- หน้าแรก
- หนี้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
- บทที่ 15 เหยียดหยาม สายตา และภาวะสายตาสั้น
บทที่ 15 เหยียดหยาม สายตา และภาวะสายตาสั้น
บทที่ 15 เหยียดหยาม สายตา และภาวะสายตาสั้น
หลังมื้อเที่ยง ทั้งสองเดินทอดน่องไปตามโถงทางเดินของสำนักระเบียบการ
"เรื่องข้อมูลของเป้าหมาย ฉันว่าที่เลเบียสให้ไปก็น่าจะชัดเจนพอแล้วนะ" เจฟฟรีย์เอ่ย "คำแนะนำของฉันคือ กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วค่อยเริ่มลงมือภายใต้เงามืดของราตรีจะดีกว่า"
เจฟฟรีย์หรี่ตาลงขณะพูด ราวกับกำลังหวนนึกถึงอดีตบางอย่าง ก่อนจะกล่าวต่อ
"และ... ถ้าฉันคาดการณ์ไม่ผิด อุปกรณ์ที่ฉันทำเรื่องเบิกให้นายน่าจะส่งไปถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว"
"อุปกรณ์เหรอ? อุปกรณ์อะไร?"
พอได้ยินคำว่า 'อุปกรณ์' ดวงตาของเบรูโกก็เป็นประกายทันที นับตั้งแต่ได้รู้จักกับยุทโธปกรณ์เล่นแร่แปรธาตุ เบรูโกก็มีความสนใจในอาวุธเหนือธรรมชาติเหล่านี้อย่างมาก หากเขามีมันครอบครองในช่วงการทดสอบ เขาคงไม่ต้องสละหนึ่งชีวิตเพื่อฉีกร่างหมาป่าขบดาบให้เป็นชิ้นๆ
"ก็พวกอุปกรณ์มาตรฐานของเจ้าหน้าที่ภาคสนามนั่นแหละ ตอนนี้นายคือเจ้าหน้าที่เต็มตัวแล้ว จะปล่อยให้ไปไล่ฟันคนด้วยมีดพับเหมือนเดิมคงไม่ได้... ว่าแต่นาย ทำไมถึงชอบอาวุธมีคมนัก? ปืนพวกนั้นมีประสิทธิภาพกว่าตั้งเยอะ"
เจฟฟรีย์พูดพลางเลิกชายเสื้อโค้ทขึ้น เผยให้เห็นปืนพกที่เหน็บอยู่ที่เอว แม้จะดูธรรมดา แต่เบรูโกสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณว่ามันไม่ใช่ปืนทั่วไป
"อาจจะเป็นปมในใจมั้ง?" เบรูโกตอบอย่างไม่มั่นใจนัก "นายก็รู้ ก่อนจะเข้าคุกฉันเคยเป็นทหาร การอยู่ในที่ที่มีแต่เสียงปืนนานเกินไป มันย่อมทำให้คนเรารู้สึกขยะแขยงของพรรค์นั้นขึ้นมาบ้าง"
"งั้นเหรอ?" เจฟฟรีย์จับพิรุธบางอย่างได้
คำพูดของเบรูโกสะดุดลง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า
"โกหกน่ะ เหตุผลจริงๆ ถ้าฉันบอกไป นายคงไม่เชื่อหรอก"
"หือ?" เจฟฟรีย์ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เล่ามาสิ"
"จำได้ไหมว่าตอนออกจากคุกใหม่ๆ ฉันยื่นเรื่องขออะไรเป็นอย่างแรก?" เบรูโกไม่เฉลย แต่ถามย้อน
