- หน้าแรก
- เกิดใหม่ 1979 เริ่มต้นด้วยมรดกพันล้าน
- บทที่ 20 แผนการจ้างงาน
บทที่ 20 แผนการจ้างงาน
บทที่ 20 แผนการจ้างงาน
ถังเสี่ยวฝูใช้สายวัดวัดรอบเอว รอบอก และความยาวแขนให้จางซูฉิน พลางเอ่ยยิ้มๆ ว่า "คุณป้าคะ สบายใจได้เลยค่ะ ครั้งนี้เจิ้งจวินหาเงินได้อีกเกือบ 200 หยวน แถมยังเป็นธุรกิจที่ทำได้ในระยะยาว ต่อไปจะหาเงินได้มากกว่านี้อีกค่ะ!"
จางซูฉินขอบตาแดงระเรื่อ เธอถอนหายใจด้วยความตื้นตัน "เฮ้อ นึกไม่ถึงเลยว่าจู่ๆ เจิ้งจวินจะหาเงินได้เก่งขนาดนี้ พอนึกย้อนไป มันเหมือนฝันเลยจริงๆ..."
เธอพลันนึกขึ้นได้ว่า ตอนที่หลินเจิ้งจวินอายุได้เพียงสามสี่ขวบ ในคืนที่เธอกำลังปั่นด้าย หลินเจิ้งจวินนั่งอยู่ข้างๆ เคี้ยวหมั่นโถวไปพลาง จ้องมองเธอด้วยดวงตากลมนิลครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "แม่ครับ พ่อลงนาทำงาน ต่อไปผมก็จะทำงานหนักเหมือนกัน จะหาธัญญาหารกับเงินมาเยอะๆ แล้วจะเอาให้แม่หมดเลย เอาไว้ให้แม่ซื้อเสื้อผ้าซื้อของกิน"
ตอนนั้นเธอรู้สึกเพียงว่าวันดีๆ แบบนั้นคงอีกนานแสนนานกว่าจะมาถึง คิดไม่ถึงว่าเพียงพริบตาเดียว คำพูดที่ลูกชายเคยบอกไว้จะกลายเป็นความจริงขึ้นมา
"งั้นก็ตัดเถอะ ยังไงเจิ้งจวินแต่งงาน พวกเราก็ต้องมีเสื้อผ้าที่ดูดีใส่บ้าง!"
หลินซานหวยพยักหน้าเห็นด้วย ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าบนใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมนั้นมีรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มผุดขึ้นมา
...
มื้อเย็นหลินเจิ้งจวินนึ่งซาลาเปาไส้หมูสับกับขึ้นฉ่ายกะละมังใหญ่ พร้อมต้มข้าวต้มข้าวสารที่ข้นเหนียวและหอมหวานอีกหม้อ คนในครอบครัวกินกันจนมันแผล็บเต็มปาก รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างยิ่ง
หลังมื้ออาหาร หลินซานหวยพ่นควันบุหรี่ยาเส้นพลางบอกว่า "ต้นอ่อนข้าวสาลีที่เหลือก็งอกได้ที่หมดแล้ว คาดว่าพรุ่งนี้กับมะรืน แกคงต้องวุ่นอยู่กับการทำหม่าถังทั้งวันแน่"
"ครับ" หลินเจิ้งจวินพยักหน้า "พ่อกับแม่ก็ไม่ต้องไปลงนาหรอกครับ อยู่ช่วยผมที่บ้านนี่แหละ!"
หลินซานหวยไม่ได้ตอบตกลงทันที แต่กลับถามว่า "ทำหม่าถังล็อตนี้เสร็จแล้ว แกมีแผนจะทำยังไงต่อ?"
"ก็ทำต่อไปสิครับ ธุรกิจที่หาเงินได้ดีขนาดนี้จะหยุดทำไมล่ะ"
หลินเจิ้งจวินยิ้มแล้วว่า "ผมกะดูแล้วอย่างน้อยน่าจะทำได้ไปจนถึงเดือนตุลาคมครับ เดือนตุลาคมอ้อยทางใต้กับบีทรูททางเหนือจะสุกเต็มที่ การผลิตน้ำตาลจะออกมาเยอะจนอุปทานในตลาดเพียงพอ"
"ถึงตอนนั้น ความต้องการหม่าถังของพวกเราก็น่าจะลดลง ส่วนจะทำต่อไหมก็ค่อยดูสถานการณ์ตลาดอีกทีครับ!"
