- หน้าแรก
- อ๋องน้อยผู้โหดเหี้ยม
- 46 - เพื่อนชาย!
46 - เพื่อนชาย!
46 - เพื่อนชาย!
46 - เพื่อนชาย!
หน่วยสืบสวนจีเจินตั้งอยู่ในเขตฉงเหรินฝั่งทางทิศตะวันออกของพระราชวัง เนื่องจากเหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์ในวังเดินทางออกนอกเมือง กำลังพลกว่าครึ่งของที่ทำการจึงถูกส่งไปประจำการตามท้องถนน ทำให้ที่ทำการที่ทอดยาวตลอดทั้งสายดูค่อนข้างว่างเปล่า
หอเก็บเอกสารที่อยู่ด้านหลังของที่ทำการมีพื้นที่กว้างขวางมาก ตรงกลางมีอาคารสูงที่มีองครักษ์หมาป่าลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน การจะเข้าไปได้นั้นต้องเป็นองครักษ์หมาป่าค่ายเทียนจื้อที่ถือป้ายทองแดงพร้อมกับใบอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาเท่านั้น
ในช่วงเช้ามืด จูม่านจื่อได้รับมอบหมายงานจากผู้บังคับบัญชาให้ไปที่หอเก็บเอกสาร นางถูกย้ายจากหน่วยตรวจตราเมืองมายังหน่วยจับกุม สังกัดค่ายเทียนเว่ย ทว่าครั้งก่อนหนิงชิงเยว่ได้สังหารองครักษ์หมาป่าค่ายเทียนเว่ยไปสี่นายทำให้ขาดแคลนกำลังพล ขณะนี้นางจึงยังไม่มีเพื่อนร่วมหน่วย และยังคงคลุกคลีอยู่กับสองคู่หูเก่า
หลิวโหวเอ๋อและหวังต้าจ้วงตรวจตราท้องถนนมาครึ่งค่อนชีวิตก็ยังไม่อาจเลื่อนขั้นเข้าสู่ค่ายเทียนจื้อได้ เดิมทีก็เป็นพวกที่อยู่ไปวันๆ ในหน่วยสืบสวนจีเจินอยู่แล้ว เมื่อมีที่พึ่งอันแข็งแกร่งอยู่ตรงหน้าย่อมต้องรีบประจบประแจง ทั้งสองเดินตามหลังจูม่านจื่อราวกับคนรับใช้ พร้อมกับเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีว่า
"ม่านจื่อ เจ้าเพิ่งเข้าค่ายเทียนจื้อ อย่าได้ลำพองใจเกินไปนัก งานขององครักษ์หมาป่าค่ายเทียนจื้อนั้นแขวนอยู่บนเส้นด้าย พวกข้าสองคนทำงานมานานมีประสบการณ์โชกโชน มีหลายสิ่งที่จะสอนเจ้าได้ เห็นแก่ความสัมพันธ์ของพวกเรา ข้าจะบอกทุกอย่างที่รู้ ตอบทุกคำถามที่เจ้าสงสัย..."
จูม่านจื่อมือแตะดาบข้างเอวขณะเดินไปยังหอเก็บเอกสาร แล้วส่งเสียงหึในลำคอเบาๆ "เอาเงินมาคืนข้า แล้วข้าจะยังนับพวกเจ้าเป็นพี่น้องต่อไป"
เมื่อก่อนยามจูม่านจื่อออกตรวจตราเพื่อสะสมผลงาน นางได้มอบเงินรางวัลจากที่ทำการทั้งหมดให้แก่เจ้าเล่ห์เฒ่าทั้งสองคนนี้เพื่อให้พวกเขาโอนผลงานมาเป็นของนาง ตอนนี้นางจึงอยากได้เงินเหล่านั้นคืน
หลิวโหวเอ๋อได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้าเศร้าสร้อย "ม่านจื่อ พูดเรื่องเงินช่างทำลายความรู้สึกนัก หากเจ้ามาฉางอันแล้วไม่มีพวกข้าสองคนคอยดูแล จะได้เข้าค่ายเทียนจื้ออย่างราบรื่นเช่นนี้หรือ..."
