เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 วิกฤตการณ์ธัญญาหาร

บทที่ 3 วิกฤตการณ์ธัญญาหาร

บทที่ 3 วิกฤตการณ์ธัญญาหาร


ระหว่างทางที่เดินไปยังที่ทำการหน่วยผลิต หลินเจิ้งจวินลอบสังเกตสภาพรอบตัว

ถนนดินเหลืองขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านดินอัดมุงหญ้าคาที่ทั้งเตี้ยและเก่า บนกำแพงมีตัวอักษรสีขาวเขียนสโลแกนรณรงค์อย่าง "เร่งการปฏิวัติ ส่งเสริมการผลิต" และ "เกษตรกรเรียนรู้จากต้าจ้าย"

เมื่อมองออกไปไกลๆ กลุ่มผู้คนก็ดูหม่นหมอง เสื้อผ้าของชาวบ้านส่วนใหญ่ทำจากผ้าทอมือสีเทา สีน้ำเงิน หรือสีดำ น้อยนักที่จะเห็นสีสันสดใส และมีไม่น้อยที่สวมเสื้อผ้าปะชุน

ผู้คนส่วนใหญ่มีใบหน้าซูบตอบ ดวงตาหม่นแสง ดูไร้เรี่ยวแรงและจิตวิญญาณ

หลายปีมานี้ ประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ธัญญาหารที่แบ่งให้ชาวบ้านมีเพียงแค่พอประทังชีวิต หากปีไหนผลผลิตไม่ดีก็ถึงขั้นเกิดทุพภิกขภัยอดอยากกันถ้วนหน้า

ทุกคนมาถึงลานกว้างของที่ทำการหน่วยผลิต

หลินปิ่งเต๋อปืนขึ้นไปบนหลังคายุ้งฉางเพื่อสำรวจอย่างละเอียด จากนั้นก็ลงจากบันไดด้วยใบหน้าบึ้งตึง แล้วเดินเข้าไปสำรวจภายในยุ้งฉางอีกรอบหนึ่ง

"เจ้าซานหู่ แกดูงานห่วยๆ ที่น้องชายแกทำสิ มันดูไม่ได้เลยจริงๆ!" หลินปิ่งเต๋อเดินกลับมาที่ลานบ้านแล้วกระทืบเท้าด้วยความโกรธ

หลังคายุ้งฉางสร้างจากต้นข้าวฟ่างและฟางข้าวสาลีที่มัดเป็นกำ ผสมกับดินเหลืองแล้วพอกทับลงบนขื่อ

หากทำงานอย่างประณีตและแน่นหนา มันจะสามารถกันแดดกันฝนได้ดี

มองเผินๆ จากภายนอกก็ดูเหมือนจะใช้ได้ แต่ถ้าตรวจสอบดีๆ จะพบว่ามันสวยแต่รูปจูบไม่หอม กันได้แค่ฝนพรำๆ แต่กันฝนตกหนักไม่ได้เลย

เมื่อเข้าไปดูในยุ้งฉางอย่างละเอียด ก็จะเห็นรอยน้ำฝนจางๆ บนขื่อไม้

"อะไรนะ?! รั่วจริงเหรอ?!"

เว่ยซานหู่ไม่อยากจะเชื่อ เขาปืนขึ้นไปดูด้วยตาตัวเองแล้วก็ถึงกับอึ้งไป

"ไอ้ตัวขายหน้า กลับบ้านไปข้าจะจัดการแก!" เว่ยซานหู่ลงจากบันไดแล้วถลึงตาใส่เว่ยซานเป้าอย่างแรง

เว่ยซานเป้าหดคอด้วยความกลัว นิ่งเงียบไม่กล้าพูดอะไร

เมื่อเห็นเช่นนั้น หลินซานหวยไม่ต้องขึ้นไปดูก็รู้ว่าหลังคารั่วจริงๆ เขาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองลูกชายด้วยความแปลกใจ

เจ้าลูกคนนี้รู้ได้ยังไง หัวหมอใช้ได้เลยนะเนี่ย

"จะจัดการมันต้องรอถึงบ้านเลยเหรอ? จัดการมันที่นี่แหละ!"

