- หน้าแรก
- อ๋องน้อยผู้โหดเหี้ยม
- 48 - สมรภูมิของเหล่าฮูหยิน
48 - สมรภูมิของเหล่าฮูหยิน
48 - สมรภูมิของเหล่าฮูหยิน
48 - สมรภูมิของเหล่าฮูหยิน
หลุมศพเหล่าวีรชนทางทิศใต้ของสระฉวี่เจียงเป็นภูเขาขนาดเล็กที่มีรูปร่างคล้ายเนินดิน ด้านนอกมีการสร้างศาลเจ้าและอารามเต๋า ทั้งยังมีการหลอมเครื่องเหล็กเพื่อหล่อเป็นรูปวัวเหล็กตัวหนึ่ง มีความหมายประมาณว่า ‘หลอมดาบเป็นคันไถ ยุติสงครามเพื่อเชิดชูวรยุทธ์’ วางไว้เนิ่นนานถึงหกสิบปีก็ยังคงดำเงาวาววับเหมือนใหม่ มีผู้คนมาเช็ดถูและจุดธูปบูชาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ในขณะที่จูม่านจื่อแอบลอบเข้าไปในหอจดหมายเหตุเพื่อขโมยความลับ หนิงชิงเยว่ผู้รับหน้าที่ดึงดูดความสนใจและล่อเป้าหมาย ก็ซุ่มรออยู่ในป่าไผ่เป็นเวลานาน เพื่อรอคอยการปรากฏตัวของจางเสียงผู้สังหารหมื่นศพ ทว่าการจะรอให้จางเสียงปรากฏตัวนั้นกลับไม่ใช่เรื่องง่าย
การที่จางเสียงเดินทางมาที่นี่ไม่ใช่เพื่อสะสางความแค้นเก่าก่อนกับหนิงชิงเยว่ คนที่มีความแค้นกับจางเสียงนั้นมีมากมายนัก ในฐานะที่เป็นหน้าตาของกรมสอบสวนจางเสียงย่อมไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะมาพัวพันกับคนในยุทธภพ การที่เขาเดินทางมาด้วยตนเองนั้นเพียงเพราะสงสัยว่ามีโจรในยุทธภพซ่อนตัวอยู่แถวสระฉวี่เจียง จึงเดินทางมาเพื่อคุ้มกันความปลอดภัยของไทเฮา
ส่วนไทเฮานั้นย่อมไม่ทราบถึงการมีอยู่ของหนิงชิงเยว่ กว่าจะหาโอกาสออกจากวังมาได้สักครา ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะกลับวังทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการเซ่นไหว้ หลังจากออกมาจากหลุมศพเหล่าวีรชนแล้วก็นิวัตไปยังหอชมทิวทัศน์ริมสระฉวี่เจียงโดยตรง ส่วนจางเสียงก็นำเหล่าหมาป่าองครักษ์ออกตรวจตราอยู่รอบหอชมทิวทัศน์
ไทเฮาทรงเป็นบุตรีสายตรงของตระกูลเซียว เป็นน้องสาวคนเล็กของอัครมหาเสนาบดีเซียวฉู่หยาง ส่วนเหล่าฮูหยินเอกของตระกูลใหญ่ในถนนขุยโซ่วนั้น ต่างก็มาจากตระกูลขุนนางใหญ่อย่าง ‘เซียว ลู่ ชุย หวัง หลี่’ ทั้งสิ้น พวกนางต่างรู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่เยาว์วัย
มารดาขอสวีปู้หลิง เป็นบุตรีของตระกูลลู่แห่งทะเลตะวันออก เดิมทีก็อยู่ในกลุ่มเดียวกับฮูหยินเหล่านี้ น่าเสียดายที่เมื่อสิบปีก่อนตระกูลลู่แห่งทะเลตะวันออกเลือกข้างผิด ส่งผลให้ปัจจุบันกลายเป็นตระกูลในยุทธภพไปเสียแล้ว
ในราชสำนักไม่มีแม้แต่คนที่จะช่วยพูดจาให้ ตระกูลลู่แห่งจินหลิงที่เคยช่วยพูดให้ตระกูลลู่แห่งทะเลตะวันออกในตอนนั้นก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ลู่เฉิงอันบิดาของลู่ฮูหยินเดิมทีควรจะได้ดำรงตำแหน่งซานกง แต่จนถึงทุกวันนี้กลับรั้งท้ายอยู่ในบรรดาซานกงเก้าฉิง อำนาจในการพูดจานั้นอ่อนด้อยยิ่งนัก