ระหว่างการสนทนา จูม่านจื่อก็มาถึงหน้าประตูใหญ่ของหอเก็บเอกสาร มีอาลักษณ์สองคนนั่งจิบชาสนทนากันอยู่ที่โต๊ะ
จูม่านจื่อรับคดีเก่าเกี่ยวกับการโจรกรรมม้าหลวงที่ยังปิดไม่ลงมาจากที่ทำการ นางส่งใบอนุญาตและป้ายทองแดงให้อาลักษณ์ตรวจสอบ จากนั้นจึงปลดพลุสัญญาณ อุปกรณ์จุดไฟ และสิ่งของอื่นๆ ออก แล้วเข้าไปในหอเก็บเอกสารเพียงลำพัง
เนื่องจากกำลังพลส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปนอกเมือง องครักษ์หมาป่าที่เฝ้าหน้าหอเก็บเอกสารในวันนี้จึงมีไม่มากนัก
จูม่านจื่อเดินเข้าไปในหอเก็บเอกสารด้วยสีหน้าเรียบเฉย ชั้นหนังสือสูงตระหง่านตั้งเรียงรายอยู่ในห้องโถงกว้างขวาง หน้าต่างถูกปิดตาย แสงไฟสลัวเนื่องจากห้ามนำไฟเข้ามา มีองครักษ์หมาป่าเจ็ดแปดนายกำลังตรวจสอบม้วนคดีอยู่ ทั้งหมดล้วนเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงในค่ายเทียนจื้อ ยามปกติจูม่านจื่อยากจะได้พบหน้า เมื่อพบเจอในตอนนี้จึงต้องค้อมศีรษะทำความเคารพ
ภายในหอเก็บเอกสารเงียบสงัดจนน่าอึดอัด สุดทางเดินตรงกลางเป็นห้องเก็บหนังสือขนาดเล็ก ซึ่งเดิมทีเป็นที่ทำงานของผู้บังคับบัญชา แต่วันนี้จางเสียงไปที่สระฉวี่เจียง จึงเหลือเพียงรองผู้บัญชาการหลิวอวิ๋นหลินนั่งเฝ้าอยู่ภายใน
หลังจากจูม่านจื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไม่ใส่ใจ นางก็เริ่มค้นหาท่ามกลางกองหนังสือที่สุมเป็นภูเขาเลากา พร้อมกับรอคอยโอกาสที่ได้นัดหมายไว้กับสวีปู้หลิง...
---
หิมะโปรยปราย ขบวนรถม้าลากเป็นเส้นยาวบนทุ่งหิมะนอกเมืองฉางอัน สระฉวี่เจียงตั้งอยู่ทางมุมตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองฉางอัน ระยะทางไม่ไกลนัก เมื่อเดินทางถึงยังไม่ถึงเวลาเที่ยงวัน
ขบวนเสด็จของไทเฮาเดินทางถึงแล้ว และมุ่งหน้าไปยังสุสานวีรชนข้างสระฉวี่เจียงเพื่อประกอบพิธีเซ่นไหว้ โดยมีเหล่าสนมและฮูหยินตราตั้งตามเสด็จ งานพิธีการอย่างเป็นทางการย่อมมีระเบียบขั้นตอนซับซ้อน กว่าจะเสร็จสิ้นคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วยาม ลู่ฮูหยินจึงให้สวีปู้หลิงรออยู่ที่ริมสระฉวี่เจียงก่อน แล้วค่อยไปเที่ยวเล่นด้วยกันในภายหลัง
ที่ศาลาริมน้ำ สวีปู้หลิงในชุดคลุมขนจิ้งจอกขาว ถือคันเบ็ดหย่อนลงในสระฉวี่เจียง
ขบวนของเหล่าสตรีภายใต้การคุ้มกันขององครักษ์หลวงหายลับเข้าไปในป่าไผ่ บริเวณหอคอยและศาลาริมสระฉวี่เจียงเหลือเพียงสาวใช้และบ่าวรับใช้ของแต่ละตระกูลที่กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมสิ่งของต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกยามเจ้านายมาพักผ่อน ตระกูลที่มีฐานะใหญ่โตยังลากเรือสำราญมาจอดเทียบท่าริมฝั่งอีกด้วย
