- หน้าแรก
- อ๋องน้อยผู้โหดเหี้ยม
- 41 - วิถีแห่งขุนนาง
41 - วิถีแห่งขุนนาง
41 - วิถีแห่งขุนนาง
41 - วิถีแห่งขุนนาง
ลู่ฮูหยินขมวดคิ้วจ้องมองอย่างจริงจัง ใบหน้าอันทรงเสน่ห์แฝงไปด้วยความไม่พอใจ นางยกมือขึ้นแกะเสื้อตัวบนของสวีปู้หลิงออกอย่างรวดเร็ว
สวีปู้หลิงจนปัญญา ได้แต่กางมือออกตามตรง
กล้ามเนื้อหน้าอกอันแข็งแกร่งดูเป็นระเบียบชัดเจน ทว่าบริเวณซี่โครงกลับมีรอยเขียวช้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากหมัดอันหนักหน่วงของจูม่านหลง แม้กระดูกไม่ได้หักพัง ทว่าร่างกายของเขาอ่อนแอเพราะพิษ รอยช้ำนี้ย่อมไม่อาจหายได้ในเร็ววัน
รอยเขียวช้ำขนาดเท่าฝ่ามือนี้ เปรียบเสมือนหมึกที่หยดเปื้อนลงบนกระดาษขาวสะอาด
ใบหน้าที่เคยดุร้ายของลู่ฮูหยินเปลี่ยนเป็นความสงสารจับใจ ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยความโกรธระคนร้อนรน "เหตุใดเจ้าจึงไม่ฟังคำสั่งสอนเช่นนี้?" นางยกมือขึ้นหมายจะตีสวีปู้หลิงสักกี่ที ทว่าก็ทำไม่ลง จึงคิดจะเรียกคนไปตามหมอหลวงมา
สวีปู้หลิงรีบยกมือห้าม "แผลเล็กน้อยเท่านั้น อีกไม่กี่วันก็หาย ไม่สมควรให้เรื่องราวใหญ่โต"
ลู่ฮูหยินเกิดในตระกูลขุนนางใหญ่โตมาแต่เยาว์วัย แมแต่การฆ่าไก่ก็ไม่เคยเห็น เมื่อเห็นคนที่นางทะนุถนอมราวกับแก้วตาดวงใจต้องบาดเจ็บหนักเช่นนี้ นางย่อมทำใจไม่ได้
"หน้าอกเขียวช้ำเพียงนี้ยังบอกว่าแผลเล็กน้อย เจ้าโดนพิษอยู่เดิมทีก็ห้ามใช้กำลัง ข้าก็รับปากเจ้าแล้วว่าจะพาไปตกปลาที่สระฉวี่เจียงแต่เจ้าก็ยังไม่ยอมอยู่นิ่ง แอบไปฆ่าฟันจนนองเลือดที่หมู่บ้านม้าขาว เจ้าคิดว่าตนเองเป็นนักดาบพเนจรหรืออย่างไร?"
แม้คำพูดของลู่ฮูหยินจะฟังดูเข้มงวด ทว่าใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความกังวล นางประคองสวีปู้หลิงให้นอนลงอย่างระมัดระวัง แล้วหยิบเหล้ายาที่เตรียมไว้เสมอออกมาจากตู้ ทาลงบนรอยช้ำที่หน้าอกของสวีปู้หลิงอย่างเบามือ
สวีปู้หลิงนอนอยู่นิ่งๆ มองดูใบหน้าที่งดงามและวุฒิภาวะที่โน้มลงมาใกล้ ผิวนวลเนียนราวกับหยกอุ่น ริมฝีปากแดงดั่งชาด ลมหายใจบางเบาเป่ารดผิวหน้าอกจนรู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย เขากระแอมออกมาทีหนึ่งแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"ข้าออกจะซื่อสัตย์ เมื่อคืนก็จัดการได้เรียบร้อยดียิ่ง ให้ชื่อเสียงเป็นของเซียวถิงไป ส่วนข้าก็แค่กำจัดภัยให้ราษฎรโดยไม่หวังชื่อเสียง..."
ลู่ฮูหยินหยิกเข้าที่แขนของเขาด้วยความเคืองใจ "ต่อให้ตระกูลหลี่จะมีความผิดไม่อาจอภัย เจ้าก็แค่แจ้งทางว่าการ หรือบอกข้าก็ได้ ข้าจะไปจัดการให้เอง จำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายไปด้วยตนเองหรือ? ถึงขั้นใช้ดาบฆ่าเสือ หากเจ้าฝืนใช้กำลังจนบาดเจ็บถึงปอดและตับ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรเจ้าไม่รู้ตัวหรือ?"