แน่นอนว่าการชิงดีชิงเด่นอย่างลับๆ ระหว่างตระกูลใหญ่ไม่ได้แสดงออกผ่านบุตรีที่แต่งงานออกไปแล้ว หลังจากไทเฮาทรงเสร็จสิ้นธุระทางการร่วมกับเหล่าฮูหยินแล้ว เรื่องที่สนทนากันก็ยังคงเป็นเรื่องราวสัพเพเหระของครอบครัวทั่วไป
หอชมทิวทัศน์ริมสระฉวี่เจียงเป็นตึกสูงที่มีผลงานปลายพู่กันของยอดฝีมือชื่อดังทิ้งไว้มากมาย ภายในห้องโถงใหญ่บนชั้นสาม มีฮูหยินท่าทางสง่างามสิบกว่าท่านั่งอยู่ข้างใน มีคุณหนูตระกูลขุนนางและองค์หญิงหลายท่านยืนอยู่ด้านหลังเพื่อทำความรู้จัก ส่วนสาวใช้ต่างก็คอยยกน้ำชาส่งน้ำอย่างระมัดระวัง บรรยากาศนั้นเคร่งเครียดเสียยิ่งกว่าการเข้าประชุมขุนนางเสียอีก ไม่มีใครอยากพูดผิดแม้แต่คำเดียวให้ต้องขายหน้าต่อหน้าผู้อื่น
ไทเฮาทรงฉลองพระองค์หรูหราสีทอง ทรงมงกุฎหงส์ ประทับบนตั่งนุ่มตรงที่นั่งประธาน ทรงถือถ้วยน้ำชาและสดับฟังอย่างสงบด้วยรอยสรวลบางๆ
สตรีที่สามารถเข้าวังเป็นฮองเฮาได้นั้น นอกจากชาติตระกูลแล้ว รูปโฉมย่อมต้องเป็นหนึ่งในหมื่น ท่ามกลางเหล่าสตรีวัยกลางคนที่มีเสน่ห์เย้ายวนสิบกว่าคนในที่นี้ ย่อมไม่มีผู้ใดที่มีรูปโฉมด้อยกว่ากัน แต่ไทเฮาทรงมีบารมีและฐานะส่งเสริมให้ดูงดงามดั่งดอกโบตั๋น ข่มทุกคนในที่นั้นได้อย่างชัดเจน ดูโดดเด่นงดงามเพียงหนึ่งเดียว
ลู่ฮูหยินเนื่องจากเป็นม่าย จึงไม่เคยแต่งกายให้โดดเด่นต่อหน้าผู้อื่น เครื่องประดับมีไม่น้อย สงบนิ่งดั่งดอกบัวหลวง นางเพียงนั่งจิบน้ำชาอยู่ด้านหลังเพียงลำพัง จึงไม่เป็นที่สังเกตนัก
ในบรรดาฮูหยินตระกูลใหญ่มากมายเหล่านี้ มีทั้งสตรีที่งดงามเย็นชาไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก และย่อมต้องมีสตรีที่ชอบประจบสอพลอไปทั่วเช่นกัน
ตระกูลจางแห่งถนนขุยโซ่ว ผู้นำตระกูลดำรงตำแหน่งเส้าฟู่ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าฉิง ไต่เต้าขึ้นมาจากการสอบขุนนาง ถือเป็นตระกูลที่มาจากชนชั้นล่าง เกาฮูหยินสกุลเดิมเป็นบุตรีคนโตของตระกูล หากอยู่ในตลาดร้านรวงก็นับว่าเป็นตระกูลใหญ่ แต่หากมาอยู่ในห้องนี้กลับดูไม่ค่อยสง่างามนัก ด้วยเหตุนี้จึงกระตือรือร้นประจบสอพลอทุกคนที่พบเจอ
เมื่อสตรีพูดคุยกันย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวถึงบุตรหลาน ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เอ่ยขึ้นมาว่าบุตรชายสายตรงคนโตของตระกูลเซียวมีความมานะอุตสาหะยิ่งนัก อายุยังน้อยก็เดินทางไปยังดินแดนทุรกันดารเพื่อเป็นนายอำเภอ ไทเฮาทรงพระสรวลด้วยความยินดีขึ้นมาทันที เห็นชัดว่าทรงพอพระทัยกับคำพูดนี้มาก เกาฮูหยินเห็นเช่นนั้นก็รีบหาจังหวะกล่าวเสริมขึ้นมาว่า
"คุณชายใหญ่ตระกูลเซียวมีจริยธรรมโดดเด่นมาตั้งแต่เยาว์วัย ทั่วทั้งนครฉางอันไม่มีผู้ใดไม่ทราบ ไม่ต้องให้พวกเราวิจารณ์ดอก แต่คุณชายรองตระกูลเซียวเซียวถิงนี่สิ ปกติมักจะเงียบขรึม ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนกลับสร้างความตกตะลึงไปทั่ว ช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก..."