หลินเจิ้งจวินพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ตบหน้าเว่ยซานเป้าไปสามฉาดใหญ่ติดต่อกันจนแทบมองไม่ทัน

ระหว่างทางที่เดินมา เขาได้ถามถังเสี่ยวฝูแล้ว เจ้านี่ไม่เพียงแต่ใช้ไม้ตีหัวเขา แต่ยังตบหน้าถังเสี่ยวฝูไปทีหนึ่งด้วย

ตัวเขาเองโดนตีเขายังพอทนได้ แต่ถังเสี่ยวฝูคือ "เกล็ดมังกร" ที่ใครก็ห้ามแตะต้อง เขาเคยสาบานไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้ถังเสี่ยวฝูต้องได้รับบาดเจ็บหรือความอยุติธรรมแม้เพียงนิดเดียว ใครก็รังแกเธอไม่ได้

เว่ยซานเป้าถูกตบจนหน้ามืดเห็นดาว ใบหน้าบวมเป่งขึ้นมาทันตา เขาโกรธจัดจนหน้าเปลี่ยนสี พุ่งเข้าใส่ทันที "หลินเจิ้งจวิน ไอ้คนไม่เอาถ่าน แกกล้าตบข้าเหรอ?!"

หลินเจิ้งจวินถีบมันจนหงายหลังล้มตึง เขาจ้องมองเว่ยซานหู่ด้วยสายตาเย็นชาพลางยิ้มหยัน "เว่ยซานหู่ คนในครอบครัวแกพูดคำไหนไม่เป็นคำงั้นเหรอ หรือว่าที่พูดออกมามันเป็นแค่ลมตด! ถ้าคิดจะเบี้ยวล่ะก็ ข้าจะเอาแกให้ตาย!"

หลินซานหวยหันไปมองลูกชายในจังหวะนั้นพอดี และทันได้เห็นแววตาสังหารที่ดูราวกับเป็นของจริง จนทำให้คนที่เป็นทหารเก่าผ่านสนามรบฆ่าคนมาแล้วอย่างเขาถึงกับใจสั่นสะท้าน

เขาประหลาดใจนัก ทำไมลูกชายถึงได้มีแววตาน่ากลัวขนาดนี้!

"เจิ้งจวิน อย่าลงมือเลย อย่าไปถือสาพวกมันเลย" หลินซานหวยกระซิบบอกลูกชาย

กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเว่ยซานหู่กระตุกยิบ เขาเอ่ยเสียงเย็น "เจ้าเป้า แกอยากจะอับอายขายหน้าคนอื่นไปถึงไหน กลับบ้านไป!"

เว่ยซานเป้าขบเคี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นแต่ก็ยอมถอยกลับไป

เว่ยซานหู่ยื่นบุหรี่ให้หลินปิ่งเต๋อหนึ่งมวนพร้อมจุดไฟให้พลางยิ้มประจบ "ท่านเลขาฯ ครับ งานที่น้องชายข้าทำมันห่วยจริงๆ นั่นแหละ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่มันทำ ถือว่าพอจะให้อภัยกันได้ใช่ไหมครับ พรุ่งนี้ข้าจะให้มันมาซ่อมหลังคาใหม่ให้แน่นหนา โดยไม่คิดคะแนนงานเลยสักแต้มเดียว"

"ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ถ้ายังขืนให้แต้มงานมันอีก ใครจะไปยอมรับได้"

หลินปิ่งเต๋อพยักหน้าพลางพ่นควันบุหรี่ ก่อนจะขมวดคิ้วครุ่นคิด "แต่เรื่องความเสียหายของเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีจะคำนวณยังไงล่ะ?"

"ท่านเลขาฯ ยังต้องถามอีกเหรอครับ ความรับผิดชอบเรื่องเมล็ดพันธุ์งอกก็ต้องเป็นของหลินซานหวยสิ" เว่ยซานหู่เชิดหน้าตอบ

"ได้ยังไงกัน?! ก็ในเมื่อน้องชายแกซ่อมหลังคาไม่ดีจนน้ำรั่วไงล่ะ!" หลินซานหวยโกรธจนหน้าแดงก่ำ ดวงตาแทบพ่นไฟ

จางซูฉินรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างที่สุด เธอปาดน้ำตาพลางโต้แย้ง "นั่นสิ ถ้าหลังคาไม่รั่ว เมล็ดพันธุ์จะงอกได้ยังไง พวกคุณเห็นว่าบ้านเรามีคนน้อยเลยคิดจะรังแกกันใช่ไหม ยังมีขื่อมีแปอยู่ไหม!"

"พวกแกจะตะโกนหาเรื่องอะไรกัน! นี่ไม่ใช่ว่ากำลังปรึกษากันอยู่หรือไง!"

เว่ยซานหู่ตะคอกเสียงดังลั่น "หน่วยผลิตของเรามีกฎอยู่ว่า คนเฝ้ายุ้งฉางต้องตรวจสอบยุ้งฉางทุกวัน! ถ้าหลินเจิ้งจวินตรวจเช็กให้ดี ต่อให้เมล็ดพันธุ์เปียก แต่ถ้าเอาออกมาตากแดดมันก็คงไม่มืองอกหรอก!"

เขากวาดสายตามองชาวบ้านรอบๆ "ทุกคนลองพูดมาสิว่าที่ข้าพูดมันมีเหตุผลไหม!"

ตระกูลเว่ยนั้นมีลูกหลานมากมาย แซ่เว่ยครองสัดส่วนประชากรไปกว่าครึ่งหนึ่งของหน่วยการผลิต และในบรรดาคณะกรรมการหน่วยผลิตก็มีคนตระกูลเว่ยอยู่กึ่งหนึ่ง

ดังนั้น คนในตระกูลเว่ยที่ยืนอยู่ในกลุ่มมวลชนจึงรีบส่งเสียงสนับสนุนทันที

"ท่านเลขาฯ ครับ ซานหู่พูดถูกแล้ว หลินเจิ้งจวินต้องรับผิดชอบ!"

"ท่านเลขาฯ ลองคิดดูสิครับ ถ้าหลินเจิ้งจวินไม่ชดใช้เมล็ดพันธุ์ ปีหน้าผลผลิตข้าวสาลีออกมาไม่ดี พวกเราจะเอาอะไรกินกัน?!"

"หลินซานหวย ถ้าแกยังเป็นลูกผู้ชายอยู่ก็รับผิดชอบเรื่องนี้ไปซะ ไม่อย่างนั้นแกก็เตรียมตัวโดนน้ำลายชาวบ้านรุมถ่มใส่จนจมดินได้เลย!"

"ข้าว่านะ หลินเจิ้งจวินมันอาจจะเห็นว่าน้ำรั่วอยู่แล้วแต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น พูดง่ายๆ คือจ้องจะทำลายผลผลิตนั่นแหละ!"

"หลังคายุ้งฉางรั่วไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อย หลินเจิ้งจวินแกเป็นคนเฝ้ายุ้งฉางมาตั้งกี่ปี พอฝนตกแกไม่รู้หรือไงว่าต้องไปดู!"

"หลินซานหวย พูดออกมาสิว่าบ้านแกจะชดใช้เมล็ดพันธุ์ไหม? ถ้าไม่ชดใช้ ข้าจะตีไอ้ลูกเต่าของแกให้ตาย!" มีบางคนกวัดแกว่งจอบข่มขู่

"พวกแกสงบปากสงบคำกันหน่อย! ในสายตาพวกแกยังมีข้าที่เป็นเลขาฯ อยู่ไหม! เห็นข้าตายไปแล้วหรือไง?!"

