้เลยครับ” หัวหน้าภาควิชาตอบ
“แค่นี้เองเหรอคะ?” เหล่าผู้ปกครองต่างพากันเร่งรัด “รีบเรียกนักศึกษาคนนั้นมาเดี๋ยวนี้เลยค่ะ พวกเรามีธุระด่วนต้องไปทำต่อ”
อธิการบดียังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง พวกเขาจู่ ๆ ก็บุกมาหาเรื่องนักศึกษาในโรงเรียน ท่านเองยังไม่รู้สึกรำคาญเลย
การที่สามารถรวมตัวผู้ปกครองมาได้ถึง 5 คนพร้อมกันแบบนี้ จะยุ่งเรื่องอะไรกันแน่ คงจะเป็นพวกคนว่างงานเสียมากกว่า
สิ่งสำคัญที่สุดคือการสืบหาข้อเท็จจริงให้แน่ชัดเสียก่อน
ผ่านไปอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง พวกเขาก็เริ่มเร่งรัดอีกครั้ง
อธิการบดีพยักหน้าตอบรับ แล้วยกหูโทรศัพท์หาอีกคนเพื่อให้ช่วยตรวจสอบซ้ำอีกทาง เพราะเกรงว่าหากให้คนเดียวสืบสวนอาจจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้
กลุ่มผู้ปกครองแทบจะคลั่งกับวิธีการรับมือของท่านอธิการ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
เพราะท่านพูดจามีเหตุผล อีกทั้งยังมีอายุมากและมีพนักงานรักษาความปลอดภัยยืนคุ้มกันอยู่ถึง 2 คน หากพวกเขากล้าทำอะไรที่เกินขอบเขตจนต้องถึงหูตำรวจ ฝ่ายที่ผิดกฎหมายก็จะกลายเป็นพวกเขาแทน
ความอัดอั้นตันใจทำได้เพียงแค่ระบายออกมาด้วยการดื่มน้ำเพื่อดับกระหายเท่านั้น
ในระหว่างที่ซูเสี่ยวไช่กำลังเดินทางมา นักศึกษากลุ่มที่ตั้งใจมามุงดูเหตุการณ์ที่หน้าห้องอธิการบดีต่างก็แยกย้ายกันไปนานแล้ว
จากนั้น พนักงานรักษาความปลอดภัยก็นำตัวนักศึกษาอีกสองสามคนเข้ามา
มี 2 คนจากคณะหุ่นรบ และ 3 คนจากคณะเกษตรศาสตร์
ในบรรดานักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์นั้น มีหมี่เจียลี่รวมอยู่ด้วย
“นี่มันหมายความว่ายังไงคะ ยัยซูเสี่ยวไช่นั่นยังไม่มา แล้วทำไมต้องเรียกลูกสาวฉันมาด้วยล่ะ”
“นั่นสิ คนที่มีปัญหาคือยัยแซ่ซูนั่นคนเดียว ลูกชายฉันอยู่ดี ๆ ก็ถูกเรียกตัวมาด้วยเนี่ยนะ”
ในกลุ่มคนที่มาสร้างความวุ่นวาย มีพ่อแม่ของนักศึกษา 3 คนรวมอยู่ด้วย ซึ่ง 2 ในนั้นก็คือแม่ของคู่รักที่ไม่สามารถยืมเครื่องจักรจากซูเสี่ยวไช่ได้นั่นเอง
นั่นคือ แม่ของหมี่เจียลี่ และแม่ของโส่วซิน แฟนหนุ่มของหมี่เจียลี่
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หมี่เจียลี่และโส่วซินต่างพากันไปฟ้องพ่อแม่ของตน โดยเปรยว่ามีเพื่อนร่วมชั้นที่ขาดเรียนเป็นประจำแต่อาจารย์กลับไม่ว่าอะไร แถมยังให้แต้มสะสมตามปกติ ซึ่งมันไม่ยุติธรรมเลย
พูดตามตรง หากเป็นเรื่องเพื่อนร่วมชั้นขาดเรียน ปกติผู้ปกครองคงไม่อยากจะเข้าไปยุ่ง เพราะไม่ใช่ลูกหลานตัวเองที่ขาดเรียนหรือทำตัวไม่ดี ฟังแล้วก็ผ่านไปเท่านั้น
แต่ปัญหามันอยู่ที่ ข่าวลือมันเริ่มถูกบิดเบือนไปในทางที่เสียหายเกี่ยวกับเรื่องชู้สาว
อธิการบดีเอ่ยขึ้นว่า “ก็พวกคุณไม่ใช่เหรอครับที่บอกว่าซูเสี่ยวไช่เป็นนักศึกษาที่มีพฤติกรรมไม่ดี ในเมื่อพวกเขาเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ก็จำเป็นต้องมาเผชิญหน้าเพื่อหาความจริงร่วมกันครับ”
เอ๊ะ?