เหล่าฮูหยินต่างพยักหน้าเห็นพ้อง
แม้ตระกูลเซียวจะเป็นตระกูลขุนนางใหญ่ในไหวหนาน แต่ผู้สืบทอดสายตรงนั้นกลับมีไม่มัก หลังจากเซียวฉู่หยางเข้าเมืองหลวงมาดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี พี่ชายของเขาก็ล้มป่วยเสียชีวิตทิ้งบุตรชายเพียงคนเดียวไว้ เซียวฉู่หยางจึงรับบุตรชายผู้นี้มาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม แต่ไม่คาดว่าเขาก็ยังไม่อาจมีอายุยืนยาวเกินยี่สิบปีได้ หลังจากแต่งงานได้ไม่นานก็ด่วนจากไป
ในปัจจุบันตระกูลเซียวแห่งไหวหนานเหลือเพียงสายตรงของเซียวฉู่หยางเท่านั้น แม้แต่ตำแหน่งผู้นำตระกูลยังต้องให้พี่สาวของไทเฮาเป็นผู้ดูแล เรียกได้ว่าขาดแคลนผู้สืบทอด หากไม่เป็นเช่นนั้น คนทึ่มทุยอย่างเซียวถิงย่อมถูกไล่ออกจากตระกูลไปนานแล้ว จะมีใครมาคอยประคบประหงมราวกับดวงใจเช่นนี้ได้อย่างไร
ไทเฮาในฐานะบุตรีตระกูลเซียว ย่อมทรงหวังให้บุตรหลานของตระกูลเดิมมีความเจริญรุ่งเรือง เมื่อได้สดับคำเหล่านี้รอยสรวลก็ยิ่งกว้างขึ้น
เกาฮูหยินเห็นดังนั้นก็ยิ่งได้ใจ เหลือบไปเห็นลู่ฮูหยินที่นั่งอยู่ด้านหลัง จึงกล่าวต่อไปว่า
"เมื่อก่อนพวกอาจารย์ในสำนักกว๋อจื่อเจี้ยนต่างก็บอกว่าเซียวถิงกับสวีซื่อจื่อไม่เอาถ่าน ข้ากลับเห็นว่ามีลู่ฮูหยินกับไทเฮาคอยดูแลคุณชายทั้งสองท่าน จะไม่เอาถ่านได้อย่างไร เพียงแค่อายุยังไม่มหกเท่านั้น ได้ยินว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนในงานเลี้ยงกวีมังกรคำราม สวีซื่อจื่อก็สร้างความตกตะลึงไปทั่ว แต่งบทกวีได้ไพเราะยิ่งนัก..."