เมื่อเผชิญหน้ากับฝูงชนที่กำลังเดือดพล่าน หลินปิ่งเต๋อก็ขมวดคิ้วแน่นแล้วตะโกนออกมา

เขาเข้าใจดีว่าบ้านของหลินซานหวยลำบากแค่ไหน การบังคับให้พวกเขาชดใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีก็ไม่ต่างจากการบีบให้พวกเขาไปตาย

แต่หน่วยผลิตก็มีกฎระเบียบอยู่จริงๆ เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน

อีกอย่าง เมื่อเกิดเหตุความเสียหายร้ายแรงต่อการผลิตเช่นนี้ การแบ่งความรับผิดชอบไม่ใช่สิ่งที่เขาคนเดียวจะตัดสินใจได้ ต้องมีการเปิดประชุมคณะกรรมการหน่วยผลิตหรือประชุมสมาชิกหน่วยผลิตเพื่อลงมติตามระบอบประชาธิปไตย

และไม่ว่าจะประชุมอย่างไร ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกัน ครอบครัวหลินซานหวยต้องรับผิดชอบแน่นอน เพราะตระกูลเว่ยมีคนมากกว่าและมีอิทธิพลสูงเกินไป

หลินซานหวยกัดฟันแน่น ก้มหน้าสูบยาเส้นอย่างเงียบเชียบ

เรื่องนี้มันช่างน่าอัดอั้นตันใจนัก แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อตระกูลเว่ยมีพวกมาก ส่วนครอบครัวเขามีคนน้อย!

ในขณะที่หลินซานหวยกำลังลำบากใจอยู่นั้น หลินเจิ้งจวินก็ก้าวออกมาข้างหน้าแล้วประกาศเสียงดังว่า "พี่น้องชาวบ้านครับ มีอะไรค่อยๆ พูดกัน อย่าลงไม้ลงมือเลย!"

"พวกเรายินดีจะชดใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี แต่เว่ยซานเป้าเองก็ต้องรับผิดชอบครึ่งหนึ่งด้วย เขาต้องชดใช้ครึ่งหนึ่ง ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่จ่าย!"

หลินเจิ้งจวินหรี่ตามองเว่ยซานหู่แล้วกล่าวว่า "เว่ยซานหู่ ถ้าแกไม่ตกลง ข้าจะไปฟ้องหัวหน้าคอมมูนและเลขาธิการพรรคประจำคอมมูน ให้เขามาดูว่าพวกแกซ่อมหลังคายุ้งฉางได้ห่วยแตกขนาดนี้ เป็นการจงใจทำลายการผลิตทางการเกษตรหรือเปล่า ส่วนผลได้ผลเสียจะเป็นยังไง แกก็ไปตรองดูเอาเองเถอะ!"

"เรื่องประหลาดแท้ๆ!" เว่ยซานหู่ชะงักไป เขาจ้องมองหลินเจิ้งจวินอย่างไม่เชื่อสายตา

หลินปิ่งเต๋ออายุก็มากแล้วและกำลังจะเกษียณ

ทางคอมมูนได้เสนอชื่อให้เขาขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยการผลิตคนต่อไป ส่วนหัวหน้าหน่วยคนเดิมจะขึ้นไปเป็นเลขาฯ ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการประเมินผลงาน หากต้องมาเกิดเรื่องยุ่งยากเพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีแค่สองร้อยจิน มันคงไม่คุ้มค่าแน่!