ผู้ใหญ่ทั้ง 5 คนที่มาหาเรื่องเริ่มทำตัวไม่ถูก ต่างพากันฉุกคิดว่า หรือจะเป็นเพียงเรื่องบาดหมางกันระหว่างนักศึกษาจนนำไปสู่การปล่อยข่าวลือ
คนเป็นผู้ใหญ่ย่อมผ่านวัยเรียนมากันทุกคน พวกเขารู้ดีว่าความมุ่งร้ายระหว่างนักศึกษานั้นรุนแรงแค่ไหน
แม่ของหมี่เจียลี่เชื่อมั่นในตัวลูกสาวเต็มร้อย เธอจึงเอ่ยออกมาอย่างภาคภูมิใจว่า “ต่อให้ลูกสาวฉันจะพูดถึงซูเสี่ยวไช่ในทางที่ไม่ดี แต่มันก็คือเรื่องจริงไม่ใช่เหรอคะ นักศึกษาที่โดดเรียนแต่อาจารย์ยังให้แต้มสะสมอยู่อีก คุณกล้าพูดไหมล่ะคะว่ามันไม่มีความลับซ่อนอยู่”
“ความลับเหรอคะ ความลับอะไรกันคะ? หรือว่าคุณน้าจะอิจฉาที่พวอาจารย์ให้สิทธิพิเศษกับหนูเหรอคะ?” ซูเสี่ยวไช่เอ่ยขึ้นพร้อมกับหาวออกมาคำหนึ่งขณะที่ปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตูห้องอธิการบดี เธอเคาะประตูสองสามครั้ง เมื่อท่านอธิการพยักหน้าอนุญาต พวกเธอก็เดินเรียงแถวกันเข้าไปด้านใน
“ในที่สุดก็มาจนได้นะ นักศึกษาที่ไม่มีความละอายใจ พอรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดถึงกับต้องพาผู้ใหญ่มาด้วยเลยเหรอคะ?” แม่ของหมี่เจียลี่ที่มีรูปร่างผิดสัดส่วนไปมาก บริเวณเอวหนาเตอะ ทุกย่างก้าวที่เดินทำให้ไขมันที่หน้าท้องสั่นไหวไปมา
ในยุคสมัยนี้ เพียงแค่ออกกำลังกายเล็กน้อย ก็ไม่น่าจะมีรูปร่างที่ชวนตะลึงขนาดนี้ได้
ซูเสี่ยวไช่ไม่ได้โต้ตอบอะไร เพราะเธอมีคนพูดแทนให้แล้ว
ทนายความจางรุ่ยข่ายยืนอยู่ข้างกายซูเสี่ยวไช่ “สวัสดีครับทุกท่าน ผมจางรุ่ยข่าย ทนายความประจำตัวของคุณซู จากสำนักงานทนายความไค่เท่อครับ กรุณาระมัดระวังถ้อยคำของพวกคุณด้วย และโปรดพูดจาโดยอ้างอิงจากหลักฐานความเป็นจริง มิเช่นนั้นทางเราพร้อมที่จะยื่นฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทต่อลูกความของผมทันทีครับ”
ทันทีที่ทนายความจางปรากฏตัว รัศมีของความเป็นมืออาชีพก็แผ่ซ่านออกมา จนสามารถสะกดพวกที่มาหาเรื่องให้สงบลงได้ในพริบตา
การมาพร้อมกับทนายความชื่อดังขนาดนี้ จะมาโวยวายไร้สาระต่อคงไม่ได้แล้ว
เพราะพวกเขาตั้งใจมาหาเรื่องตามข่าวลือเท่านั้น ไม่ได้เตรียมตัวจะไปถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มเสียเปรียบ หนึ่งในผู้ปกครองทั้ง 5 คนที่เตรียมการมาเป็นอย่างดีก็โพล่งขึ้นว่า “คุณ... คุณคิดว่าการพาทนายมาด้วยจะช่วยปกปิดเรื่องชั่ว ๆ ที่คุณทำไว้ได้เหรอคะ?”