เมื่อเผชิญกับคำตำหนิของลู่ฮูหยิน สวีปู้หลิงก็ได้แต่ยิ้มและพยักหน้า
"ทราบแล้ว ทราบแล้ว ข้ารู้จักยับยั้งชั่งใจ"
ลู่ฮูหยินแค่นเสียงเบาๆ "ก็พูดเช่นนี้ทุกครา แล้วก็ไม่เคยใส่ใจ หากวันใดเจ้าทำให้ข้าโกรธจนตาย ข้าจะมายืนจ้องเจ้าอยู่ที่ข้างเตียงทุกคืน ดูซิว่าเจ้าจะกลัวหรือไม่..."
สวีปู้หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "พูดจาอันใดเช่นนั้น อาลู่ยังเยาว์วัยงดงามและเพียบพร้อมด้วยจรรยา นิสัยก็อ่อนหวานเอาใจเก่ง..."
เขาพ่นคำหวานออกมาเป็นชุด
ลู่ฮูหยินค้อนควักใส่ทีหนึ่ง ทว่าก็ไม่อยากจะอบรมต่อแล้ว นางหยิบกล่องอาหารด้านข้างขึ้นมาเปิดออก ภายในมีลำไยจานหนึ่งวางอยู่
นิ้วเรียวของลู่ฮูหยินแกะเปลือกลำไยออก เผยให้เห็นเนื้อสีขาวนวลราวกับหยก "เมื่อครู่เพิ่งไปหาไทเฮามา ไปช่วยกันอบรมเซียวถิงมาด้วย... เหอะ~ ไทเฮาดูเหมือนจะเข้มงวด แต่ในใจคงจะภาคภูมิใจยิ่งนัก ที่เห็นเซียวถิงรู้จักทำเรื่องเป็นชิ้นเป็นอันเสียที..." พลางใช้สองนิ้วคีบเนื้อลำไยส่งมาที่ปากของสวีปู้หลิง
สวีปู้หลิงจนใจ ได้แต่ลุกขึ้นนั่งแล้วอ้าปากรับลำไยลูกนั้น
"ตอนนั้นข้าก็รู้แล้วว่าเป็นเจ้าที่แอบลงมืออยู่เบื้องหลัง นิสัยอย่างเซียวถิง ต่อให้เอาความกล้ามาให้เขาอีกร้อยเท่า เขาก็ไม่มีวันทำเรื่องที่หมู่บ้านม้าขาวได้แน่ ข้าเพียงแต่ไม่อยากเปิดโปงเท่านั้น..."
นางบ่นพึมพำเล่าเรื่องสัพเพเหระให้ฟัง
ลู่ฮูหยินอยู่เป็นหม้ายไม่มีบุตรธิดา แม้ฐานะจะสูงส่งแต่ก็ไม่อาจยุ่งเกี่ยวกับการเมือง คนที่นางพอจะพูดคุยด้วยได้ก็มีเพียงสวีปู้หลิง จึงไม่แปลกที่จะติดเขาอยู่บ้าง
แม้สวีปู้หลิงมักจะคอยหลบเลี่ยง ทว่าเมื่อถูกจับได้เขาก็ไม่เคยแสดงท่าทีรำคาญใจ และตั้งใจฟังเรื่องในครอบครัวที่จุกจิกเหล่านี้ "เซียวถิงเพียงแค่ขาดไหวพริบไปบ้าง แต่เขาก็ไม่ใช่คนเลวร้าย เขาเป็นหลานแท้ๆ ของไทเฮา ไทเฮาย่อมต้องเข้าข้างเขาเป็นธรรมดา..."
ขณะที่พูด สวีปู้หลิงก็ลุกขึ้นนั่ง แล้วใช้มือนวดไหล่ให้ลู่ฮูหยินอย่างเบามือ
แผ่นหลังของลู่ฮูหยินเหยียดตรงขึ้นทันที ลำไยในมือเกือบร่วงหล่นลงพื้น ทว่าไม่นานนางก็กลับมาเป็นปกติ นางเหลือบมองเล็กน้อย เมื่อแน่ใจว่าสายตาของสวีปู้หลิงไม่ได้มีความคิดอกุศลใดๆ จึงยอมรับการเอาใจนี้ด้วยความพึงพอใจ
"จริงด้วย วันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนสิบสอง เหล่าพระสนมในวังจะไปชมหิมะที่สระฉวี่เจียง บรรดาฮูหยินตราตั้งบนถนนคุยโซ่วก็ต้องตามไปด้วย ข้าเองก็ต้องไป ข้าไม่มีเรื่องจะคุยกับพวกนาง เจ้าจงไปเป็นเพื่อนข้าสักรอบ..."