นี่ถือเป็นการเยินยอตระกูลเซียวแล้วต่อด้วยตระกูลลู่ ทั้งยังถือโอกาสประจบซูอ๋องไปในตัว เป็นการเอาใจทั้งสามฝ่าย
ทว่าลู่ฮูหยินกลับไม่ปรารถนาจะรับน้ำใจนี้ เมื่อได้ยินดังนั้นจึงวางถ้วยน้ำชาลงและเอ่ยขัดขึ้นว่า
"เกาฮูหยินโปรดอย่าไปเชื่อข่าวลือเลย เป็นพวกบัณฑิตเหล่านั้นที่เล่าลือกันไปเองทั้งสิ้น"
ในงานเลี้ยงกวีมังกรคำราม สวีปู้หลิงไม่ได้ยอมรับ เหล่าปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิในที่นั้นจึงไม่อาจยกความดีความชอบของบทกวี ‘ลมหยุด กลิ่นผกาหอมรัญจวนปลิดปลิวลงสิ้น’ ให้แก่ สวีปู้หลิงได้ จึงทำได้เพียงเก็บความสงสัยไว้ เรื่องนี้ยังไม่ทันได้ยืนยันจึงไม่ได้เล่าลือไปไกลนัก
ไทเฮาทรงประทับอยู่ในวังหลังมาเป็นเวลานาน หากไม่มีใครกราบทูลย่อมไม่ทรงทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น เมื่อได้สดับดังนั้นจึงทรงสนพระทัยและตรัสถามว่า
"สวีปู้หลิงเขียนบทกวีอะไรหรือ?"
เกาฮูหยินคิดว่าลู่ฮูหยินกำลังถ่อมตัว จึงพยักหน้าอย่าง ‘เข้าใจความหมาย’ และเอ่ยขึ้นว่า
"ลมหยุด กลิ่นผกาหอมรัญจวนปลิดปลิวลงสิ้น ยามเย็นแสนเหนื่อยหน่ายไม่อยากหวีผม เรื่องราวผันผ่านผู้คนเปลี่ยนไปทุกสิ่งจบสิ้นลง อยากจะเอื้อนเอ่ยน้ำตาก็รินไหลเสียก่อน..."
ผู้ที่อยู่ในที่นี้ล้วนเป็นสตรีสูงศักดิ์ เมื่อได้ยินบทกวีที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้เป็นครั้งแรกต่างก็รู้สึกแปลกใหม่ เมื่อได้ฟังอีกครั้งต่างก็พยักหน้าและเต็มไปด้วยความชื่นชม คุณหนูตระกูลขุนนางที่อยู่ด้านหลังต่างก็มีแววตาเป็นประกาย
ไทเฮาทรงเป็นบุตรีสายตรงของตระกูลเซียว ความรู้ทางด้านบทกวีโคลงกลอนย่อมไม่ด้อย ทรงสดับเพียงไม่กี่ประโยคก็เริ่มทรงตั้งพระทัยฟัง พระองค์เข้าวังมาไม่นานอดีตฮ่องเต้ก็เสด็จสวรรคต ทรงต้องอยู่โดดเดี่ยวในวังหลังทั้งวันทั้งคืน เมื่อได้สดับบทกวีที่บรรยายความรู้สึกของพระองค์ได้อย่างหมดเปลือกเช่นนี้ ย่อมทรงเกิดความสะเทือนพระทัย
หลังจากเกาฮูหยินอ่านจบ ไทเฮาทรงพยักพระพักตร์เล็กน้อย "ลมหยุด กลิ่นผกาหอมรัญจวนปลิดปลิวลงสิ้น ยามเย็นแสนเหนื่อยหน่ายไม่อยากหวีผม... เป็นบทกวีที่ดี... นี่เขียนให้เปิ่นกงหรือ?"
"..."
เหล่าฮูหยินในที่นั้นต่างก็อึ้งไป เกาฮูหยินเดิมทีอยากจะบอกว่า สวีปู้หลิงเขียนให้ลู่ฮูหยิน แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดี บทกวีบทนี้หากเขียนให้ไทเฮาก็ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดผิด
ในวันนั้น สวีปู้หลิงได้บอกไว้ว่าบทกวีบทนี้ไม่ได้เขียนให้ลู่ฮูหยิน...
ดังนั้นสายตาของเหล่าฮูหยินจึงเริ่มแปลกไป
ลู่ฮูหยินเดิมทีเตรียมจะอธิบาย แต่เมื่อได้ยินคำพูดของไทเฮา สีหน้าก็พลันดูไม่ได้ขึ้นมาทันที ราวกับปิ่นปักผมที่สตรีเพิ่งเลือกไว้ถูกคนนอกหยิบไปเสียอย่างนั้น จะทนได้อย่างไร จึงรีบเอ่ยขึ้นว่า
"ไม่ได้เขียนให้ไทเฮา"
"...??"
เหล่าฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายต่างเงียบกริบ บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที...
………..