- หน้าแรก
- ตำนานราชันย์เกาะร้าง สู่บัลลังก์จักรวรรดิ
- บทที่ 17 ถึงแล้ว... เกาะทรายเหล็ก
บทที่ 17 ถึงแล้ว... เกาะทรายเหล็ก
บทที่ 17 ถึงแล้ว... เกาะทรายเหล็ก
บทที่ 17 ถึงแล้ว... เกาะทรายเหล็ก
รุ่งเช้าวันถัดมา เสบียงทั้งหมดถูกลำเลียงขึ้นเรือเป็นที่เรียบร้อย เหล่าทาสถูกกวาดต้อนขึ้นเรือสินค้าตั้งแต่เช้าตรู่ อาการบาดเจ็บของโอเชี่ยนดีขึ้นมาก เขายืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังลินน์รวมกับคนอื่นๆ
"ออกเดินทาง! มุ่งหน้าสู่เกาะทรายเหล็ก!" ลินน์ออกคำสั่งจากหัวเรือซีเวฟ
บาร์ตั้นกะลาสีหนุ่มปรับองศาใบเรือและบังคับทิศทางมุ่งสู่เกาะทรายเหล็กทันที! เรือซีเวฟแล่นนำ ตามด้วยเรือกรงเล็บเลือดและเรือเล็กอีกหกลำ
การเดินทางในห้าถึงหกวันต่อมาค่อนข้างสงบเงียบเมื่อเทียบกับประสบการณ์เฉียดตายก่อนหน้านี้ นอกเหนือจากการเผชิญพายุลูกเล็กๆ ซึ่งกองเรือก็ผ่านพ้นมาได้อย่างปลอดภัยด้วยประสบการณ์อันโชกโชนของบาร์ตั้นและคนอื่นๆ แล้ว ก็ไม่มีอุปสรรคใหญ่หลวงใดเกิดขึ้นอีก สิ่งนี้ช่วยให้ทุกคนบนเรือ โดยเฉพาะพวกทาสที่ขวัญเสียและสมาชิกใหม่ ได้มีโอกาสพักหายใจหายคอ ขวัญและกำลังใจค่อยๆ ฟื้นคืนมาระหว่างการเดินทางที่ราบรื่น
ในช่วงบ่ายของวันที่หก เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นสุดขีดของต้นหนฮิบรูดังลงมาจากยอดเสากระโดง "แผ่นดิน! ข้าเห็นแผ่นดินแล้ว! นั่นเกาะทรายเหล็ก!"
เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนนับตั้งแต่ออกเดินทางจากเมืองเทียนไห่ ในที่สุด วันที่ 10 สิงหาคม พวกเขาก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง
ทุกคนกรูกันไปที่กราบเรือด้านหนึ่ง ทอดสายตามองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา ณ จุดที่น้ำทะเลบรรจบกับขอบฟ้า โครงร่างของแผ่นดินค่อยๆ ชัดเจนและขยายใหญ่ขึ้น ดูเหมือนจะเป็นเกาะที่กว้างใหญ่พอสมควร จากการประเมินด้วยสายตาคร่าวๆ พื้นที่น่าจะไม่ต่ำกว่าสามสิบตารางกิโลเมตร ตรงตามข้อมูลของราชอาณาจักร
ใจกลางเกาะประกอบด้วยเนินเขาสูงต่ำสลับกัน ปกคลุมด้วยพืชพรรณสีเขียวเข้มหนาทึบ เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งของเกาะ ด้านหนึ่งของเนินเขาเป็นหน้าผาสูงชันหันหน้าออกสู่ทะเล มีคลื่นซัดกระแทกตีนผาจนเกิดฟองขาวโพลน ส่วนอีกด้านลาดลงอย่างนุ่มนวล ทอดยาวเป็นพื้นที่ราบและหาดเลนกว้างใหญ่ เมื่อมองจากระยะไกล จะเห็นอ่าวเว้าแหว่งหลายแห่ง บางแห่งดูเหมือนจะมีน้ำนิ่งสงบ เหมาะแก่การสร้างท่าเรือในอนาคต
"ในที่สุดก็ถึง..." ลินน์พึมพำเบาๆ แววตาฉายประกายความตื่นเต้นและความเคร่งขรึมที่ยากจะสังเกตเห็น ที่แห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของเขาในต่างโลก