เจฟฟรีย์ส่ายหน้าตรงๆ เขาจำไม่ได้เลยสักนิด
"แว่นตาไง" เบรูโกกล่าว "มันเป็นอาการบาดเจ็บสมัยเป็นทหาร มีกระสุนปืนใหญ่มาระเบิดใกล้ๆ จนหูอื้อไปหมด พอฟื้นขึ้นมาสายตาก็เริ่มสั้น มองอะไรไกลๆ ก็พร่ามัว ฝีมือยิงปืนเลยห่วยแตกสิ้นดี"
"น่าเสียดายที่ฉันเพิ่งได้รับ 'พร' ในภายหลัง และไม่รู้ทำไม 'พร' ถึงไม่รักษาอาการนี้... หรือบางทีมันอาจจะไม่ถูกนับว่าเป็นอาการบาดเจ็บก็ได้"
"ตอนแรกฉันก็ใส่แว่นอยู่หรอกนะ แต่พอไปฟาดฟันกับพวกปีศาจ แว่นมันก็พังแทบทุกสมรภูมิ หลังๆ เลยเลิกใส่ไปเลย แล้วก็เลยพลอยเลิกใช้ปืนไปด้วย"
"สายตาสั้นมากไหม?" เจฟฟรีย์ถาม
"ไม่มากหรอก จริงๆ ถ้าอยากมองให้ชัดมันก็ทำได้ แคต้องใช้เวลาและสมาธิหน่อย"
เบรูโกขมวดคิ้วพลางหรี่ตาขณะพูด กล้ามเนื้อใบหน้าเกร็งเครียดราวกับกำลังเข้าสู่สภาวะอื่น แต่เจฟฟรีย์ที่มองดูใบหน้าของเบรูโกกลับเห็นแก้มของเขาพองลมออกมาเล็กน้อย จนเจฟฟรีย์แทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
"หัวเราะสิ หัวเราะออกมาเลย ฉันรู้ว่ามันต้องเป็นแบบนี้"
เบรูโกพูดอย่างจนใจ ขณะยังคงพยายามรักษาภาวะ 'ควบแน่น' ทางสายตาไว้
ใบหน้าของเขาในตอนนั้นดูตลกสิ้นดี คิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันพร้อมกับตาที่หรี่เล็กลง ใบหน้าบิดเบี้ยวจนดูเหมือนตัวอักษรจีนที่แปลว่า 'อับจนปัญญา' (囧 - เจี่ยง) ไม่มีผิดเพี้ยน
"มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอเนี่ย?" เจฟฟรีย์หัวเราะจนแทบจะขาดใจ
"ใช่ แล้วฉันก็ตระหนักได้ว่า กว่าฉันจะรวบรวมสมาธิจนเล็งยิงได้ ฉันคงมีเวลาพอที่จะวิ่งเข้าไปสับคู่ต่อสู้เป็นชิ้นๆ แล้วล่ะ"
ใบหน้าของเบรูโกกระตุกเล็กน้อย นี่คือเหตุผลที่เขาไม่อยากแสดงด้านนี้ให้ใครเห็น ภาพลักษณ์นักฆ่าเลือดเย็นหายวับไป เหลือเพียงเพชฌฆาตหน้าบึ้งที่อยากเลิกงานไวๆ
"ฮ่าๆ!"
เจฟฟรีย์ยังคงหัวเราะไม่หยุด พลางอุทานซ้ำๆ
"พระเจ้า เบรูโก ฉันไม่คิดเลยว่านายจะมีมุมแบบนี้ด้วย... นายเคยคิดจะไปเล่นตลกไหม?"
พูดตามตรง ความขัดแย้งในตัวเบรูโกทำให้เจฟฟรีย์ขำจนน้ำตาไหล เขาปาดน้ำตาพลางนึกย้อนไปถึงการพบกันครั้งแรก
"ว้าว งั้นที่ผ่านมาตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน นายทำหน้าบึ้งทุกวันก็เพราะแค่มองไม่ชัดงั้นเหรอ?"