"มีแต่พวกสตรี ข้าจะตามไปทำสิ่งใดกัน เหล่าคุณหนูในวังพวกนั้นก็ทำตัวราวกับคนบ้าผู้ชาย..."
"ไม่เต็มใจหรือ?"
ลู่ฮูหยินหันกลับมา ใบหน้าจ้องประสานกันในระยะใกล้ ก่อนจะขยับออกเล็กน้อยพร้อมกับแสดงท่าทีไม่พอใจ
สวีปู้หลิงจะกล่าวสิ่งใดได้อีก นอกจากพยักหน้า "คำสั่งของอาลู่ ข้าย่อมต้องเชื่อฟัง..."
"เหอะ~"
ลู่ฮูหยินจึงค่อยคลายสีหน้าที่ไม่พอใจลง
นางยังคงคุยจ้อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลำไยหมดกล่อง ลู่ฮูหยินจึงหยุดพูดด้วยความอาลัยอาวรณ์ นางลุกขึ้นยืนและกำชับว่า
"พักผ่อนให้ดี ห้ามออกไปก่อเรื่องข้างนอกอีก หากข้าได้ยินชื่อเสียงในทางที่ดีของเจ้าอีกล่ะก็..."
"หากได้ยินชื่อเสียงที่ดีของข้าอีก ข้าจะเอาตัวลงหม้อต้มตัวเองเสียเลย!"
สวีปู้หลิงพยักหน้าอย่างจริงจัง
ลู่ฮูหยินเม้มริมฝีปากสีแดง เก็บกล่องอาหารแล้วกล่าวว่า "ห้ามหลอกข้าอีกนะ" จากนั้นจึงก้าวเดินออกไปช้าๆ
สวีปู้หลิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาเอนตัวลงนอนใหม่โดยใช้มือหนุนศีรษะ ทว่ากลับไม่นึกง่วงนอนเลย
เขานอนใจลอยอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เขาจึงยกมือขึ้นมาดมที่ปลายจมูก พลางเลิกคิ้วขึ้น
"แป้งหอม 'เยว่กงกุ้ย' ของร้านเซียนจือไถ... เหตุใดจึงใช้แป้งหอมชนิดเดียวกับแม่นางซง หรือว่าช่วงนี้กำลังนิยมสิ่งนี้กัน? ..."
---
ที่ท้ายถนนคุยโซ่ว หน้าคฤหาสน์ของจงหย่งโหวตระกูลหลี่ ทหารองครักษ์กลุ่มใหญ่ได้จับตัวยอดฝีมือสองคนที่ 'ทำโดยพลการ' ขึ้นรถนักโทษ หลี่เทียนลู่สวมชุดผ้ากระสอบธรรมดาใบหน้าหมองคล้ำ เขาเดินขึ้นรถนักโทษด้วยตนเองเพื่อไปใช้แรงงานที่ลานสกัดหินนอกเมือง
เหล่าตระกูลใหญ่บนถนนเส้นนั้นไม่ได้ลงแส้ซ้ำเติม ผู้ที่สามารถอาศัยอยู่บนถนนคุยโซ่วได้ ต่อให้เป็นตระกูลหลี่ที่อยู่รั้งท้ายก็ไม่ใช่ผู้ที่จะถูกโค่นลงได้ง่ายๆ ไม่แน่ว่าวันใดอาจจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง การผิดใจกันเพียงเพราะความสะใจเล็กน้อยถือเป็นข้อห้ามอย่างยิ่ง
กงซุนลู่และกงซุนหมิงสองพ่อลูก เมื่อคืนไม่อาจช่วยตระกูลหลี่ได้ วันนี้จึงต้องมาควบคุมการส่งตัวด้วยตนเอง พร้อมทั้งกล่าวขอโทษตระกูลหลี่ไปในตัว เพื่อไม่ให้ความโกรธแค้นตกมาถึงตน
กงซุนลู่ทำโดยพลการวิ่งไปเป็นเบี้ยให้หลี่เทียนลู่เมื่อคืน ผลสุดท้ายกลับนำเรื่องเดือดร้อนมาใส่ตัว ทำให้กงซุนหมิงโกรธจัดและบ่นดุด่าไม่หยุด
"เจ้าเจ้าคนไม่มีไหวพริบ ได้ยินมาตั้งนานแล้วว่าหมู่บ้านม้าขาวมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เจ้ายังจะเสนอหน้าเข้าไปยุ่ง คราวที่แล้วยังเข็ดไม่จำหรือ? คนในปกครองของเจ้ามีไว้กินข้าวเปล่าๆ หรืออย่างไร? เหตุใดต้องเอาตัวออกหน้าเอง..."