กองเรือเลือกอ่าวที่ดูเหมือนจะมีความลึกเพียงพอและมีคลื่นลมน้อยเพื่อเข้าใกล้เกาะอย่างระมัดระวัง ก่อนจะทิ้งสมอในน่านน้ำที่ปลอดภัยห่างจากฝั่ง เนื่องจากไม่มีท่าเรือเดิมอยู่ การขึ้นฝั่งจึงต้องใช้เรือเล็กทยอยขนส่งคนและสิ่งของเป็นชุดๆ
"เคลย์ นำหน่วยที่หนึ่งขึ้นฝั่งก่อน เพื่อลาดตระเวนสภาพชายฝั่งและรับประกันความปลอดภัย"
"คาร์ล หน่วยที่สองของเจ้าตามไป ควบคุมพื้นที่หัวหาดและสร้างแนวป้องกัน"
"แองกัส หน่วยสำรองเตรียมพร้อม รอคำสั่งสนับสนุนได้ทุกเมื่อ"
ยืนตระหง่านอยู่ที่หัวเรือ "ซีเวฟ" ลินน์ออกคำสั่งต่อเนื่องอย่างเป็นระเบียบ
ทหารชั้นยอดเป็นทัพหน้า พุ่งเข้าสู่ชายหาดด้วยเรือเล็กและกระจายกำลังออกไปอย่างรวดเร็ว ตรวจค้นป่าและโขดหินใกล้เคียงอย่างตื่นตัว เมื่อยืนยันว่าไม่มีสัตว์ร้ายหรือภัยคุกคามแอบแฝง เรือลำต่อๆ มาจึงเริ่มลำเลียงคน เครื่องมือ และเสบียงขึ้นฝั่ง
เมื่อลินน์ก้าวลงสู่พื้นดินอันมั่นคงของเกาะทรายเหล็ก ใต้ฝ่าเท้าคือทรายละเอียดสีทอง เบื้องหลังคือฉากการขึ้นฝั่งที่วุ่นวายและจอแจ ส่วนเบื้องหน้าคือป่าทึบที่ไม่รู้จัก ลมทะเลพัดมาพร้อมกลิ่นสดชื่นของพืชพรรณและกลิ่นไอดิน
ลินน์ไม่เสียเวลาดื่มด่ำกับความรู้สึกนานนัก เขารเรียกแกนนำทุกคนมาประชุมทันที
"มอร์ตัน"
"นายน้อย บ่าวชราอยู่นี่แล้ว"
"เจ้าคอยดูแลภาพรวม รับผิดชอบการจัดสรรทาสและเสบียงทั้งหมด เมื่อการขึ้นฝั่งเสร็จสิ้น ให้รวบรวมคนที่พอจะขยับตัวไหวมาเริ่มตรวจนับอาหารและเครื่องมือเป็นอันดับแรก แล้วแจกจ่ายตามความจำเป็น สร้างเพิงพักชั่วคราวที่พอจะกันลมกันฝนได้ ตั้งหลักที่นี่ไปก่อนจนกว่าจะสร้างที่พักถาวรเสร็จ"
"ขอรับ นายน้อย!"
"เคลย์"
"นายท่าน!"
"หน่วยที่หนึ่งของเจ้ารับผิดชอบความปลอดภัยรอบนอกและการลาดตระเวนค่ายชั่วคราวทั้งหมด เรารู้เรื่องเกาะนี้น้อยมาก ต้องระวังสัตว์ร้ายที่อาจจะมี หรือ... แขกไม่ได้รับเชิญอื่นๆ วาดแผนที่ภูมิประเทศรอบๆ มาให้ข้าด้วย"
"รับทราบ!"
"คาร์ล, แองกัส"
"อยู่นี่ขอรับ นายท่าน!"
"หน่วยของพวกเจ้าสองคนคอยช่วยมอร์ตันรักษาความสงบเรียบร้อยภายในค่ายชั่วคราว และเข้าร่วมงานบุกเบิกพื้นที่กับงานก่อสร้างเบื้องต้น"
"ครับ!" คาร์ลและแองกัสตอบรับพร้อมกัน
"เอลิส"
"นายน้อย" สาวใช้เอลฟ์ก้าวออกมา
"เจ้ามีความละเอียดรอบคอบและประสาทสัมผัสไวต่อพืชพรรณ พาคนจำนวนหนึ่งไปหาแหล่งน้ำจืดที่สะอาดและดื่มได้ใกล้ค่ายชั่วคราว นี่เป็นหนึ่งในงานเร่งด่วนที่สุด นอกจากนี้ ให้คอยสังเกตผลไม้ป่าที่กินได้หรือพืชเวทมนตร์ด้วย"
"วางใจเถอะเจ้าค่ะ นายน้อย"
"โอเชี่ยน"
"นายท่าน! โปรดสั่งการ!" โอเชี่ยน แจ็ค ยืดตัวตรงทันที ดวงตาสีฟ้าเต็มไปด้วยไฟ
"แผลเจ้ายังไม่หายดี อย่าเพิ่งทำงานใช้แรงหนักๆ ตามบาร์ตั้นกับคนที่ชำนาญทางน้ำไปสำรวจตามแนวชายฝั่ง หาทำเลที่เหมาะสมกว่านี้สำหรับสร้างท่าเรือถาวร และประเมินสภาพน่านน้ำใกล้เคียง"