ในความทรงจำ เจฟฟรีย์รู้สึกว่าเบรูโกตอนเจอกันครั้งแรกนั้นดูเย็นชากว่าตอนนี้มาก แม้จะจ้องเข้าไปในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น เจฟฟรีย์กลับมองไม่เห็นเงาสะท้อนของตัวเองเลย ราวกับว่าตั้งแต่ต้น เจฟฟรีย์ไม่เคยอยู่ในสายตาของเบรูโก และเบรูโกก็ไม่เคยชายตาแลเขาจริงๆ
เบรูโกปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความเหยียดหยามเท่าเทียมกัน
ความรู้สึกนั้นมันช่างทรงพลัง เหมือนฝันร้ายที่เดินออกมาจากตำนานเมือง ทั้งเยือกเย็น กดดัน และมีความมั่นใจในพลังของตัวเองอย่างสมบูรณ์... แต่ที่ไหนได้ ความจริงคือเขาแค่สายตาสั้นและขี้เกียจเพ่งมองว่าคนอื่นหน้าตาเป็นยังไงก็เท่านั้นเอง
"โอ๊ย พระเจ้า ช่วยฉันด้วย"
เจฟฟรีย์หัวเราะจนตัวโยนจนเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ เริ่มหันมามองด้วยความสงสัย
เบรูโกไม่ตอบโต้ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกขัดเขินกับเรื่องนี้อย่างบอกไม่ถูก
คงไม่มีใครคาดคิดว่า 'ลาซารัส' ผู้ฟื้นจากความตายจะมีมุมเช่นนี้—มุมที่ดูขบขันและมีความเป็นมนุษย์ที่จับต้องได้ มากกว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดที่ไร้ที่ติ
"เอาล่ะ กลับมาเรื่องซีเรียส พอหน่วย 'หางของรูเพิร์ต' เริ่มงานอย่างเป็นทางการ เลเบียสน่าจะจัดสรรอุปกรณ์ที่ประณีตกว่านี้ให้นาย ตั้งตารอได้เลย" เจฟฟรีย์กล่าว
"ฉันก็ตั้งตารอจะแย่แล้วล่ะ ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากให้คุณใช้กุญแจวิถีวนส่งฉันกลับบ้านเลยด้วยซ้ำ" เบรูโกประชด
"ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ฉันยังมีงานต้องทำ นายกลับเองเถอะ ถือโอกาสทำความคุ้นเคยกับเส้นทางไปด้วย"
ได้ยินดังนั้น เมื่อนึกถึงระยะทางอันยาวไกลกว่าจะถึงบ้าน เบรูโกก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายจนพูดไม่ออก
นครแห่งพันธสัญญา 'โอโพลิส' นั้นกว้างใหญ่ไพศาลอย่างเหลือเชื่อ ว่ากันว่าเป็นเมืองที่โอ่อ่าที่สุดในบรรดาทุกอาณาจักร และยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีเขตเมืองใหม่ๆ ผุดขึ้นบนพิมพ์เขียวราวกับกำแพงที่งอกเงยไม่หยุดหย่อน
การคมนาคมนั้นสะดวกสบายก็จริง แต่ไม่ว่าจะเป็นกระเช้าลอยฟ้าข้ามรอยแยกยักษ์ รถไฟใต้ดินความเร็วสูง หรือรถรางที่วิ่งฉิวไปตามราง ในพื้นที่เมืองที่ซับซ้อนและมหึมาขนาดนี้ ระยะทางก็ยังคงดูห่างไกลอยู่ดี
เบรูโกตัดสินใจแน่วแน่ว่า วันข้างหน้าเขาจะต้องครอบครองกุญแจวิถีวนให้ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางที่แสนสาหัสนี้
"นี่เป็นภารกิจแรก ระวังตัวด้วย คู่ต่อสู้อาจมีผู้ควบแน่นรวมอยู่ด้วย" เจฟฟรีย์ยังคงเป็นกังวล "นายก็รู้ ถ้าเกิดนายหมดสภาพแล้วถูกโยนลงไปในก้นบึ้งของรอยแยกยักษ์ ฉันก็นึกวิธีที่จะไปช่วยนายไม่ออกเหมือนกันนะ"
"ฟังดูไม่เลวนะ บางทีฉันอาจจะได้สำรวจด้วยตัวเองว่ารอยแยกนั่นมันมีจุดจบตรงไหน"
เบรูโกทำท่าทางไม่ทุกข์ร้อน จนเจฟฟรีย์ต้องส่งสายตาคาดคั้นจนเขาต้องโบกมือยอมแพ้
"ล้อเล่นน่า ฉันจะระวังตัว จะสังเกตการณ์ก่อนแล้วค่อยลงมือ"
การที่เบรูโกยอมรับฟังคำแนะนำ ทำให้เจฟฟรีย์รู้สึกพอใจมาก
"ฉันจะได้เป็นผู้ควบแน่นด้วยใช่ไหม?"