องครักษ์หมาป่ายืนประจำการทุกห้าก้าว ตรวจตราอย่างละเอียดรอบริมสระ หากมีการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยก็จะเข้าไปตรวจสอบและซักถาม การป้องกันแน่นหนายิ่งนัก
ทว่าศาลาริมน้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ที่สวีปู้หลิงซื้อไว้สำหรับตกปลาส่วนตัว เมื่อเขาอยู่ที่นี่ จึงไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามารบกวน
หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็น สวีปู้หลิงก็เคาะที่พื้นไม้ของศาลาสองครั้ง
ก๊อก ก๊อก—
มีเสียงขยับเขยื้อนดังมาจากห้องด้านหลัง หนิงชิงเยว่ก้าวออกมาอย่างแผ่วเบา นางพิงมุมห้องและลอบมองออกไปข้างนอกอย่างระมัดระวัง
สวีปู้หลิงหันไปมอง "ข้าช่วยได้เพียงเท่านี้ และได้เตรียมทางถอยไว้ให้เจ้าแล้ว แม่นางโปรดจำไว้ว่าให้ทำตามกำลัง อย่าได้บ้าบิ่น"
หลังจากพักฟื้นในช่วงสั้นๆ หนิงชิงเยว่ดูมีสีหน้าดีขึ้นมาก นางถือกระบี่พร้อมกับค้อมศีรษะคารวะเล็กน้อย "ขอบคุณ หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่" หลังจากพูดจบก็ไม่รั้งอยู่ต่อ นางก้มหน้าเดินออกจากศาลาริมน้ำอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่ต้องผ่านเพื่อออกจากสระฉวี่เจียงเพื่อรอคอยโอกาส
สวีปู้หลิงถือคันเบ็ดนั่งอยู่บนระเบียงของศาลาริมน้ำ เนื่องจากเขาอยู่เบื้องหลัง นอกจากรอผลลัพธ์แล้วก็ไม่มีอะไรให้ทำ
เวลานี้ยังเช้านัก เกล็ดหิมะโปรยปรายลงบนริมสระฉวี่เจียง ผิวน้ำเรียบนิ่งประดุจกระจก โลกทั้งใบไร้เสียง ราวกับภาพวาดพู่กันจีน ปลาคาร์พหมื่นพันบางครั้งก็กระโดดขึ้นเหนือน้ำ ราวกับต้องการรับเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นมาจากฟากฟ้า
ขบวนพิธีเซ่นไหว้วีรชนยังไม่กลับมา ปลาก็ยังไม่กินเบ็ด ขณะที่สวีปู้หลิงกำลังเบื่อหน่าย ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง
ฝีเท้าแผ่วเบา ด้วยประสาทสัมผัสทางการได้ยินของสวีปู้หลิงเขารู้ได้ทันทีว่าเป็นสตรี ตอนแรกเขานึกว่าหนิงชิงเยว่หาโอกาสไม่ได้จึงย้อนกลับมา แต่เมื่อหันไปมอง กลับพบว่าเป็นเซี่ยงอวี้ฝูที่ไม่ได้เจอกันหลายวันที่กำลังเดินลับๆ ล่อๆ มาทางนี้
เนื่องจากหิมะตกหนัก เซี่ยงอวี้ฝูจึงสวมเสื้อคลุมสีแดงทับชุดอาภรณ์ หมวกคลุมปิดมวยผมไม่ดชิดเหลือเพียงใบหน้าอ่อนใสที่แดงระเรื่อเพราะความหนาว นางยกมือขึ้นมาเป่าปากอยู่บ่อยครั้ง
สวีปู้หลิงขมวดคิ้ว พูดตามตรงเขาไม่ค่อยชอบรุ่นน้องคนนี้ที่มักจะสร้างเรื่องวุ่นวายให้เขาเท่าใดนัก เขาจึงหันหน้ากลับไปมองที่ผิวน้ำตามเดิม
"แม่นางเซี่ยงมาโดยไม่ได้นัดหมาย มีธุระสำคัญอันใดหรือ?"
เซี่ยงอวี้ฝูก้าวขึ้นไปบนระเบียงอย่างแผ่วเบา นางย่อตัวคารวะก่อน เนื่องจากมีความผิดติดอยู่ในใจ สีหน้าจึงดูขัดเขินเล็กน้อยและเอ่ยเสียงเบาว่า "สวีซื่อจื่อ ข้ามีบางเรื่อง ไม่ทราบว่าควรจะพูดดีหรือไม่..."
"อย่างนั้นก็ไม่ต้องพูด"
"อ้อ..."