กงซุนลู่รู้สึกโกรธทว่าก็จนใจ ได้แต่ก้มหน้ากล่าวว่า "ลูกรู้ผิดไปแล้ว... ตระกูลหลี่มักจะผูกมิตรไปทั่วและทำตัวเงียบเชียบ ข้านึกว่าเป็นงานสบายๆ จึงไปเอง ใครจะรู้ว่าตระกูลหลี่จะเอาหัวไปชนเข้ากับตอของท่านเสนาบดีเซียวเข้า อีกทั้งตระกูลหลี่ยังทำเรื่องไร้มนุษยธรรมเช่นนั้น..."
กงซุนหมิงลูบเคราและครุ่นคิด "เรื่องเมื่อคืนไม่เหมือนลักษณะนิสัยของท่านเสนาบดีเซียวเลย ตระกูลเซียวไม่เคยเห็นตระกูลหลี่อยู่ในสายตา หากเป็นเพราะท่านเสนาบดีพิโรธเรื่องหมู่บ้านม้าขาว ก็แค่ให้คุณชายเซียวพาทหารไปตรวจค้นก็สิ้นเรื่อง ไม่จำเป็นต้องบุกเข้าไปในรังเสือเองเช่นนี้..."
กงซุนลู่ก็รู้สึกว่าการปรากฏตัวของเซียวถิงเมื่อคืนนั้นแปลกประหลาด "คุณชายเซียวอยู่ในเมืองหลวง ปกติทำทุกอย่างยกเว้นเรื่องที่เป็นงานเป็นการ เมื่อคืนเขากลับทำหน้าที่ได้อย่างรวดเร็วเฉียบขาด หากไม่ใช่ท่านเสนาบดีคอยชี้แนะอยู่เบื้องหลัง... แล้วจะเป็นใครได้?"
กงซุนหมิงเอามือไพล่หลังเดินไปมา "เจ้าบอกว่าเมื่อคืน มีคนติดตามตระกูลเซียวหนึ่งคน และมีมือปราบหญิงจากสำนักตรวจตราอีกหนึ่งคนใช่หรือไม่?"
"ขอรับ มือปราบหญิงคนนั้นเคยเจอกับสวีซื่อจื่อที่ย่านต้าเยี่ยจนคลี่คลายคดีเกลือเถื่อนมาได้... ซี้ด—" กงซุนลู่นึกอะไรบางอย่างออก และทำหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง
"ยอดฝีมือดาบเมื่อคืน หรือจะเป็นสวีซื่อจื่อ? แต่นี่มันดูฝืนไปหน่อย สวีซื่อจื่อยิ่งกว่าคุณชายเซียวเสียอีกที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย คราวก่อนที่ได้ชื่อว่าผดุงธรรมก็เพราะท่านพ่อเป็นคนยัดเยียดชื่อเสียงให้ อีกอย่างสวีซื่อจื่อต้องพิษ ไม่อาจออกแรงได้มาก การจะจัดการตระกูลหลี่ไม่เห็นจำเป็นต้องยอมแลกด้วยสิ่งแลกเปลี่ยนที่ใหญ่หลวงขนาดนี้..."
กงซุนหมิงส่ายหน้า "เจ้าโง่ การจะเป็นขุนนางในเมืองหลวงได้ ต้องมีสมอง"
กงซุนลู่ยังไม่กระจ่างนัก จึงขยับเข้าไปใกล้
กงซุนหมิงคิดไตร่ตรองครู่หนึ่ง แล้วจึงเริ่มวิเคราะห์อย่างเป็นจริงเป็นจัง "เราลองสมมติว่า คนเมื่อคืนคือสวีซื่อจื่อ ตระกูลสวีและตระกูลเซียวหาได้ใส่ใจตระกูลหลี่ไม่ เมื่อคืนเซียวถิงและสวีปู้หลิงร่วมมือกัน โดยไม่อาศัยกำลังจากที่บ้านไปถล่มหมู่บ้านม้าขาว จุดประสงค์คือสิ่งใด?"