เบรูโกเอ่ยถาม พลังที่แข็งแกร่งขนาดนั้นย่อมยากที่จะหักห้ามใจไม่ให้โหยหา
"ใช่ ฉันคาดว่าการเตรียมการสำหรับพิธีกรรมฝังเมทริกซ์ของนายคงเริ่มขึ้นแล้ว บางทีหลังจากจบภารกิจนี้ นายอาจจะได้เริ่มขั้นตอนเลื่อนขั้นเป็นผู้ควบแน่น อย่าใจร้อนไปล่ะ การจะเป็นผู้ควบแน่นมีขั้นตอนเตรียมตัวเบื้องต้นเยอะมาก"
เจฟฟรีย์นึกถึงระเบียบการของสำนัก พลางคะเนช่วงเวลาในใจ
"แต่อย่างว่า... การทำให้นายกลายเป็นผู้ควบแน่น ถือเป็นการตัดสินใจที่สร้างความกดดันให้เบื้องบนไม่น้อยเลย"
"ทำไมล่ะ?" เบรูโกสงสัย
"เพราะนายคือผู้ติดหนี้ 'พร' ในตัวนายคือพลังที่เป็นอิสระจากพลังลับและยุทโธปกรณ์เล่นแร่แปรธาตุ ในเกมเป่ายิ้งฉุบนี้ ศัตรูอาจจะเดาพลังลับของนายได้ เดาอานุภาพอาวุธของนายได้ แต่ยังไงพวกมันก็ไม่มีทางเดาทาง 'พร' ของนายออกใช่ไหมล่ะ? แถมพรของนายยังทรงพลังขนาดนี้"
ความเป็นอมตะ
"เบรูโก พวกเราทุกคนฝากความหวังไว้ที่นาย ความเป็นอมตะคือความสามารถที่น่ากลัวมาก ถึงจะมีโอกาสถูกทำให้หมดสภาพได้ แต่การคืนชีพได้หลายครั้งจะทำให้นายมีโอกาสมากกว่าคนอื่น... โอกาสที่จะ 'ทำผิดพลาด' ได้"
การลองผิดลองถูก... การต่อสู้ของผู้ควบแน่นจำเป็นต้องมีการลองผิดลองถูกเสมอ แต่เมื่อสูญเสียการควบคุม การลองผิดลองถูกหมายถึงความตาย ทว่าสำหรับเบรูโก ความตายเป็นเพียงการเริ่มต้นใหม่ และเมื่อรู้ความลับของศัตรูแล้ว เขาจะกลายเป็นใบมีดที่ปลิดชีพได้แม่นยำที่สุด
"อีกหนึ่งโอกาสที่จะเริ่มใหม่สินะ" เบรูโกพึมพำ
"นายต้องใช้พรให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่ไล่ฟันสุ่มสี่สุ่มห้า อย่างเช่น แกล้งตายให้เนียนสนิท แล้วค่อยลุกขึ้นมาปลิดชีพตอนศัตรูตายใจ" เจฟฟรีย์แนะนำ
"ฟังดู... ไม่เลวแฮะ?"
เบรูโกจินตนาการภาพตาม ศพที่จู่ๆ ก็สปริงตัวขึ้นมาปาดคอหอย... มันดูเจ้าเล่ห์และอำมหิตได้ใจจริงๆ
"แต่จำไว้ด้วย พยายามอย่าให้ศัตรูรู้ว่านายเป็นอมตะ แต่ถ้าพวกมันรู้แล้ว นายต้องแน่ใจเรื่องหนึ่ง..."