หลินซานหวยอัดบุหรี่เข้าปอดลึกๆ แล้วว่า "ข้าว่าแกต้องจ้างคนมาช่วยสักสองคนนะ"
"จ้างคนก็ต้องเสียเงินสิครับ พ่อกับแม่ช่วยผมอยู่ที่บ้านก็พอนี่นา" หลินเจิ้งจวินเอ่ยเบาๆ
จางซูฉินแทรกขึ้นมาว่า "ถ้าพวกเราไม่ลงนาทุกวัน ก็จะไม่มีแต้มงาน แล้วจะเอาธัญญาหารที่ไหนมากินล่ะ!"
"ก็เอาเงินซื้อเอาสิครับ!"
หลินเจิ้งจวินบอก "มีเงิน แถมผมยังสนิทกับคนของสหกรณ์จังหวัดด้วย คูปองธัญญาหารก็พอจะหาได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อธัญญาหารไม่ได้หรอกครับ"
"พูดน่ะมันง่าย แต่คนเขาจะนินทาเอานะ!"
หลินซานหวยส่ายหน้า "พวกเรามันคนเกษตร การทำนาคือหน้าที่หลัก จะมาทำแต่อาชีพเสริมแล้วไม่ยอมลงนาได้ยังไง"
"แค่สองสามวันที่ผ่านมาที่พวกเราช่วยแกทำหม่าถังอยู่ที่บ้าน ก็มีสมาชิกหน่วยผลิตไม่น้อยมาชี้นิ้วซุบซิบนินทาหาว่าพวกเรายังทำตัวเป็นทายาทเจ้าที่ดิน ไม่ยอมปรับปรุงตัวให้ดีอยู่นั่นแหละ!"
ในยุคนี้ กลไกการจัดสรรคือ "ส่งให้รัฐให้ครบ เก็บไว้ให้ส่วนรวมให้พอ ที่เหลือจึงแบ่งให้ครัวเรือนตามแต้มงาน" ภาคเกษตรกรรมจึงต้องแบกรับภารกิจในการสนับสนุนเขตเมืองและการสะสมทุนตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรม
หากหน่วยผลิตดำเนินภารกิจส่งมอบผลผลิตการเกษตรให้รัฐได้สำเร็จลุล่วง ทางคอมมูนหรือทางอำเภอก็จะมอบรางวัลทั้งทางวัตถุและทางใจให้ แต่หากทำไม่ได้ก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์
แรงกดดันถูกส่งต่อมาเป็นทอดๆ หากสมาชิกคนไหนทำงานไม่ขยันขันแข็ง แต้มงานไม่ถึงค่าเฉลี่ย ก็จะถูกมองว่าเป็นตัวถ่วงของส่วนรวม และจะถูกผู้คนนินทาลับหลัง
หน่วยผลิตเองก็จะวิพากษ์วิจารณ์สมาชิกที่ล้าหลังและตีตราว่าเป็นผู้ที่เพิกเฉยต่อการผลิต ดังนั้นสมาชิกส่วนใหญ่จึงมีจิตสำนึกเรื่องเกียรติยศสูงและกระตือรือร้นในการทำงานมาก
"งั้นก็ได้ครับ!"
หลินเจิ้งจวินเปลี่ยนความคิดแล้วพยักหน้าเห็นด้วย ในใจเริ่มคำนวณหาว่าควรจะไปจ้างใครมาช่วยงานดีถึงจะเหมาะสม
...
ดึกสงัด ที่บ้านของเว่ยหงปิง
"ถุย! เสนาธิการเว่ย หอยขมที่แกทำนี่มันทั้งคาวทั้งเค็ม หมาเห็นยังเมินเลยว่ะ!"
ในครัว อู๋ซวนจู้ถ่มหอยขมที่เคี้ยวจนแหลกทิ้งลงบนพื้นพลางขมวดคิ้วมุ่น
"ฝีมือแกมันไม่ได้เรื่องจริงๆ ว่ะ ข้าก็กินไม่ลงเหมือนกัน!"
"โธ่เอ๊ย วันนี้ทั้งวันถือว่าเหนื่อยเปล่าจริงๆ!"
หลินเถี่ยตั้นกับจ้าวไล่ผีต่างพากันบ่นไม่หยุด
"ใครเก่งก็มาทำเองสิ ถ้าไม่ทำก็อย่าพล่าม!"
เว่ยหงปิงด่ากลับ "พวกแกน่ะน้ำมันพืชสักหยดก็หามาไม่ได้ เอาไปต้มน้ำเปล่าอย่างเดียวมันจะไปอร่อยได้ยังไงล่ะวะ!"