หลินเจิ้งจวิน ไอ้คนไม่เอาถ่านคนนี้ อยู่ดีๆ ทำไมถึงดูฉลาดเป็นกรดขึ้นมา แถมยังจี้ได้ถูกจุดตายอีกต่างหาก

แต่เรื่องตำแหน่งนี่ข้าปิดเป็นความลับมาตลอด แม้แต่เมียข้ายังไม่บอกเลย แล้วไอ้หมอนี่มันรู้ได้ยังไง!

"ไอ้แม่ย้อย ข้าไม่จ่ายโว้ย แกอยากไปฟ้องที่ไหนก็เชิญ ฟ้องไปถึงสหประชาชาติข้าก็ไม่กลัว!" เว่ยซานเป้าตะโกนออกมาอย่างหัวเสีย

"เพียะ!"

เว่ยซานหู่ตบหน้าเว่ยซานเป้าไปฉาดใหญ่พลางคำราม "กลับบ้านไปเอาข้าวสาลีมาสองร้อยจินเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะหักขาแกซะ!"

"พี่! บ้านเราเหลือข้าวสาลีแค่สองร้อยจินเองนะ!" เว่ยซานเป้ารู้สึกเหมือนใจจะขาด

"ไปเอามา! กล้าบ่นอีกคำเดียว ข้าจะถลกหนังแก!" เว่ยซานหู่เองก็อัดอั้นตันใจไม่แพ้กัน แต่ก็ได้แต่ต้องจำยอมกลืนความขมขื่นลงคอไป

เว่ยซานเป้าไม่กล้าขัดคำสั่งพี่ชาย จึงจำใจลากรถเข็นเอาข้าวสาลีสองร้อยจินมาให้

ข้าวสาลีถูกนำขึ้นตราชั่ง น้ำหนักครบถ้วนไม่ขาดแม้แต่จินเดียว พนักงานบัญชีจดบันทึกรายละเอียดของเรื่องราวและออกใบรับเงินให้

เว่ยซานหู่หน้าดำคร่ำเครียดราวกับก้นหม้อ "หลินซานหวย จางซูฉิน พวกแกก็เห็นแล้ว บ้านข้ารับผิดชอบจ่ายค่าชดเชยไปครึ่งหนึ่งแล้ว คราวนี้ก็ถึงตาบ้านแกบ้างล่ะ! ไหนล่ะข้าวสาลี!"

จางซูฉินลนลานขึ้นมาทันที ใบหน้าซีดเผือด "ไม่ได้นะ แบบนี้ไม่ได้ บ้านฉันจะไปมีปัญญาชดใช้ตั้งสองร้อยจินได้ยังไง!"

ในบ้านเหลือข้าวสาลีอยู่แค่ห้าสิบจินที่เก็บไว้บดทำหมั่นโถวและเกี๊ยวกินกันช่วงตรุษจีนเท่านั้น ต่อให้ยกให้หน่วยผลิตจนหมดก็ยังไม่พอเลย

จะไปหยิบยืมงั้นเหรอ?

จะไปยืมที่ไหนล่ะ!

ในยุคสมัยนี้ ผลผลิตทางการเกษตรต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แถมยังต้องส่งส่วยธัญญาหารให้รัฐ ธัญญาหารที่แบ่งให้แต่ละบ้านจึงมีไม่มากนัก แค่พอกินไปวันๆ เท่านั้น

อีกอย่าง หลายปีมานี้ครอบครัวหลินตกอับ คะแนนงานทำได้ไม่พอกับข้าวที่กิน ยืมเงินยืมข้าวเขาทุกปี จนญาติสนิทมิตรสหายในหมู่บ้านถูกพวกเขายืมจนทั่วหมดแล้ว

ใครๆ ก็รู้ว่าบ้านเขามีหนี้สินล้นพ้นตัว กว่าจะได้เงินได้ข้าวคืนคงต้องรอจนชาติหน้าตอนบ่ายๆ ใครเขาจะยอมให้ยืมอีกล่ะ!

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 3 วิกฤตการณ์ธัญญาหาร

คัดลอกลิงก์แล้ว