เจฟฟรีย์เว้นจังหวะ รอให้เบรูโกต่อประโยคให้จบ
"ฆ่าปิดปาก ศัตรูทุกคนที่รู้ความลับเรื่องอมตะของฉันต้องตาย" เบรูโกเข้าใจในทันที
"ถูกต้อง ตามนั้นเลย"
เจฟฟรีย์ตบไหล่เบรูโกอย่างแรงพลางหัวเราะร่า
"ฉันตั้งตารอเห็นนายเป็นดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีอยู่นะ!"
"สำนักมีระบบประเมินอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ?" ชื่อตำแหน่งที่ดูแปลกประหลาดนี้ทำเอาเบรูโกอึ้งไป
"แน่นอน! เรามีนโยบายสร้างแรงจูงใจภายใน ไม่อย่างนั้นนายคิดว่าอาชีพที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกแบบนี้จะยืนหยัดอยู่ได้ด้วยแค่แพสชันกับอุดมการณ์งั้นเหรอ?"
เจฟฟรีย์พูดจาเหมือนคนเจนโลกก่อนจะกระซิบ
"อย่าหาว่าฉันพูดเล่นนะ ถ้าได้รางวัลจริงๆ นายสามารถยื่นเรื่องขอของรางวัลได้ด้วย"
"อย่างเช่นอะไรล่ะ?"
"อย่างเช่นยุทโธปกรณ์เล่นแร่แปรธาตุไง" เจฟฟรีย์ว่า "ยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพรุนแรงกว่าอุปกรณ์มาตรฐานหลายเท่าตัว"
พูดจบ เขาก็หยิบปืนพกที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมา มันเป็นปืนลูกโม่ และเหมือนที่เบรูโกสังเกตเห็นก่อนหน้านี้ ตัวปืนดูเรียบง่ายมีร่องรอยการใช้งานบนผิวโลหะ เบรูโกไม่รู้รุ่นที่แน่นอนของมัน แต่เขามองเห็นเครื่องหมายพิเศษบนด้ามจับ
เบรูโกพิจารณาเครื่องหมายนั้นอย่างละเอียด จากสัญลักษณ์ของสำนักและหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ดูเหมือนว่าภายในสำนัก เครื่องหมายพิเศษเหล่านี้มักจะเป็นตัวแทนของอะไรบางอย่าง
มันคือรูปผลไม้ที่มีงูขดล้อมรอบ และพยายามจะขบกัดเนื้อผลไม้นั้น
"นั่นคือสัญลักษณ์ของ 'แผนกวิจัยและยุทโธปกรณ์' ของสำนัก รหัสเรียกขานคือ 'เตาหลอมระเหิด' เมทริกซ์เล่นแร่แปรธาตุและยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ที่สำนักใช้อยู่ตอนนี้ล้วนพัฒนาโดยพวกเขา พวกเขารับผิดชอบทั้งการวิจัย การผลิตอุปกรณ์ และการซ่อมบำรุงสถานที่"
เจฟฟรีย์อธิบายให้เบรูโกฟังในจังหวะที่เหมาะสม
"ปืนกระบอกนี้คือสิ่งที่ฉันยื่นเรื่องขอหลังจากจบภารกิจสำคัญภารกิจหนึ่ง"
"มันทำอะไรได้บ้าง?" เบรูโกถามด้วยความอยากรู้
"ความลับจ้ะ" เจฟฟรีย์เอานิ้วแตะริมฝีปากเป็นเชิงให้เงียบ
"ยุทโธปกรณ์สั่งทำพิเศษพวกนี้มักจะมีราคาสูงลิ่ว แม้แต่สำนักระเบียบการเองก็ฟุ่มเฟือยกับเรื่องนี้ไม่ได้ตลอด ดังนั้นถ้าไม่อยากเอาเงินเดือนอันน้อยนิดไปลงกับของพวกนี้ ก็ควรจะขยันทำงานเพื่อคว้าโอกาสแบบนี้มาให้ได้" เจฟฟรีย์สำทับ
"ความลับ... ความลับงั้นเหรอ..."