พ่อแม่ของเว่ยหงปิงเสียไปตั้งแต่เขายังเด็ก เหลือเพียงคุณย่ากับเขาที่อยู่ด้วยกันสองคน เมื่อไม่มีคนคอยเข้มงวด บ้านของเขาจึงกลายเป็นกองบัญชาการของเหล่าคนไม่เอาถ่านที่มักจะมารวมตัวเล่นสนุกกันที่นี่
วันนี้พวกเขาหาจั๊กจั่น หอยขม กบนา ปลาไหล และปลาป่ามาได้ไม่น้อยเพื่อจะเอามาแกล้มเหล้า แต่เพราะไม่มีน้ำมันและเครื่องปรุงรสเลย เอาไปต้มน้ำเปล่าทั้งหมด รสชาติจึงออกมาแย่สุดๆ
"ถอยไปให้หมด! ข้าจัดการเอง!"
หลินเจิ้งจวินถือถ้วยน้ำมันถั่วเหลือง เดินหิ้วซีอิ๊วกับจิ๊กโฉ่ว พร้อมกับอบเชย โป๊ยกั๊ก และใบกระวาน เดินเข้ามาในครัว
"ผู้บัญชาการหลิน นี่แกไปปล้นคลังเสบียงของกองทัพอเมริกามาหรือไง? ไปเอายุทธปัจจัยพวกนี้มาจากไหนเยอะแยะ?" เว่ยหงปิงรีบสละตำแหน่งที่หน้าเตาให้พลางถามด้วยความประหลาดใจ
"แม่เจ้าโว้ย ไปเอาน้ำมันถั่วเหลืองมาตั้งครึ่งถ้วยเชียวนา!"
"แอบเอามาจากครัวที่บ้านแกเหรอ? ลุงซานหวยรู้เข้าหรือเปล่าล่ะ ระวังจะโดนตีตูดลายนะโว้ย!" เพื่อนฝูงต่างพากันตื่นเต้นและไม่อยากจะเชื่อสายตา
เพียงครู่เดียว
หลินเจิ้งจวินก็ทำกับแกล้มเสร็จเต็มโต๊ะ
ถั่วลิสงทอด จั๊กจั่นทอด หอยขมผัดเผ็ด ปลาไหลผัดน้ำแดง กบนาหม้อดิน แตงกวายำ และยังมีซุปปลาป่าอีกหนึ่งอย่าง
พวกพ้องจ้องมองกับแกล้มที่มีทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติครบถ้วนอยู่บนโต๊ะแล้วอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง "เรื่องประหลาดแท้ๆ ผู้บัญชาการหลินไปหัดทำกับข้าวมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย!"
"ฝีมือนี่มันสุดยอดไปเลยว่ะ!"
"เหอะ! ฝีมือไก่เขี่ยอะไรกันล่ะ!"
เว่ยหงปิงแสดงท่าทางไม่ยอมรับ "ก็ผู้บัญชาการหลินเล่นใส่น้ำมันอย่างกับได้มาฟรีๆ มันไม่ร่อยก็แปลกแล้ววะ ทำแบบนี้นะต่อให้เอารองเท้าหนังมาผัดมันก็ร่อย ข้าก็ทำได้เหมือนกันแหละ!"
"มีของกินแล้วยังจะหุบปากเน่าๆ ของแกไม่ได้อีกใช่ไหม!" หลินเจิ้งจวินลากเก้าอี้มานั่งลงพลางยิ้มบอก
"พวกเรา ลงมือกินได้!" เว่ยหงปิงหยิบเหล้าผลไม้ออกมาสองขวด ทุกคนนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะ
"จั๊กจั่นนี่มันเยิ้มเชียวนา เปลืองน้ำมันไปไม่น้อยเลย ข้าเพิ่งเคยได้กินแบบทอดครั้งแรกนะเนี่ย ปกติก็แค่เอาไปเผาไฟกินเอง!"
หลินเถี่ยตั้น หลานชายของหลินปิ่งเต๋อที่มีฐานะทางบ้านค่อนข้างดี รูปร่างสูงใหญ่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ เขาคีบจั๊กจั่นทอดขึ้นมาหนึ่งตัวส่งเข้าปาก
ทันใดนั้นเขาก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ "แม่เจ้าโว้ย นี่มันหอมเกินไปแล้ว หอมจนแทบจะกลืนลิ้นตามลงไปด้วยเลยนะเนี่ย!"
