- หน้าแรก
- ตำนานราชันย์เกาะร้าง สู่บัลลังก์จักรวรรดิ
- บทที่ 19 การจู่โจมของไซเรน 1
บทที่ 19 การจู่โจมของไซเรน 1
บทที่ 19 การจู่โจมของไซเรน 1
บทที่ 19 การจู่โจมของไซเรน 1
กาลเวลาไหลผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางความวุ่นวายและการรอคอย พริบตาเดียวก็ผ่านไปเกือบครึ่งเดือนนับตั้งแต่พวกเขาขึ้นฝั่งที่เกาะทรายเหล็ก ช่วงเวลานี้เป็นประจักษ์พยานว่าดินแดนอันป่าเถื่อนแห่งนี้กำลังสลัดคราบเก่าออกไปอย่างยากลำบากแต่แน่วแน่ และเริ่มเปล่งประกายแสงแรกแห่งอารยธรรมที่กำลังก่อตัว
พื้นที่เพาะปลูกขนาด 150 หมู่ที่ลินน์กำหนดไว้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พุ่มไม้และก้อนหินที่เคยกระจัดกระจายระเกะระกะถูกกวาดล้างออกไปจนหมด เผยให้เห็นหน้าดินสีน้ำตาลเข้มที่เปิดรับแสงแดด แม้จะยังดูแห้งแล้ง แต่ก็แบกรับความหวังในการหล่อเลี้ยงชีวิตเอาไว้
คูน้ำที่ขุดขึ้นอย่างหยาบๆ แต่ใช้งานได้จริง ทอดตัวยาวราวกับเส้นเลือดจากลำธารไปยังร่องแปลงนา เพื่อให้มั่นใจว่าผืนดินจะได้รับความชุ่มชื้นจากลมหายใจแห่งชีวิต พื้นที่กว่าครึ่งที่บุกเบิกเสร็จแล้วถูกปลูกด้วยข้าวไรย์พันธุ์ทนทานและพืชหัว ณ เวลานี้ ต้นกล้าสีเขียวอ่อนที่ดูบางตาแต่แข็งแกร่งได้แทงยอดทะลุผืนดินขึ้นมา โอนเอนไหวล้อไปตามสายลม
ความเปลี่ยนแปลงในเขตที่อยู่อาศัยนั้นยิ่งใหญ่ราวกกับการปฏิวัติ บนเนินลาดที่หันหน้าสู่พื้นที่เพาะปลูกและมีภูเขาเป็นฉากหลัง บ้านไม้ที่สร้างตามแบบแปลนมาตรฐานเรียงรายเป็นทิวแถว เข้ามาแทนที่เพิงพักอันยุ่งเหยิงในตอนแรก
ภายใต้คำสั่งอันเฉียบขาดของลินน์และการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดของเคลย์ แองกัส และคนอื่นๆ โครงร่างของถนนที่เป็นระเบียบเริ่มปรากฏชัดเจน เขตขับถ่ายถูกแยกออกไปและจัดการอย่างเข้มงวด ใครก็ตามที่บังอาจปลดทุกข์เรี่ยราด ไม่ว่าจะเป็นทาสหรือคนรักอิสระอย่างโอเชี่ยน ต่างก็ต้องถูกเฆี่ยนตีอย่างหนัก ในพื้นที่ส่วนกลาง โกดังเก็บของและที่พักของลินน์ตั้งตระหง่าน บ้านไม้หลังใหญ่ที่สร้างอย่างประณีตกลายเป็นสัญลักษณ์ศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งค่าย
ที่ท่าเรือธรรมชาติทางชายฝั่งตะวันออก ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก ภายใต้การบัญชาการของบาร์ตั้นและความช่วยเหลือจากโอเชี่ยน แจ็ค ท่าเรือแบบสะพานเทียบเรือเรียบง่ายเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ซุงหนาถูกตอกลงไปในพื้นทะเลเพื่อเป็นฐานราก และปูพื้นสะพานด้วยไม้กระดานที่แข็งแรง ตอนนี้เรือซีเวฟและเรือกรงเล็บเลือดสามารถเทียบท่าได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องกระแสน้ำหรือคลื่นลมอีกต่อไป ท่าเรือแห่งนี้เปรียบเสมือนลำคอที่เชื่อมต่อเกาะทรายเหล็กกับโลกภายนอก คอยลำเลียงเสบียงและความหวังเข้ามา