เบรูโกดูเหมือนจะไม่ได้ฟังคำเตือนเรื่องเงินเดือนเลย แต่กลับจดจ่ออยู่กับความสามารถของปืน ก่อนจะถามต่อ
"เจฟฟรีย์ สำหรับคนอย่างพวกเรา ข้อมูลต้องเป็นความลับสุดยอดตลอดเวลาเลยเหรอ?"
"ก็ไม่เชิง ต่อไปนายจะมีคู่หู และคนเดียวที่นายสามารถเปิดเผยความสามารถทุกอย่างได้อย่างหมดเปลือกก็คือคู่หูนั่นแหละ เพราะนั่นคือคนที่จะเป็นตายร้ายดีมาด้วยกันกับนาย" เจฟฟรีย์กล่าว
"งั้น เจฟฟรีย์ ความสามารถของคุณก็ไม่ใช่ความลับสุดยอดสิ คู่หูของคุณย่อมรู้เรื่องพวกนี้หมดใช่ไหม?"
"อืม ก็ตามนั้นแหละ" เจฟฟรีย์พยักหน้า
"งั้น... ถ้าคุณย้ายมาอยู่ฝ่ายโลจิสติกส์แล้ว คู่หูของคุณล่ะ?" ตามความเข้าใจของเบรูโก เจฟฟรีย์กับคู่หูควรจะตัวติดกัน แต่ตั้งแต่เจอกันมา เจฟฟรีย์มักจะอยู่ตัวคนเดียวเสมอ
เจฟฟรีย์เงียบไปไม่กี่วินาที แววตาหม่นลงเล็กน้อย แต่เขาก็ยังพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูผ่อนคลาย
"ก็เพราะฉันไม่มีคู่หูให้เคียงข้างอีกต่อไปแล้วไง ฉันถึงได้ขอย้ายกลับมาอยู่ฝ่ายโลจิสติกส์"
ฝีเท้าของเบรูโกชะงักลง เขาเข้าใจทุกอย่างทันที น้ำเสียงของเขาอ่อนลง "ฉันขอโทษ"
"ไม่มีอะไรต้องขอโทษหรอก อาชีพนี้มันก็เป็นแบบนี้แหละ" เจฟฟรีย์กล่าว "เพราะฉะนั้น ฉันถึงเข้าใจความปรารถนาที่จะแก้แค้นให้อเดลของนายไงล่ะ เพราะฉันเองก็เคยออกตามล่าเพื่อแก้แค้นให้เพื่อนเหมือนกัน"
ทั้งสองเดินมาถึงทางออกของสำนักระเบียบการโดยไม่รู้ตัว ก้าวพ้นประตูนี้ไปก็จะเป็นเขตลิงนาที่เจฟฟรีย์พูดถึง ข้ามผ่านประตูนี้ไปก็จะถึงโลกมนุษย์อันแสนวุ่นวาย
"น่าเสียดายที่ฉันทำพลาดไป" เจฟฟรีย์ถอนหายใจ การนึกถึงเรื่องเก่าๆ ย่อมนำมาซึ่งความรู้สึกหนักอึ้ง "บางทีอาจเป็นเพราะความล้มเหลวในอดีตล่ะมั้ง ที่ทำให้ฉันหวังลึกๆ ว่านายจะฉีกมันเป็นชิ้นๆ ได้สำเร็จ"
เบรูโกมองเจฟฟรีย์ด้วยแววตาที่สับสนเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเจฟฟรีย์ถึงดีกับเขานัก ราวกับเป็นคุณลุงใจดีคนหนึ่งจริงๆ แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจบ้างแล้ว
"อา แน่นอน! ฉันจะบดขยี้มันให้เป็นผงเลย!"
เบรูโกให้คำมั่น