"คือสิ่งใดหรือขอรับ?"
"ชื่อเสียง"
กงซุนหมิงส่ายหน้า "บุตรหลานตระกูลขุนนางเห็นชื่อเสียงสำคัญที่สุด สวีปู้หลิงและเซียวถิงต่างเป็นอันธพาลในเมืองหลวง หากเป็นตอนเด็กก็คงไม่กะไร ทว่าตอนนี้ใกล้จะถึงวัยสวมหมวกแล้ว หากยังแบกชื่อ 'อันธพาล' ไว้ ต่อไปจะเข้ารับราชการได้อย่างไร? ท่านเสนาบดีย่อมต้องหาโอกาสให้พวกเขาได้ล้างมลทิน"
กงซุนลู่ลูบคางพลางพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ "มีเหตุผล... หากเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดเมื่อคืนสวีซื่อจื่อจึงไม่ปรากฏตัว?"
"เฮ้อ!"
กงซุนหมิงทำหน้าเสียดายที่ลูกไม่จดจำคำสอน "การใช้คนให้เกิดประโยชน์สูงสุด วันนี้คนทั้งราชสำนักต่างแซ่ซ้องคุณชายเซียวว่าเที่ยงธรรม นี่คือชื่อเสียงของคุณชายเซียว
รอผ่านไปอีกสักพัก ค่อยหาโอกาสพาสวีซื่อจื่อออกมา นอกจากชื่อเสียงเรื่องกำจัดภัยให้ราษฎรแล้ว ยังจะได้ชื่อว่าเป็นคน 'สุขุมลุ่มลึก ไม่เห็นแก่ชื่อเสียงจอมปลอม' เป็นชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมอีก เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว หากสวีซื่อจื่อปรากฏตัวตั้งแต่เมื่อคืน ก็คงไม่มีพื้นที่ให้คุณชายเซียวได้แสดงฝีมือ"
กงซุนลู่ถึงกับตาสว่าง พยักหน้าเข้าใจ "...แล้วถ้าหากยอดฝีมือดาบเมื่อคืน ไม่ใช่สวีซื่อจื่อล่ะขอรับ?"
"เจ้าหนู เจ้ายังอ่อนหัดนัก"
กงซุนหมิงลูบเคราแล้วยิ้มบางๆ "หากเป็นเพียงคนติดตามของตระกูลเซียวจริงๆ ในเมื่อเมื่อวานไม่ปรากฏตัว ต่อไปก็ย่อมไม่ปรากฏตัว และเป็นไปไม่ได้ที่จะไปแย่งชื่อเสียงกับสวีซื่อจื่อ
ขอเพียงข่าวลือแพร่ออกไป ต่อให้เรื่องนี้ไม่ใช่ฝีมือสวีซื่อจื่อ ก็ต้องกลายเป็นฝีมือสวีซื่อจื่อ"
"แล้วถ้าสวีซื่อจื่อไม่ยอมรับล่ะขอรับ?"
"เรื่องดีเช่นนี้ สวีซื่อจื่อย่อมต้องไม่ยอมรับแน่นอน ยิ่งไม่ยอมรับ ก็ยิ่งแสดงว่าเป็นคน 'ไม่เห็นแก่ชื่อเสียง' ตระกูลเซียวและซูอ๋องมีความสัมพันธ์กัน ในเมื่อได้รับประโยชน์ร่วมกันย่อมต้องเออออตามน้ำไป"
กงซุนลู่ครุ่นคิดตามแล้วรู้สึกทึ่งยิ่งนัก "ท่านพ่อช่างมีความคิดลึกซึ้ง... แล้วเราควรทำอย่างไรดี?"
"ปล่อยให้ข่าวลือแพร่สะพัดไปก่อน"
กงซุนหมิงเอามือไพล่หลังแหงนมองท้องฟ้า แล้วถอนหายใจยาว "เมื่อถึงเวลาอันควร เราจะชิงลงมือปล่อยข่าวนี้ก่อนใคร! เมื่อสวีซื่อจื่อและท่านเสนาบดีเซียวเห็นว่าพ่อของเจ้ารู้ความเช่นนี้ ต่อให้ปากไม่พูด แต่ในใจย่อมต้องจดจำความดีของพ่อเอาไว้ นี่แหละที่เรียกว่า วิถีแห่งขุนนาง"
"โอ้... ลูกเข้าใจแล้วขอรับ..."
---