ในช่วงเวลานี้ ทุกตารางนิ้วของเกาะทรายเหล็กถูกสำรวจจนทั่ว ไม่มีสัตว์อสูรอันตรายอาศัยอยู่ สัตว์ป่าบางชนิดที่กินได้ถูกคนของลินน์จับมาขังคอกเพื่อขยายพันธุ์
คาร์ลนำหน่วยที่สองและช่างตีเหล็กสองคนไปค้นพบภูเขาลูกเล็กทางด้านเหนือของเกาะที่อุดมไปด้วยแร่เหล็ก เมื่อลินน์ทราบเรื่อง เขาสั่งให้ส่งทาสไปขุดแร่ทันที พร้อมทั้งสั่งให้สร้างโรงหลอมแร่ขึ้น เนื่องจากอาวุธและอุปกรณ์ในปัจจุบันยังขาดแคลน จึงจำเป็นต้องรีบตีอาวุธขึ้นมาใหม่เพื่อติดอาวุธให้กองทัพของเขาอย่างเต็มรูปแบบ
ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา โพชั่นคุณภาพสูงที่ลินน์มอบให้มีบทบาทสำคัญยิ่ง เอลิส สาวใช้เอลฟ์ อาศัยพรสวรรค์ของตนเองรวมกับฤทธิ์ยา ในที่สุดก็ทะลวงผ่านคอขวดและเลื่อนระดับเป็นระดับทองแดงขั้นสูงได้สำเร็จ ประสาทสัมผัสของนางเฉียบคมขึ้น ทักษะการยิงธนูแม่นยำยิ่งกว่าเดิม และพลังเวทธรรมชาติในร่างกายก็เข้มข้นขึ้นมาก กลายเป็นกำลังสำคัญที่พึ่งพาได้ของลินน์
สองพี่น้องชิเรย์และอีวานเองก็เลื่อนระดับเป็นอัศวินฝึกหัดได้สำเร็จ ลินน์ถึงขั้นมอบโพชั่นระดับหนึ่งเพื่อช่วยในการฝึกฝนให้พวกเขา ลินน์คาดหวังในตัวพวกเขาไว้สูงมาก หากจัดอันดับตามพรสวรรค์ในบรรดาคนทั้งหมด ความสามารถของพวกเขาถือว่าเป็นรองเพียงแค่เอลิสเท่านั้น ถัดมาคือโอเชี่ยน การลงทุนอย่างหนักของลินน์ทำให้สองพี่น้องซาบซึ้งและเทิดทูนเขาอย่างสุดหัวใจ
ความแข็งแกร่งของคนอื่นๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากการฝึกฝนในระดับเงินนั้นเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ลินน์จำเป็นต้องปรุงโพชั่นระดับสามถึงจะช่วยผู้มีพลังระดับเงินได้ แต่ในตอนนี้เขามีเพียงวัตถุดิบสำหรับโพชั่นระดับสองเท่านั้น
ครึ่งเดือนมานี้ นอกจากการทำสมาธิ ลินน์ยังหมั่นศึกษาความรู้เกี่ยวกับการปรุงยาอย่างต่อเนื่อง สมุนไพรเวทมนตร์ที่ปลูกไว้ในมิติลมหายใจแห่งชีวิตเมื่อคราวก่อน มีอายุยาเทียบเท่าหนึ่งปีตามเวลาภายนอกแล้ว ลินน์วางแผนว่าจะปรุงโพชั่นระดับสองชุดใหญ่ออกมาเมื่อพวกมันโตเต็มที่ แล้วค่อยเดินทางไปทำการค้าครั้งแรกที่เมืองเทียนไห่
ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ทว่าสถานที่ที่ได้ชื่อว่า น่านน้ำพายุคลั่ง แห่งนี้ ไม่เคยขาดเขี้ยวเล็บที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบ มหาสมุทรแห่งนี้กว้างใหญ่และลึกลับ หล่อเลี้ยงอันตรายทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักนับไม่ถ้วน ตั้งแต่สัตว์ยักษ์ใต้ทะเลลึกไปจนถึงเผ่าไซเรนอันลึกลับ จากสภาพอากาศที่แปรปรวนไปจนถึงแนวหินโสโครกที่มีกระแสน้ำเชี่ยว แม้แต่กะลาสีเฒ่าที่เจนจัดที่สุดก็ยังไม่กล้าคุยโวว่าจะผ่านที่นี่ไปได้โดยไร้รอยขีดข่วน ความสงบสุขของเกาะทรายเหล็กในยามนี้ เป็นเพียงช่วงเวลาพักสั้นๆ ก่อนพายุจะมาเยือน