จากนั้น
ทุกคนต่างก็คีบจั๊กจั่นทอดขึ้นมาทานกันคนละตัว ทันใดนั้นก็เหมือนเปิดโลกใบใหม่ ต่างพากันร้องบอกว่าอร่อยไม่หยุด
รสชาติของจั๊กจั่นทอดนั้น ต่อให้เป็นยุคในอนาคตที่วัตถุอุดมสมบูรณ์ก็ยังมีคนไม่กี่คนที่ปฏิเสธรสชาตินี้ลงได้
ในแอปช้อปปิ้งออนไลน์ยังขายกันตัวละหยวนกว่าๆ แถมยังมีเกษตรกรหันมาเพาะเลี้ยงเป็นล่ำเป็นสัน
นับประสาอะไรกับยุคที่แทบไม่เคยได้ลิ้มรสชาติของเนื้อแบบนี้ เมื่อทุกคนได้ทานจึงแทบจะหยุดไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น กับแกล้มเต็มโต๊ะนี้ ไม่ว่าจะเป็นถั่วลิสงทอด หอยขมผัดเผ็ด ปลาไหลผัดน้ำแดง หรือกบนาหม้อดิน ต่างก็มีรสชาติและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เว่ยหงปิงชิมอาหารทุกอย่างจนครบแล้วจึงยกจอกเหล้าขึ้น "ผู้บัญชาการหลิน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้าพูดเรื่องกินในหน่วยผลิตเรา ข้าขอยอมสยบให้แกคนเดียวเลย!"
หลินเจิ้งจวินชนจอกกับเขาแล้วว่า "ไหนแกบอกว่าข้าแค่ใส่น้ำมันเยอะ ถ้าแกทำ แกก็ทำได้เหมือนกันไงล่ะ?"
"ข้านี่มันคนตื้นเขินจริงๆ! ในนี้มันมีฝีมือทำอาหารอยู่ชัดๆ กับข้าวแต่ละอย่างทำออกมาได้พอดีเป๊ะเลย!" เว่ยหงปิงยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี
ผ่านไปพักใหญ่ กับแกล้มพร่องไปกว่าครึ่ง
ทุกคนต่างพากันลูบพุงด้วยความอิ่มเอมใจพลางถอนหายใจออกมา "โอ๊ย อิ่มสบายท้องจริงๆ ไม่ได้กินของดีๆ แบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะเนี่ย!"
"น้ำมันพืชนี่มันถึงใจจริงๆ!"
หลินเจิ้งจวินจึงเริ่มเข้าสู่ประเด็นหลัก เขาเอี่ยมยิ้มแล้วถามว่า "พวกเรา ต่อไปอยากกินแบบนี้อีกไหม? ตามข้ามาเถอะ ต่อไปจะมีน้ำมันมีเนื้อให้กินทุกมื้อแน่นอน!"
เว่ยหงปิงกลอกตาไปมาพลางยิ้มว่า "ผู้บัญชาการหลินต้องรวยแล้วแน่ๆ ไม่อย่างนั้นนะ แกเอาน้ำมันมาใช้เยอะขนาดนี้ พ่อแกต้องตีแกตายแน่!"
หลินเจิ้งจวินหยิบปึกธนบัตรสิบหยวนที่หนาปึ๊กออกมาจากกระเป๋าแล้ววางปังลงบนโต๊ะ
"โอ๊ย แม่เจ้า เงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ!"
ดวงตาของเว่ยหงปิงเป็นประกายวาววับ ตื่นเต้นราวกับเป็นคนหาเงินได้เอง เขาลุกขึ้นเดินวนไปวนมาพลางถูมือ "ข้าเพิ่งเคยเห็นเงินเยอะขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย!"
ทุกคนต่างถามกันด้วยความตื่นเต้น "ผู้บัญชาการหลิน แกไปหาเงินมาจากไหนน่ะ?"
"ทำหม่าถังไง..." หลินเจิ้งจวินเล่าเรื่องราวให้ฟังทั้งหมดทันที
"ข้าว่าแล้วว่าเจิ้งจวินแกน่ะฉลาดเป็นกรด จะไปซื้อต้นอ่อนข้าวสาลีของบ้านเว่ยมาทำไมโดยไม่มีสาเหตุ ที่แท้ก็เพื่อจะทำเรื่องใหญ่นี่เอง!"
"ฮ่าๆๆ บ้านเว่ยซานหู่นี่มันโง่บรมจริงๆ!" ทุกคนถึงบางอ้อ
หลินเจิ้งจวินจึงบอกจุดประสงค์ที่มาในวันนี้ "ข้าจะขยายการผลิต แต่กำลังคนไม่พอ เลยอยากจะจ้างพวกแกมาช่วยงาน มื้อเที่ยงข้าเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ และให้ค่าจ้างวันละสองหยวน!"
"วันละสองหยวน?! เดือนนึงก็หกสิบหยวนเลยเหรอ?!"
"แบบนี้มันไม่สูงกว่าเงินเดือนคนงานในเมืองอีกเหรอวะ?"
ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็ตาโตเท่าไข่ห่าน ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้นอย่างที่สุด
(จบบท)