"รับรองผลงานขอรับ!" โอเชี่ยนตอบเสียงดัง การได้รับมอบหมายงานเกี่ยวกับ 'ทะเล' ทำให้เขาตื่นเต้นเป็นพิเศษ
"บาร์ตั้น การเดินทางลำบากเจ้าแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาพัก ตำแหน่งท่าเรือส่งผลต่อการเข้าออกและการพัฒนาในอนาคตของเรา ดังนั้นต้องรอบคอบ"
"วางใจได้เลยขอรับนายท่าน ผู้น้อยจะตรวจสอบอย่างละเอียดแน่นอน" บาร์ตั้นตอบอย่างนอบน้อม
คำสั่งถูกถ่ายทอดออกไปทีละข้อ ทุกคนชัดเจนในหน้าที่ของตน หลังการประชุมสั้นๆ จบลง พื้นที่ขึ้นฝั่งทั้งหมดก็กลายเป็นเขตก่อสร้างขนาดมหึมาทันที
ภายใต้เสียงตวาดและการสั่งการของมอร์ตัน (ซึ่งส่วนใหญ่ใช้แส้เพื่อการข่มขวัญ) เหล่าทาสและทหารเริ่มร่วมมือกันโค่นต้นไม้รอบค่ายชั่วคราวและถางพงหญ้า เสียงดุด่าของมอร์ตัน เสียงฟันไม้ และเสียงหอบหายใจจากการแบกของหนักดังระงม ท่อนซุงหนาถูกนำมาทำเป็นโครงสร้างสำหรับสร้างเพิงพัก ใบไม้ขนาดใหญ่และผ้าใบกันน้ำถูกนำมามุงเป็นหลังคาอย่างลวกๆ แม้จะดูหยาบ แต่ก็พอจะใช้เป็นที่ซุกหัวนอนได้
เอลิสนำทาสสองคนที่ถือหอกไม้เดินเข้าไปในชายป่าข้างค่ายอย่างระมัดระวัง นางหลับตาสูดหายใจลึก พรสวรรค์ของเผ่าเอลฟ์ช่วยให้นางรับรู้ถึงความแตกต่างเล็กน้อยของความชื้นในอากาศและจังหวะชีวิตของพืชพรรณ นางชี้ไปทางทิศหนึ่ง "ทางนั้น พืชพรรณอุดมสมบูรณ์กว่า น่าจะมีน้ำอยู่ใต้ดิน"
และก็เป็นจริงตามนั้น ภายใต้เนินดินเตี้ยๆ ไม่ไกลนัก พวกนางพบสายน้ำพุภูเขาเล็กๆ ซึมออกมา คุณภาพน้ำใสสะอาด นางทำเครื่องหมายระบุตำแหน่งและสั่งให้คนเริ่มขุดบ่อพักน้ำ แม้จะมีน้ำจืดไหลออกมาเรื่อยๆ แต่การกักเก็บน้ำไว้เผื่อฉุกเฉินคือสิ่งที่ถูกต้อง
โอเชี่ยนและบาร์ตั้นขึ้นเรือเร็วและเริ่มล่องไปตามแนวชายฝั่งของเกาะอย่างช้าๆ โดยไม่สนใจอาการบาดเจ็บ โอเชี่ยนยืนตื่นเต้นอยู่ที่หัวเรือ ชี้ชวนให้ดูปากอ่าวที่ดูสงบเงียบหลายแห่ง พลางปรึกษาหารือกับบาร์ตั้นเรื่องความลึกของน้ำ สภาพการกำบังลม และความเป็นไปได้ในการขยายท่าเรือในอนาคต
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ย้อมท้องฟ้าและผิวน้ำทะเลให้เป็นสีส้มแดงอันงดงาม เมื่อราตรีย่างกรายมาเยือนเกาะทรายเหล็ก ค่ายพักแรมอันหยาบและเรียบง่ายก็ตั้งตระหง่านอยู่ ณ รอยต่อระหว่างชายหาดและป่าดงดิบ เพิงพักหลายสิบหลังกระจายตัวอยู่ราวกับดอกเห็ด ในลานโล่งตรงกลาง กองไฟขนาดใหญ่หลายกองถูกจุดขึ้น ขับไล่ความมืดและความหนาวเหน็บ พร้อมกับย่างปลาทะเลที่จับมาได้และอุ่นเสบียงแห้ง อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นควันไฟ กลิ่นหอมของอาหาร และกลิ่นเหงื่อไคล
ผู้คนนั่งล้อมวงรอบกองไฟ แม้จะเหนื่อยล้าสายตัวแทบขาด แต่ใบหน้าของพวกเขาลดทอนความสับสนลง และแทนที่ด้วยความรู้สึกมั่นคงที่จับต้องได้ ในที่สุด... พวกเขาก็มีสถานที่ให้พักพิงชั่วคราวแล้ว