เขาเปิดอุปกรณ์สำหรับถ่ายทอดสดทันที “มาเลยค่ะ ให้คนทั้งสิบระบบดวงดาวได้เห็นความอัปยศที่เธอทำไว้ พาทนายมาด้วยนี่คิดว่ามันเก่งนักเหรอคะ”
“หนูไปทำเรื่องอัปยศอะไรไว้เหรอคะ?” ซูเสี่ยวไช่เอียงคอถาม
การถ่ายทอดสดการทะเลาะวิวาทแบบนี้ ย่อมดึงดูดสายตาของพวกชอบเผือกเรื่องชาวบ้านได้เป็นอย่างดี
จำนวนผู้ชมในห้องไลฟ์สดพุ่งสูงถึงหลายร้อยคนอย่างรวดเร็ว
ผู้ปกครองที่เปิดไลฟ์สดชี้หน้าซูเสี่ยวไช่แล้วตะโกนใส่กล้องว่า “ทุกคนดูสิคะ คือยัยเด็กคนนี้แหละค่ะ ที่แอบไปทำข้อตกลงสกปรกกับศาสตราจารย์ในโรงเรียน เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากอาจารย์ในโรงเรียนเตรียมทหาร พวกเราในฐานะผู้ปกครองต้องมารวมตัวกันในวันนี้ เพื่อกำจัดปลาเน่าออกจากโรงเรียน และคืนสภาพแวดล้อมการเรียนที่ดีให้แก่ลูกหลานของพวกเราค่ะ”
อธิการบดีหุบยิ้มทันที เจ้าคนนี้กำลังพล่ามเรื่องไร้สาระอะไรอยู่? ถึงกับกล้าหาว่าศาสตราจารย์ที่ท่านอุตส่าห์ไปเชิญตัวมาด้วยความลำบากมีพฤติกรรมเสื่อมเสียอย่างนั้นหรือ?
ในห้องไลฟ์สดมีข้อความแสดงความคิดเห็นหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด:
“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ฉันฟังแล้วงงไปหมดแล้ว?”
“แล้วข้อตกลงสกปรกที่ยัยเด็กนั่นทำมันคืออะไรล่ะคะ? มีวิดีโอไหม? หรือมีรูปภาพยืนยันหรือเปล่า?”
“เด็กสมัยนี้ ช่างใฝ่ต่ำกันจริง ๆ”
“คนข้างบนน่ะ พูดจาให้ระวังหน่อยสิคะ คุณก็บอกเองว่าเป็นเด็ก แล้วน้องเขาก็นั่งอยู่ตรงนั้นท่าทางดูเรียบร้อยดีออก สายตาก็ไม่ได้ดูหลบเลี่ยงอะไรเลย ถ้ายังไม่รู้ความจริงก็อย่าไปคอมเมนต์มั่ว ๆ สิคะ”
“นั่นสิคะ พวกเราไม่ใช่คนในเหตุการณ์ รอดูไปก่อนดีกว่า เผื่อตอนจบจะมีคดีพลิก”
“ขนาดกล้าเปิดไลฟ์สดแบบนี้ แสดงว่าเขาก็ต้องมีหลักฐานและความมั่นใจพอตัวแหละครับ ผมสนับสนุนให้แฉพฤติกรรมแย่ ๆ ในสถานศึกษาให้หมดครับ”
“น้องผู้หญิงคนนี้ช่างน่ารักจริง ๆ ท่าเอียงคอเมื่อกี้ใจละลายเลย ความสวยคือความถูกต้องค่ะ พวกคุณมันพวกผู้ใหญ่ที่จิตใจสกปรก”
“นั่นสิ แววตาดูใสซื่อและน่ารักมาก อีกอย่างฉันก็เชื่อมั่นในจริยธรรมของอาจารย์โรงเรียนเตรียมทหารนะ”
เมื่อได้ยินถ้อยคำกล่าวอ้างของ “ผู้ปกครองผู้ทรงคุณธรรม” ซูเสี่ยวไช่ก็แววตาเย็นเยียบลงทันที “พวกคุณจะพูดจาให้ร้ายหนู หนูอาจจะขำทิ้งไปได้ แต่ศาสตราจารย์คณะเกษตรศาสตร์ที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อวงการเกษตรกรรม และช่วยแก้ปัญหาความอดอยากให้ผู้คนมานักต่อนัก พวกคุณมีสิทธิ์อะไรมาดูหมิ่นท่านแบบนี้คะ?”
ประโยคนี้ เธอตั้งใจจ้องหน้าและพูดใส่นักศึกษาที่เป็นคนเริ่มปล่อยข่าวลือ
นักศึกษาพวกนั้นยังมีความละอายใจอยู่บ้าง เมื่อถูกซูเสี่ยวไช่ตำหนิตรง ๆ ต่อหน้าคนอื่น ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความอับอาย
ในวินาทีนี้ ในใจของพวกเขาเริ่มเกิดความหวาดหวั่น เพราะไม่คิดเลยว่าข่าวลือที่พูดกันเล่น ๆ ในตอนแรกจะลุกลามไปถึงหูผู้ปกครอง จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ถึงขั้นมีทนายความเข้ามาเกี่ยวข้องและมีการถ่ายทอดสดแบบนี้
เมื่อเรื่องราวใหญ่โตจนเกินจะควบคุม พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินหน้าต่อด้วยใจที่ระทึก และหวังเพียงว่าซูเสี่ยวไช่จะมีจุดด่างพร้อยให้พวกเขาได้ขุดคุ้ยจริง ๆ
[จบบท]