ความตั้งใจที่จะสารภาพความจริงที่เซี่ยงอวี้ฝูรวบรวมมาอย่างยากลำบากถูกปัดตกไปในพริบตา นางเม้มริมฝีปากล่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่ยอมลาไป กลับเดินไปนั่งลงที่ริมระเบียง จุดประสงค์ของนางย่อมเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสวีซื่อจื่อไว้ก่อน เพื่อที่ว่าเมื่อเรื่องบทกวีแดงเปิดเผยออกมา เขาจะได้ไม่มาเอาเรื่องนาง
สวีปู้หลิงไม่รู้ความคิดของเซี่ยงอวี้ฝู เมื่อเห็นนางมานั่งลงข้างๆ พร้อมกับยิ้มแห้งๆ จึงคิดไปไกล
สวีปู้หลิงขยับตัวออกห่างเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่าง แล้วเลิกคิ้วขึ้น "แม่นางเซี่ยง เจ้าคงไม่ได้อยากจะเป็นอ๋องเฟยจริงๆ ใช่ไหม? ครั้งก่อนที่ข้าตีเจ้าข้าใช้ไม้บรรทัด ไม่ได้ลงมือเอง หากเจ้าจะมาตื๊อข้า ข้าไม่รับผิดชอบนะ"
เซี่ยงอวี้ฝูกะพริบตา นางไม่ได้โกรธ แต่ตอบอย่างจริงจังว่า
"ซื่อจื่ออย่าได้ล้อเล่น ครั้งก่อนเป็นข้าที่เข้าใจผิดจนสร้างความลำบากให้ซื่อจื่อ ท่านตีข้าก็สมควรแล้ว อื้ม... ข้าเลื่อมใสในความสามารถทางวรรณกรรมและคุณธรรมของสวีซื่อจื่อ จึงเพียงแต่อยากจะเป็นเพื่อนกับซื่อจื่อเท่านั้น"
จะว่าไปแล้ว คำพูดที่ใช้ทักทายนี้ดูซื่อตรงประดุจบุรุษนัก
สวีปู้หลิงอ้าปากค้าง พลางไตร่ตรองเล็กน้อย
เซี่ยงอวี้ฝูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบอย่างจริงจัง "หากมีอุดมการณ์เดียวกันก็คือสหายรู้ใจ ข้าคุยกับพวกคุณหนูตระกูลขุนนางเหล่านั้นไม่รู้เรื่อง แต่กลับเลื่อมใสในความรู้และความคิดอ่านของสวีซื่อจื่อ ดังนั้นจึงถือว่าสวีซื่อจื่อเป็น... อื้ม... เพื่อนชาย!" (หนานเผิงโหย่ว ในยุคหลังประเทศจีนใช้คำนี้แทนแฟนหนุ่ม)
"เดี๋ยวก่อน!"
สวีปู้หลิงยิ่งฟังยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล ในใจรู้สึกขัน เขาเลิกคิ้วขึ้น "แม่นางเซี่ยง ข้ายังไม่ได้ตกลงเลย เจ้าก็ถือวิสาสะนับข้าเป็นเพื่อนชายแล้วหรือ?"
เซี่ยงอวี้ฝูพยักหน้าเล็กน้อย "ข้านับซื่อจื่อเป็นสหายรู้ใจ ไยต้องให้ซื่อจื่อตกลงด้วยเล่า หากซื่อจื่อนับข้าเป็นเพื่อนด้วย นั่นย่อมดีที่สุด..."
"ทำไมข้าต้องนับเจ้าเป็นเพื่อนหญิงด้วย?" (หนวี่เผิงโหย่ว)
"เพื่อนหญิง..."
เซี่ยงอวี้ฝูรู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก สีหน้าเริ่มดูเศร้าสร้อยและตัดพ้อ
"ไม่คู่ควรหรือ?"
สวีปู้หลิงกวาดสายตามองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วยกมุมปากขึ้น "ตราบใดที่เจ้าเชื่อฟัง ไม่ก่อเรื่องให้ข้า การจะนับเจ้าเป็นเพื่อนหญิงอย่างเสียไม่ได้ก็พอจะเป็นไปได้อยู่"
เซี่ยงอวี้ฝูรีบพยักหน้า "ข้าจะเชื่อฟังเอง แต่คนเราไม่ใช่พระอรหันต์ย่อมต้องมีผิดพลาดกันบ้าง รู้ผิดแล้วแก้ไขนับเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ ในฐานะเพื่อน ท่านจะโกรธเคืองข้าทันทีไม่ได้ ต้องใช้เหตุผลและคุณธรรมโน้มน้าวใจเยี่ยงสุภาพชน..."
"ข้ามักจะใช้คุณธรรมโน้มน้าวใจคนเสมอ... คุณธรรมแห่งการต่อสู้!"
"หยุดการใช้กำลังจึงเรียกว่าวรยุทธ์ โดยมีเมตตาและคุณธรรมเป็นรากฐานจึงจะเรียกว่ามรรยาทนักสู้ ซื่อจื่อเข้าใจผิดแล้ว..."
เซี่ยงอวี้ฝูร่ายยาวหลักการอันยิ่งใหญ่มาเป็นชุดๆ ต่อเนื่องกันโดยไม่ซ้ำคำ
อย่างไรเสียสวีปู้หลิงก็กำลังเบื่อ เขาจึงไม่ได้รำคาญ และตั้งใจฟัง 'เพื่อนหญิง' ของเขาพร่ำบ่นเพื่อหวังจะขัดเกลาจิตใจเขา...
……….