เมื่อราตรีดึกสงัด แสงจันทร์สาดส่องลงมาราวกับของเหลวสีเงิน อาบไล้อ่าวด้วยแสงสลัว ท้องทะเลสงบเงียบเป็นพิเศษ มีเพียงเสียงคลื่นกระทบหาดทรายและท่าเรือที่เพิ่งสร้างใหม่อย่างเป็นจังหวะ ราวกับเพลงกล่อมเด็ก นอกเหนือจากยามที่ประจำจุด ผู้คนส่วนใหญ่ต่างหลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน เสียงกรนดังขึ้นลงเป็นระยะ กองไฟกลางค่ายมอดลงเหลือเพียงสะเก็ดไฟที่กระพริบไหว
ภายในมิติลมหายใจแห่งชีวิต
"นายท่าน ตอนนี้ท่านเชี่ยวชาญทฤษฎีการปรุงโพชั่นระดับสามหลากหลายชนิดแล้ว เหลือแค่ลงมือปฏิบัติจริงเมื่อวัตถุดิบมาถึงเจ้าค่ะ" โดเลียกล่าวพลางนั่งอยู่บนไหล่ของลินน์ มองดูเขาศึกษาตำราปรุงยา
"นั่นสินะ" ลินน์ตอบด้วยความจนใจเล็กน้อย "ดินแดนยังอยู่ในช่วงก่อสร้างเริ่มต้น การกระจายตัวของน่านน้ำรอบๆ และขั้วอำนาจต่างๆ ก็ยังไม่ชัดเจน ข้ายังทิ้งที่นี่กลับไปซื้อของที่แผ่นดินใหญ่ไม่ได้"
"ข้าอยากออกไปดูดินแดนใหม่ของนายท่านจังเลย อยู่แต่ในนี้ข้าเบื่อจะตายแล้ว ขยับไปไหนก็ไม่ได้ไกล โชคดีที่มีนายท่านเข้ามา ข้าถึงมีความสุขขึ้นเยอะ" โดเลียเต็มไปด้วยความโหยหาโลกภายนอก
ลินน์ถามโดเลีย "โดเลีย เจ้าออกจากมิติลมหายใจแห่งชีวิตไม่ได้จริงๆ หรือ?"
"ไม่ได้เจ้าค่ะ นายท่าน จนกว่าท่านจะมีความแข็งแกร่งระดับทอง มิติลมหายใจแห่งชีวิตถึงจะขยายตัวขึ้นและเริ่มทำงานด้วยตัวเอง เมื่อนั้นข้าถึงจะออกจากมิติได้เป็นเวลาสั้นๆ แต่ถึงข้าจะออกไปไม่ได้ ถ้าท่านอนุญาต ข้าก็สามารถใช้การมองเห็นร่วมกับท่านได้นะเจ้าคะ"
ขณะที่ลินน์และโดเลียกำลังพูดคุยและศึกษาอยู่ในมิติ กลุ่มแขกไม่ได้รับเชิญก็มาถึงชายฝั่งของเกาะทรายเหล็ก
"ฟ่อ... ครืดคราด..."
เสียงเสียดสีที่เปียกชื้นและน่าขยะแขยงที่แทบจะไม่ได้ยิน ปะปนมากับเสียงคลื่น ดังขึ้นจากใต้ผิวน้ำทะเลอันมืดมิด
ทหารสังกัดหน่วยที่สามซึ่งกำลังลาดตระเวนตามแนวชายฝั่งดูเหมือนจะได้ยินเสียงประหลาด เขาจับหอกในมือแน่นด้วยความระแวดระวังและก้าวเข้าไปใกล้ริมน้ำอีกไม่กี่ก้าว หรี่ตาพยายามเพ่งมองออกไป
ทันใดนั้น เงาสีเขียวเข้มก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากน้ำทะเลระดับเข่าด้วยความเร็วที่น่าตกใจ! เจ้าสิ่งนั้นสูงประมาณครึ่งตัวคน ผิวหนังเป็นเมือกลื่นและแผ่นหลังเต็มไปด้วยหนามแหลมคม ดวงตาโปนโตขนาดมหึมาสะท้อนแสงสีขาวน่าขนลุกในแสงจันทร์ ปากที่เต็มไปด้วยเลือดฉีกกว้างไปจนถึงใบหู เผยให้เห็นฟันแหลมคมเรียงรายแน่นขนัด
ทหารนายนั้นไม่มีเวลาแม้แต่จะส่งเสียงเตือนเต็มเสียง เขาทำได้เพียงร้อง "อึก!" สั้นๆ ก่อนที่ขาหน้าอันทรงพลังที่มีพังผืดและกรงเล็บของสัตว์ประหลาดจะตวัดใส่อย่างรุนแรง กรงเล็บคมกริบปาดผ่านลำคอของเขาในพริบตา เลือดอุ่นๆ พุ่งกระฉูดออกมา
ทว่าเสียงแห่งความตายที่อู้อี้นี้ยังคงไปกระตุกต่อมระวังภัยของยามอีกคนที่อยู่ไม่ไกล
"ข้าศึกบุก! มีสัตว์ประหลาด! พวกมันขึ้นมาจากทะเล! อ๊ากกก—!"
เสียงกรีดร้องที่แหลมสูงและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เจาะทะลุท้องฟ้ายามราตรีอันเงียบสงบของเกาะทรายเหล็กราวกับคมดาบ!